"ทนายประธาน กสทช." โต้มติ คกก.สรรหา ชี้ไม่ใช่คำสั่งให้พ้นตำแหน่ง
17 ก.ค. 2569 | katchatapong_lee

"ทนายประธาน กสทช." โต้มติกรรมการสรรหา มีมติฟัน "นพ.สรณ" พ้นตำแหน่ง - ชี้ 3 ประเด็นยังต้องพิจารณา และมติดังกล่าวไม่ใช่คำสั่งให้พ้นตำแหน่ง
ข่าว
17 ก.ค. 2569 | katchatapong_lee

"ทนายประธาน กสทช." โต้มติกรรมการสรรหา มีมติฟัน "นพ.สรณ" พ้นตำแหน่ง - ชี้ 3 ประเด็นยังต้องพิจารณา และมติดังกล่าวไม่ใช่คำสั่งให้พ้นตำแหน่ง
นายชำนาญ ชาดิษฐ์ ทนายความส่วนตัวของนายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ชี้แจงกรณีคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีมติเอกฉันท์ต่อคุณสมบัติของประธาน กสทช. โดยยืนยันว่า มติดังกล่าวยังไม่อาจถือเป็นข้อยุติ ที่ทำให้นายแพทย์สรณ ต้องพ้นจากตำแหน่ง หรือหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ เพราะกรณีนี้มีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา 3 ประการ
“ผมเห็นว่า ผลพิจารณาดังกล่าว มีสถานะเป็นเพียงความเห็นของคณะกรรมการสรรหา และยังไม่ใช่คำสั่งทางกฎหมายที่มีผลให้ประธาน กสทช. พ้นจากตำแหน่งหรือหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ ตราบใดที่ยังไม่มีคำวินิจฉัย หรือการดำเนินการโดยองค์กรที่มีอำนาจตามกฎหมาย ประธาน กสทช.ยังคงมีหน้าที่ ต้องปฏิบัติราชการอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศในการบริหารงานของ กสทช. และการดำเนินการใด ๆ ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ย่อมไม่เสียไปเพียงเพราะความเห็นของคณะกรรมการสรรหาดังกล่าว เพื่อคุ้มครองการที่บุคคลภายนอกที่ได้ดำเนินการโดยสุจริต” ทนายความส่วนตัวของนายแพทย์สรณ กล่าว
ทนายความส่วนตัวของนายแพทย์สรณ ชี้แจงว่า กลไกการสละสิทธิตาม มาตรา 18 มุ่งใช้กับช่วงที่กระบวนการคัดเลือก และแต่งตั้งยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ไม่ใช่กลไกที่คณะกรรมการสรรหา จะนำมาใช้ภายหลังการแต่งตั้ง เพื่อให้เกิดผลเปลี่ยนแปลงสถานะของผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. โดยทันที ซึ่งกรณีการพ้นตำแหน่งมีบทกฎหมายเฉพาะอยู่แล้ว
“เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามกฎหมายแล้ว การจะพ้นจากตำแหน่งต้องเป็นไปตามมาตรา 20 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรฯ การดำเนินการใดที่อาจส่งผลต่อสถานะของผู้ดำรงตำแหน่ง ย่อมต้องเป็นไปตามบทบัญญัติและขั้นตอนของกฎหมายอย่างครบถ้วน จะตีความให้มติของคณะกรรมการสรรหามีผลเปลี่ยนแปลงสถานะดังกล่าวโดยลำพังมิได้ เพราะอาจถูกมองว่าเป็นการนำเรื่องที่ยังไม่มีข้อยุติทางกฎหมาย ไปกระทบต่อกระบวนการที่ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ดังนั้น ในระหว่างที่ยังไม่มีการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยองค์กรผู้มีอำนาจ ประธานฯ จึงยังคงมีหน้าที่ปฏิบัติงานต่อไป ในขณะที่ยังไม่มีการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายโดยองค์กรผู้มีอำนาจ และยังไม่มีคำวินิจฉัยที่มีผลผูกพันต่อสถานะการดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ประธาน กสทช. จึงยังมีหน้าที่ปฏิบัติงานในฐานะประธาน กสทช. ต่อไป" ทนายความส่วนตัวของนายแพทย์สรณ ระบุ
นอกจากนี้ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ประธาน กสทช. ยังได้ส่งหนังสือขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวของตน ตามอำนาจหน้าที่ รวมถึงผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะกรรมาธิการ ICT ชุดปัจจุบัน พร้อมแจ้งความคืบหน้าให้คณะกรรมการสรรหาทราบแล้ว
อย่างไรก็ดี คณะกรรมการสรรหาไม่ได้ให้น้ำหนักแก่ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ฝ่ายศาสตราจารย์คลินิก สรณ นำเสนอแต่อย่างใด อีกทั้งยังเร่งรัดและรีบดำเนินการพิจารณาจนมีมติออกมาภายในวันนี้ ในระหว่างขณะที่ประเด็นบางส่วนอยู่ระหว่างการขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ
“ผมตั้งข้อสังเกตต่อความเร่งรัดของกระบวนการ รวมถึงการไม่รับฟังข้อมูลและพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างรอบด้าน จึงจำเป็นต้องตรวจสอบต่อไปว่าการพิจารณาดังกล่าวเป็นไปตามหลักความเป็นธรรมทางปกครองและหลักการให้โอกาสคู่กรณีชี้แจงอย่างเพียงพอหรือไม่ ทั้งนี้ เราไม่ประสงค์จะกล่าวหาบุคคลใดล่วงหน้า แต่สังคมควรได้รับทราบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายอย่างครบถ้วน” ทนายความส่วนตัวของนายแพทย์สรณ กล่าว
ทนายความส่วนตัวของนายแพทย์สรณ กล่าวเพิ่มว่า นายแพทย์สรณ จะชี้แจงรายละเอียดต่อสาธารณชนด้วยตนเอง โดยจะนำเสนอทั้งข้อเท็จจริง ลำดับเหตุการณ์ หนังสือชี้แจงที่เคยส่งต่อคณะกรรมการสรรหา และหนังสือที่ส่งถึงหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถพิจารณาข้อมูลได้อย่างรอบด้านต่อไป
“เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงข้อโต้แย้งส่วนบุคคล แต่เกี่ยวข้องกับหลักนิติรัฐ ความต่อเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรกำกับดูแล และความชัดเจนว่าองค์กรใดมีอำนาจวินิจฉัยสถานะของผู้ดำรงตำแหน่งตามกฎหมาย ซึ่งท่านประธาน พร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทุกขั้นตอน แต่กระบวนการนั้นต้องชอบด้วยกฎหมาย เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่” ทนายความส่วนตัวของนายแพทย์สรณ ระบุ
ทั้งนี้ ข้อโต้แย้งดังกล่าวเป็นจุดยืนของทนายความและศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ส่วนผลทางกฎหมายของมติคณะกรรมการสรรหา ตลอดจนสถานะการดำรงตำแหน่งของประธาน กสทช. ยังต้องพิจารณาจากตัวบทกฎหมาย เอกสารมติฉบับเต็ม และความเห็นหรือคำวินิจฉัยขององค์กรที่มีอำนาจต่อไป ขณะที่คณะกรรมการสรรหา และหน่วยงานที่ถูกกล่าวถึงควรได้รับโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงในส่วนของตนเช่นกัน