เปิดขั้นตอนกฎหมาย-แนวทางสู้ ของ นพ.สรณ หลังถูกสอยพ้น ประธาน กสทช.
17 ก.ค. 2569 | prisana_tha

เปิดขั้นตอนกฎหมาย-แนวทางสู้ ของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หลังถูกคณะกรรมการสรรหา กสทช. สอยพ้นเก้าอี้ ประธาน กสทช.
ข่าว
17 ก.ค. 2569 | prisana_tha

เปิดขั้นตอนกฎหมาย-แนวทางสู้ ของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หลังถูกคณะกรรมการสรรหา กสทช. สอยพ้นเก้าอี้ ประธาน กสทช.
KEY
POINTS
17 กรกฎาคม 2569 ภายหลังคณะกรรมการสรรหา กสทช. มติเอกฉันท์ ชี้ “ศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” หรือ หมอสรณ มีลักษณะต้องห้าม ส่งผลให้ถือว่า “สละสิทธิ์” เข้ารับตำแหน่งประธาน กสทช. ตามกฎหมาย จับตาศึกใหญ่ที่ นพ.สรณ สามารถใช้ข้อกฎหมายต่อสู้ในศาลปกครอง รวมทั้งขอคุ้มครองชั่วคราวเพื่อรักษาสถานะระหว่างคดี
ทั้งนี้ หลังคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเอกฉันท์ ชี้ขาดว่า ศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และถือเป็นผู้ "สละสิทธิ์" เข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553
ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้เกิดคำถามถึงขั้นตอนทางกฎหมาย หลังจากนี้และแนวทางต่อสู้ของ ศ.นพ.สรณ โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. ขั้นตอนต่อไปหลังจากนี้ (ตามกระบวนการทางกฎหมาย) เมื่อคณะกรรมการสรรหาฯ มีมติชี้ขาดแล้ว ขั้นตอนทางปกครองและธุรการที่จะดำเนินต่อทันที ประกอบด้วย:
ส่งมติกลับตามช่องทางเดิม โดยสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา (ซึ่งทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการสรรหาฯ) จะดำเนินการส่งผลมติเอกฉันท์นี้ กลับไปยังช่องทางที่ส่งเรื่องเข้ามาพิจารณาตั้งแต่ต้น (เช่น วุฒิสภา หรือหน่วยงานที่ส่งเรื่องร้องเรียน)
การพิจารณาผลกระทบจาก "คำสั่งย้อนหลัง" เนื่องจากมาตรา 18 ระบุว่า เมื่อมีลักษณะต้องห้ามจะถือว่า "สละสิทธิ์การเข้ารับตำแหน่ง" เสมือนไม่เคยได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องมาตั้งแต่แรก ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (เช่น สำนักงาน กสทช. และรัฐบาล) จะต้องยกประเด็นการดำเนินงานหรือการอนุมัติมติสำคัญต่างๆ ในอดีตของ ศ.นพ.สรณ (เช่น ดีลควบรวมค่ายมือถือ , มติต่าง ๆ ของบอร์ด) ขึ้นมาพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป ว่าจะมีผลกระทบหรือความสมบูรณ์ทางกฎหมายอย่างไรบ้าง
เริ่มกระบวนการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการคนใหม่ : ฝ่ายเลขาธิการวุฒิสภาจะต้องเตรียมดำเนินการจัดให้มีการสรรหาและเลือกตั้งกรรมการ กสทช. คนใหม่ เข้ามาแทนตำแหน่งที่ว่างลงตามกฎหมาย
2. ข้อต่อสู้และสิทธิในการอุทธรณ์ของ “ศ.นพ.สรณ" แม้ว่ามติของคณะกรรมการสรรหาฯ จะเป็นที่สุดในทางปกครองของคณะกรรมการชุดนี้ แต่ ศ.นพ.สรณ ยังมีสิทธิในการต่อสู้ทางกฎหมายผ่านช่องทางตุลาการอย่างเต็มที่ ดังนี้
การใช้สิทธิทางศาล (การยื่นฟ้องศาลปกครอง) "ศ.นพ.สรณ" สามารถโต้แย้งมติของคณะกรรมการสรรหาฯ ได้ โดยยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนมติของคณะกรรมการสรรหาฯ โดยอ้างว่ามติดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นการใช้ดุลพินิจที่คลาดเคลื่อน
ขอคุ้มครองชั่วคราว (ทุเลาการบังคับตามมติ) เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งระงับผลของมติสรรหาไว้ก่อนในระหว่างการพิจารณาคดี จะช่วยให้ ศ.นพ.สรณ ยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ต่อไปได้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
- นิยามและสถานะของการเป็นแพทย์ โดยต่อสู้ว่าการออกตรวจหรือเป็นแพทย์พาร์ทไทม์/รายชั่วโมง ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ไม่ได้มีสถานะเป็น "พนักงานหรือลูกจ้าง" ในลักษณะงานประจำที่มีตำแหน่งบริหาร หรือมีเวลาทำงานที่ขัดแย้งกับการทำหน้าที่ กสทช. แต่อาจชี้ว่าเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ทางวิชาการ/วิชาชีพแพทย์ เพื่อประโยชน์สาธารณะและการรักษาผู้ป่วย ซึ่งไม่เข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามเจตนารมณ์ของมาตรา 8 และ 18
- ความชัดเจนในการปฏิบัติตามกรอบ 15 วัน โดยชี้แจงว่า ตนได้ดำเนินการลาออกจากตำแหน่งหลักๆ ที่ขัดต่อกฎหมายภายในกรอบเวลา 15 วันหลังจากได้รับเลือกเรียบร้อยแล้ว ส่วนงานตรวจรักษาผู้ป่วยรายชั่วโมงที่เหลืออยู่ ไม่ได้อยู่ในข่ายที่ต้องลาออกตามที่ระเบียบขององค์กรกำหนดไว้ในขณะนั้น
- ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน โดยยืนยันว่าบทบาทหน้าที่แพทย์และการดำรงตำแหน่งอื่นๆ ที่ถูกพาดพิงไม่ได้มีความเกี่ยวข้องหรือส่งผลประโยชน์ทับซ้อนต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมและกระจายเสียงที่ กสทช. กำกับดูแลแต่อย่างใด
สถานการณ์ ณ ตอนนี้ มติคณะกรรมการสรรหาฯ ถือว่า ทำให้ ศ.นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งโดยปริยายในทางธุรการแล้ว แต่สมรภูมิถัดไปที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือ "ศาลปกครอง" ซึ่ง "ศ.นพ.สรณ" จะใช้เป็นช่องทางหลักในการยื่นฟ้องเพื่อขอคืนสิทธิ์และขอความคุ้มครองชั่วคราวเพื่อตรึงตำแหน่งของตนเองไว้ก่อน