เนชั่นทีวี

ข่าว

“สุขภาพผู้นำโลก” ยุทธศาสตร์สงครามจิตวิทยา สาดโคลน-สั่นคลอนความเชื่อมั่น

21 ก.ย. 2569 | thunchanok_kul

“สุขภาพผู้นำโลก” ยุทธศาสตร์สงครามจิตวิทยา สาดโคลน-สั่นคลอนความเชื่อมั่น

"สุขภาพผู้นำโลก" ไม่ใช่แค่เรื่องแพทย์ แต่คือ "สงครามจิตวิทยา" ทางการเมือง ย้อนเช็กข้อเท็จจริงสยบข่าวลือ "สี จิ้นผิง" ผ่าตัดสมอง? พร้อมเจาะลึกปมสุขภาพ ทรัมป์-ปูติน-คิมจองอึน เมื่ออาการป่วยถูกใช้เป็นอาวุธสั่นคลอนความมั่นคงประเทศ

"สุขภาพผู้นำโลก" ไม่ใช่แค่เรื่องแพทย์ แต่คือ "สงครามจิตวิทยา" ทางการเมือง ย้อนเช็กข้อเท็จจริงสยบข่าวลือ "สี จิ้นผิง" ผ่าตัดสมอง? พร้อมเจาะลึกปมสุขภาพ ทรัมป์-ปูติน-คิมจองอึน เมื่ออาการป่วยถูกใช้เป็นอาวุธสั่นคลอนความมั่นคงประเทศ

KEY

POINTS

  • สยบข่าวลือผู้นำจีน: คลังข่าวสยบข่าวลือ "สี จิ้นผิง" ป่วยหนัก ยืนยันปฏิบัติภารกิจ BRICS ครบตามกำหนดการ ปัญหากลุ่มต่อต้านบิดเบือนข้อมูล
  • อาวุธสงครามจิตวิทยา: ข่าวลือสุขภาพของ ทรัมป์, ปูติน, แอร์โดอัน และคาเมเนอี ถูกใช้เป็นเครื่องมือดิสเครดิตและโจมตีเสถียรภาพรัฐบาล
  • เตือนสังคมรับข่าวสาร: นักวิชาการย้ำผู้รับสารต้องแยกแยะข้อเท็จจริงทางการแพทย์ออกจากปฏิบัติการ IO ทางการเมือง

21 กันยายน 2569 อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระ ได้เผยแพร่บทความวิเคราะห์ในหัวข้อ “สุขภาพผู้นำโลก: เครื่องมือสงครามข่าวสาร ข่าวลือ หรือความจริงทางการเมือง?” สะท้อนให้เห็นว่าในยุคโซเชียลมีเดีย ข่าวลือเรื่องอาการป่วย หรือการล่องหนของผู้นำประเทศสำคัญ กลายเป็นเครื่องมือจิตวิทยาทางการเมืองที่ถูกนำมาใช้ดิสเครดิตและสั่นคลอนความเสถียรภาพของรัฐบาลเป้าหมาย


อาจารย์กฤษฎา ระบุว่า เรื่องสุขภาพของผู้นำระดับประเทศสำคัญในโลกไม่เคยเป็นเพียงเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องทางการแพทย์เท่านั้น แต่คือ “ยุทธศาสตร์ทางการเมือง” ที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือจิตวิทยา สาดโคลน หรือสร้างกระแสความกดดันจากฝ่ายตรงข้ามอยู่เสมอ ในยุคโซเชียลมีเดีย ข่าวลือเรื่องอาการป่วยหนัก การยึดอำนาจ หรือแม้กระทั่งการเสียชีวิตของผู้นำ สามารถแพร่สะพัดราวกับไฟลามป่าเพื่อสั่นคลอนความเชื่อมั่นของรัฐบาลเป้าหมาย

 

1. จีน: ข่าวลือ "สี จิ้นผิง" กับภาพสะท้อนจิตวิทยาการเมือง

กระแสข่าวลือที่กระพือหนักที่สุดรอบการประชุม BRICS ที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย (12–13 กันยายน 2026) คือกรณีของ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจีนในต่างแดนประโคมข่าวว่า “ป่วยหนักจนต้องบินกลับประเทศด่วนเพื่อเข้ารับการผ่าตัดสมอง”

ข้อเท็จจริงสยบข่าวลือ

  • ภารกิจเป็นไปตามแผน: กระทรวงการต่างประเทศจีนประกาศกำหนดการไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ 10 ก.ย. ว่าภารกิจที่นิวเดลีคือวันที่ 12–13 ก.ย. โดย สี จิ้นผิง ร่วมประชุมเซสชันหลัก หารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ในวันที่ 12 ก.ย. และขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในวันที่ 13 ก.ย. ก่อนเดินทางกลับในช่วงเที่ยงตามกำหนดการเดิมทุกประการ

  ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง

จับเสือมือเปล่าจาก 2 ชนวนเหตุ:

  1. การงดร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ (Gala Dinner) ในเย็นวันที่ 12 ก.ย. เพื่อพักผ่อนหลังตารางงานแน่น โดยส่ง หวัง อี้ เข้าร่วมแทน
  2. โพสต์กุข่าวเรื่องโรคหลอดเลือดสมองจากกลุ่มต่อต้านรัฐบาลจีนในสหรัฐฯ (นำโดย Wanjun Xie) จนกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย (MEA) ต้องออกประกาศ Fake Alert สยบข่าวลือสุขภาพผู้นำอย่างเป็นทางการ
  • เหตุการณ์บิดเบือนคำพูด "Is it okay?" สู่ "Is he okay?": จังหวะที่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี หันไปถามคณะผู้แทนจีนว่า “Is it okay?” นั้น เกิดจากปัญหาทางเทคนิคของระบบหูฟังแปลภาษาขัดข้องชั่วคราว ไม่ได้เกี่ยวกับอาการป่วยของผู้นำจีนแม้แต่น้อย แต่ในโลกโซเชียลมีเดียกลับถูกบิดเบือนประโยคเป็น “Is he okay?” เพื่อชี้นำและสร้างกระแสการตีความว่านายกฯ โมดีกำลังไต่ถามถึงอาการป่วยของผู้นำจีน

 

กรณีผู้นำแอฟริกาใต้

ในงานเดียวกัน ประธานาธิบดีซีริล รามาโพซา แห่งแอฟริกาใต้ มีอาการป่วยจริงหลังเดินทางกลับ และได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้พักผ่อน ฝ่ายสร้างข่าวลือจึงฉวยโอกาสนี้ "จับผูกเรื่อง" ว่าเกิดโรคระบาดหรือมีผู้นำป่วยพร้อมกันหลายคนเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ข่าวปลอม

 

ส่วนการเดินทางเยือนสหรัฐฯ ตามคำเชิญของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันที่ 24 กันยายนที่จะถึงนี้นั้น ยังคงเป็นจุดจับตาของฝ่ายความมั่นคงว่า ตารางการทูตจะดำเนินไปตามแผนเดิมหรือไม่ ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่พยายามดักทางไว้ก่อน

2. สหรัฐอเมริกา: สุขภาพของ "ทรัมป์" ในสายตาจับจ้องของสาธารณชน

ในฝั่งประเทศเจ้าภาพอย่างสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวัย 80 ปี ถูกจับตามองเรื่องสุขภาพอย่างหนักเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นอาการเหนื่อยล้า การนั่งคล้ายหลับในระหว่างการประชุมและงานพิธีการสำคัญ ไปจนถึงการตรวจร่างกายบ่อยครั้ง

 

  • ภาพหลุดและอาการทางกายภาพ: สื่อและโซเชียลมีเดียมีการตั้งข้อสังเกตเรื่องภาวะข้อเท้าและขาบวม ซึ่งต่อมาแพทย์ประจำทำเนียบขาวอธิบายว่าเป็นภาวะเส้นเลือดดำบกพร่องเรื้อรัง (Chronic Venous Insufficiency - CVI) ซึ่งเป็นโรคสามัญในผู้สูงอายุ รวมถึงรอยช้ำบริเวณหลังมือที่ระบุว่าเกิดจากการจับมือคนจำนวนมากและการรับประทานยาแอสไพริน
  • การวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง: ฝ่ายตรงข้ามนำภาพรอยช้ำและสภาวะเหนื่อยล้ามาโจมตีว่าเป็นสัญญาณของการปิดบังปัญหาสุขภาพที่แท้จริง และตั้งคำถามถึงความพร้อมในการบริหารประเทศจนครบเทอม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

 

3. รัสเซีย: "ปูติน" กับปริศนาความเงียบและข่าวลือยึดอำนาจ

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ตกเป็นข่าวลือเรื่องสุขภาพมาตลอดหลายปี โดยเฉพาะยามที่เขาหายหน้าไปจากสาธารณชนติดต่อกันหลายสัปดาห์

