ส่วนที่มีการอ้างการทุจริตที่เกี่ยวเนื่องกับการสอบปี 2564 แล้ว ในเมื่อมหาวิทยาลัยบูรพา เป็นผู้จัดสอบแล้ว จะยืนยันไม่มีความเกี่ยวข้องเลยได้หรือนั้น นายพีรพัฒน์ ชี้แจงว่า ตนไม่เคยบอกว่า ไม่เกี่ยวกับการตรวจสอบ เพราะมหาวิทยาลัยบูรพา เป็นผู้ดำเนินการสอบ ย่อมมีหน้าที่ให้ข้อมูลในส่วนที่รับผิดชอบและต้องถูกตรวจสอบได้ หากพบว่า บุคลากรของมหาวิทยาลัย หรือขั้นตอนที่มหาวิทยาลัยรับผิดชอบ มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ต้องดำเนินการตามพยานหลักฐานอย่างตรงไปตรงมา แต่การพบ “นายหน้า การแอบอ้าง การเรียกรับเงิน หรือบุคคลภายนอกที่อ้างว่าจะช่วยให้สอบได้” ไม่ได้ทำให้สถาบันการศึกษาผู้จัดสอบ กลายเป็นผู้ทุจริตโดยอัตโนมัติ ซึ่งเอกสารของ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ก่อนการสอบปี 2564 ระบุว่า มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นผู้ดำเนินการสอบ และในเอกสารเดียวกัน ยังมีข้อสั่งการ ให้เฝ้าระวังผู้แอบอ้าง เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ พร้อมกำชับไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปพัวพัน ดังนั้น นี่คือจุดที่ต้องแยกให้ชัดเจน เพราะ “การรู้ว่ามีความเสี่ยง” คือ เหตุผลที่ต้องมีมาตรการป้องกัน แต่ไม่ใช่หลักฐานว่า “รู้เห็นการทุจริต” และหากจะข้ามจากสองคำนี้ ไปสู่ข้อสรุปว่ามหาวิทยาลัยร่วมทุจริต ต้องตอบให้ได้ว่า ใครทำ ทำในขั้นตอนไหน ใช้หลักฐานอะไร และเชื่อมโยงถึงมหาวิทยาลัยอย่างไร พร้อมย้ำว่า ถ้ามีหลักฐานการทุจริตของมหาวิทยาลัย ก็ขอให้มีการเปิดเผย และตรวจสอบ ดำเนินการตามกฎหมาย แต่ถ้ายังเป็นเพียงการเชื่อมโยงจากสถานะว่า เป็นผู้จัดสอบ ก็ไม่ควรใช้ข้อสันนิษฐานแทนข้อเท็จจริง
ส่วนที่มีการเชื่อมโยงข้อร้องเรียน เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2567 ที่เกิดหลังมหาวิทยาลัยบูรพาเป็นผู้ชนะการประมูลจัดสอบ จากนั้น กรมส่งเสริมกาาปกครองท้องถิ่น ยกเลิกการประกาศผู้ชนะ และต่อมาการสอบปี 2568 กลับเกิดกรณีทุจริตที่กำลังถูกตรวจสอบครั้งใหญ่เข้าด้วยกันนั้น นายพีรพัฒน์ เห็นว่า อย่านำเหตุการณ์ 3 ช่วงเวลามารวมกัน จนประชาชนเข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์เดียวกัน พร้อมชี้แจงรายละเอียดว่า
ช่วงที่หนึ่งปี 2564 : ที่มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นผู้ดำเนินการสอบจริง และบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจฯ สภาผู้แทนราษฎร ในปี 2566 ระบุคำชี้แจงของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นว่า ณ เวลานั้น ยังไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่ส่อว่า การสอบครั้งนั้นมีการทุจริตหรือมีข้อบกพร่อง อีกทั้งกรณีร้องทุกข์ที่พิจารณาในครั้งนั้น ไม่ได้กล่าวถึง มหาวิทยาลัยบูรพาหรือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นว่า เป็นผู้กระทำทุจริต
