นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนครั้งที่ 2 ก็มีบุคคลตามตำแหน่งคือ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ขณะนี้พ้นตำแหน่งไปแล้ว และไปดำรงตำแหน่งระดับสูง ปรากฏว่าผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่คือนายวิทัย รัตนากร ซึ่งไม่เคย ลงคะแนนเมื่อ 4 ปีก่อน แต่กลับมาลงคะแนนไม่เห็นด้วยกับการดำรงตำแหน่งของนพ.สรณ ตนจึงเห็นว่าเป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะองค์ประชุมนั้นมี 7 คน ครึ่งหนึ่งของ 7 คนคือเกินกว่า 4 คนขึ้นไป ปรากฏว่า 3 ตำแหน่งเดิมที่มา ลงคะแนน แต่วิทัยไม่ใช่คนเดิม เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ ซึ่งไม่ได้ลงคะแนนเมื่อ 4 ปีที่แล้ว มตินี้จึงไม่ชอบธรรม หากตัดนายวิทัยออกไป มติ นี้ก็จะมีผู้ลงคะแนนเพียง 3 คนซึ่งถือว่าไม่ครบองค์ประชุม
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ฉะนั้น ต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมาว่า นายวิทัยมีเหตุผลอะไรต้องมาประชุมแทนคนที่พ้นตำแหน่งไปแล้ว ทั้งที่เขาไม่ได้มีประเด็นที่ต้องเอาคนใหม่มาประชุม อย่างไรก็ตาม เมื่อองค์ประชุมไม่ครบครึ่งหนึ่ง แล้วจะถือว่าการประชุมนี้ถูกต้องได้อย่างไร แต่กลับมีการเผยแพร่มติของการประชุมว่า คณะกรรมการสรรหาเห็นว่า นพ.สรณควรจะพ้นจากตำแหน่งการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวอีกว่า แม้ที่ผ่านมาตนจะเคยอภิปรายเรื่องการทำงานของ กสทช. โดยภาพรวมว่ามีแต่ความแตกแยก มีแต่ปัญหาภายใน แต่ก็ไม่คิดว่าปัญหาภายในจะออกมาอย่างรุนแรงจนถึงขั้นต้องเรียกประชุมกรรมการสรรหาซึ่งพ้นไปแล้วเมื่อ 4 ปีอย่างเร่งด่วน เพื่อที่จะมามีมติให้ปลดนพ.สรณ ออกจากตำแหน่ง ตนจึงรู้สึกว่าควรจะให้ความเป็นธรรมว่า คณะกรรมการสรรหามีอำนาจสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งการกลับมติดังกล่าวทำให้ถูกมองว่าเหมือนเด็กเล่นขายของหรือไม่