  • รูปแบบข่าวลือ: มักเริ่มจากการปล่อยข่าวในช่อง Telegram หรือสื่อฝ่ายต่อต้านว่า ปูตินป่วยหนัก ใช้ตัวแสดงแทน (Body Double) หรือแม้กระทั่งถูกยึดอำนาจเงียบ
  • ข้อเท็จจริง: แม้ข่าวลือจะหวือหวา แต่มักไร้หลักฐานยืนยันเชิงประจักษ์ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ข่าวลือเรื่องสุขภาพของปูตินจะถูกจัดการและควบคุมด้วยระบบข่าวสารของวังเครมลินอย่างเงียบเชียบที่สุด และสยบลงด้วยการปรากฏตัวปฏิบัติภารกิจตามปกติ

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย

 

4. เกาหลีเหนือ: "คิม จองอึน" และสัญญาณการสืบทอดอำนาจ

เกาหลีเหนือเป็นหนึ่งในประเทศที่ปิดลับที่สุดในโลก ข่าวสุขภาพของผู้นำสูงสุด คิม จองอึน จึงพุ่งเป้าไปที่น้ำหนักตัวที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การหายตัวไปจากงานพิธีสำคัญ และรอยแผลทางการแพทย์ที่ปรากฏเป็นครั้งคราว

  • มิติใหม่แห่งการวางตัว: สิ่งที่โซเชียลมีเดียและนักวิเคราะห์ให้ความสนใจสูงสุดในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ว่าเขาป่วยหรือไม่ แต่คือการเปิดตัว "คิม จูแอ" (ลูกสาว) และบทบาทอันโดดเด่นของ "คิม โยจอง" (น้องสาว) ในงานระดับชาติอย่างต่อเนื่อง
  • วิเคราะห์: การนำสตรีในตระกูลคิมขึ้นสู่ฉากหน้า ถูกมองว่าเป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้กับประชาชนและประชาคมโลก หากเกิดวิกฤตสุขภาพฉุกเฉินขึ้นกับผู้นำสูงสุด

คิม จองอึน

 

5. ตะวันออกกลางและยุทธศาสตร์ข่าวลือ: ตุรกีและอิหร่าน

นอกจากมหาอำนาจหลักแล้ว ประเทศที่มีบทบาททางภูมิรัฐศาสตร์สูงอย่างตุรกีและอิหร่าน ก็ตกเป็นเป้าหมายของสงครามข่าวสารเรื่องสุขภาพเพื่อสร้างแรงสะเทือนทางการเงินและมั่นคงเช่นกัน

 

ประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน (ตุรกี):

มักตกเป็นข่าวลือเรื่องโรคมะเร็งหรืออาการหัวใจวายวูบกลางรายการถ่ายทอดสด ซึ่งข่าวดังกล่าวมักถูกประโคมหนักโดยสื่อฝ่ายตรงข้ามและกลุ่มลี้ภัยในต่างแดน โดยเฉพาะในช่วงใกล้วาระเลือกตั้ง เพื่อสร้างความระส่ำระสายต่อค่าเงินลีราและตลาดหุ้นตุรกี

 

อยาโตลเลาะห์ มุจตาบา คาเมเนอี (ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน):

หลังการเสียชีวิตของ อยาโตลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี สภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ได้ลงมติเลือก มุจตาบา คาเมเนอี บุตรชายคนรองขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด เขาไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนเลย โดยสื่อสารผ่านแถลงการณ์ลายลักษณ์อักษรเท่านั้น ความลึกลับนี้กลายเป็นช่องทางให้ฝ่ายตรงข้ามและชาติตะวันตกปล่อยข่าวลือว่าเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสจนไม่สามารถบริหารประเทศได้ ในขณะที่รัฐบาลอิหร่านยืนยันว่าเขามีสุขภาพแข็งแรงดี และการไม่ปรากฏตัวเป็นเพียงมาตรการความปลอดภัยสูงสุด สะท้อนให้เห็นว่าในระบอบการปกครองที่อำนาจผูกติดกับตัวบุคคล ข่าวลือเรื่องสุขภาพและการล่องหนของผู้นำถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสงครามจิตวิทยาเพื่อทดสอบความเสถียรภาพภายในอย่างต่อเนื่อง

 

บทสรุป

ข่าวลือเรื่องสุขภาพของผู้นำโลกเกือบทั้งหมด มักถูกโหมประโคมจากกลุ่มฝ่ายตรงข้าม ผู้ลี้ภัยทางการเมือง หรือปฏิบัติการจิตวิทยา (IO) ของต่างชาติ เพื่อสร้างความสับสน สั่นคลอนความเสถียรภาพ และดิสเครดิตภาพลักษณ์ความเข้มแข็ง


ในโลกยุคข้อมูลข่าวสาร การแยกแยะ "ข้อเท็จจริงทางการแพทย์และตารางปฏิบัติงานจริง" ออกจาก "ข่าวลือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง" จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้รับสารในปัจจุบัน

ข่าวล่าสุด