ช่วงที่สอง ปี 2566–2568 : กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประกาศให้มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นผู้ชนะการเสนอราคาเมื่อ 28 ธันวาคม 2566 ต่อมามีข้อร้องเรียนวันที่ 5 มกราคม 2567 และมีการตรวจสอบข้อร้องเรียนรวมถึงการพิจารณาเพิ่มมาตรการป้องกันการทุจริต ก่อนที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จะประกาศยกเลิกการประกาศผู้ชนะการเสนอราคาของ มหาวิทยาลัยบูรพาเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2568 โดยคำชี้แจงล่าสุดของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น อธิบายเหตุผลในเรื่องการปรับ TOR มาตรการป้องกันการทุจริต และประโยชน์สาธารณะ ไม่ได้ระบุว่าเป็นผลจากคำวินิจฉัยว่ามหาวิทยาลัยบูรพาทุจริต
ช่วงที่สาม ปี 2568 : เป็นการจัดสอบภายใต้กระบวนการใหม่และผู้จัดสอบรายใหม่ ก่อนเกิดกรณีทุจริตที่กำลังถูกตรวจสอบในหลายมิติ
นายพีรพัฒน์ ยังย้ำว่า หากจะเชื่อมเหตุการณ์ปี 2568 ย้อนกลับไปหาปี 2564 หรือการยกเลิกมหาวิทยาลัยบูรพาเป็นผู้จัดสอบ จะต้องเชื่อมด้วยพยานหลักฐานเป็นรายขั้นตอนและรายบุคคล ไม่ใช่เชื่อมด้วยถ้อยคำหรือเพียงเพราะเหตุการณ์อยู่ใกล้กันตามเวลา และมหาวิทยาลัยบูรพา ไม่ได้ขออภิสิทธิ์จากการตรวจสอบ แต่ขอเพียงมาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่ายให้ใช้หลักฐานนำหน้า และให้ข้อสรุปตามหลัง
ส่วนบันทึกการประชุมกรรมาธิการการกระจายอำนาจฯ ที่ยืนยันคำชี้แจงของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นที่ ณ เวลานั้น ยังไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่ส่อว่า การสอบครั้งนั้นมีการทุจริตหรือมีข้อบกพร่อง แสดงว่า นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ที่ออกมาระบุมีการกล่าวหาร้องเรียนทุจริตสอบท้องถิ่นในปี 2564 ที่มหาวิทยาลัยบูรพาเป็นผู้จัดสอบ เป็นการพูดไม่จริงหรือไม่นั้น นายพีรพัฒน์ ปฏิเสธที่จะวินิจฉัยคำพูดของบุคคล โดยให้เหตุผลว่า ตนเองขอวินิจฉัยจากเอกสาร พยานหลักฐานและสิ่งที่มีอยู่ ซึ่งในขณะนี้ ยังไม่ปรากฏเอกสาร ผลการสอบสวน หรือคำวินิจฉัยใดที่ชี้ว่า มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นผู้ทุจริตในการจัดสอบปี 2564
นายพีรพัฒน์ ยังย้ำว่า มหาวิทยาลัยบูรพา เคารพบทบาทของทุกฝ่าย ที่ช่วยกันตรวจสอบการทุจริตสอบท้องถิ่น และไม่ประสงค์จะตอบโต้กับบุคคล และหากใครมีหลักฐานการทุจริต ขอให้นำมาเปิดเผย และเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ซึ่งมหาวิทยาลัยบูรพา พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ สิ่งที่ตนขอเพียงอย่างเดียว คือ ในเรื่องที่กระทบต่อชื่อเสียงของสถาบันการศึกษา ตนขอให้หลักฐานนำหน้าข้อสรุป และอย่าให้ถ้อยคำมีน้ำหนักมากกว่าหลักฐานที่รองรับ