เนชั่นทีวี

ข่าว

เสธ.หิมาลัย วอนเห็นใจ ทหารพรานใต้ ถูกจับพกปืนกลับบ้าน

13 ก.ค. 2569 | titayu_pur

เสธ.หิมาลัย วอนเห็นใจ ทหารพรานใต้ ถูกจับพกปืนกลับบ้าน

สะท้อนใจ! เสธ.หิมาลัย ผิวพรรณ วอนผู้มีอำนาจใช้ดุลพินิจ เห็นใจทหารพรานใต้ถูกจับพกปืนป้องกันตัวขณะลาพัก ชี้ "ความตายไม่มีพักครึ่ง" เสี่ยงถูกลอบทำร้ายตลอดเวลา

สะท้อนใจ! เสธ.หิมาลัย ผิวพรรณ วอนผู้มีอำนาจใช้ดุลพินิจ เห็นใจทหารพรานใต้ถูกจับพกปืนป้องกันตัวขณะลาพัก ชี้ "ความตายไม่มีพักครึ่ง" เสี่ยงถูกลอบทำร้ายตลอดเวลา

KEY

POINTS

  • สะท้อนความจริงใจคนทำงาน: ดร.หิมาลัย โพสต์เห็นใจทหารพรานใต้ ที่ถูกจับกุมข้อหาพกอาวุธปืน ขณะเดินทางกลับบ้าน ชี้เป็นการพกเพื่อป้องกันตัวไม่ใช่เพื่อก่อเหตุ
     
  • ความตายไม่มีพักครึ่ง: เตือนสติผู้มีอำนาจว่าเจ้าหน้าที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงเป็นเป้าหมายของผู้ก่อเหตุตลอดเวลา แม้จะอยู่ในช่วงลาพักหรืออยู่นอกเขตปฏิบัติการ
     
  • วอนใช้ดุลพินิจให้ความเป็นธรรม: ขอความเห็นใจให้แยกแยะระหว่างอาวุธสงคราม กับปืนพกประจำกาย พร้อมชี้ว่าผู้ถูกจับกุมมีกิริยาสุภาพและทำตามขั้นตอน จึงอยากให้คดีนี้ได้รับความยุติธรรม

13 กรกฎาคม 2569 ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ หรือ เสธ.หิมาลัย โพสต์โซเชียลสะท้อนใจ กรณีทหารพรานใต้ถูกตำรวจจับกุมข้อหาพกปืน พกพาอาวุธปืนพกประจำกาย ขณะกำลังเดินทางลาพักกลับบ้านในเขตปลอดภัย โดยชี้ว่าเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยจำเป็นต้องพกปืนเพื่อป้องกันชีวิตตนเอง จากผู้ก่อเหตุที่จ้องทำร้ายตลอดเวลา พร้อมวิงวอนให้ผู้มีอำนาจใช้ดุลพินิจให้ความเป็นธรรมเพราะ "ความตายไม่มีพักครึ่ง"


กรณีดรามาในโซเชียล การจับกุมเจ้าหน้าที่ทหารพราน ในข้อหาพกพาอาวุธปืน ขณะเดินทางกลับจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเป็นการเข้าจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ ซึ่งถูกระบุว่าเป็นเขตปลอดภัย ล่าสุด ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ได้โพสต์ข้อความแสดงทัศนะต่อเหตุนี้ โดยระบุว่า “รอดตายจากชายแดน เพื่อมาเป็นผู้ต้องหา” เพื่อสะท้อนความรู้สึกและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น กับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย

ตร.จับกุม ทหารพรานที่พกอาวุธกลับจากชายแดนใต้

 

ดร.หิมาลัย ระบุว่า ข่าวในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นหลายครั้งในอดีต ซึ่งผู้ที่ถูกจับกุมมีทั้งทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะกรณีที่เจ้าหน้าที่อยู่ในระหว่างการลาพักเพื่อกลับมาเยี่ยมบ้าน หลังจากปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งตนมีความเข้าใจและเห็นใจผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงเป็นอย่างมาก จึงอยากวิงวอนให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในเขตเมืองใช้ดุลพินิจในการพิจารณาอย่างรอบคอบ

 

“ความตายไม่มีพักครึ่ง” คือมุมมองที่ ดร.หิมาลัย พยายามสื่อสาร โดยระบุว่า ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยต้องใช้ความระมัดระวังตัวอย่างสูงสุดตลอดเวลา เนื่องจากความกลัวตายมีอยู่ในตัวทุกคน นอกเหนือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือแล้ว สิ่งที่เชื่อถือได้มากที่สุดคือ “อาวุธปืนพกประจำกาย” เนื่องจากการเดินทางกลับบ้านของเจ้าหน้าที่กลุ่มนี้ ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ปลอดภัยเหมือนการพักครึ่งในสนามฟุตบอล แต่ผู้ก่อเหตุยังคงจ้องทำร้ายได้ตลอดเวลาแม้จะออกเวรแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ ดร.หิมาลัย ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่าง ระหว่างการพกพาอาวุธเพื่อป้องกันตัวกับการพกพาอาวุธสงคราม โดยระบุว่า หากเป็นการพกพาอาวุธสงคราม เช่น ปืนเอ็ม 16 ปืนเอสเค ปืนอาร์ก้า หรือระเบิดสังหาร การจับกุมถือเป็นเรื่องที่สมควรอย่างยิ่ง แต่ในกรณีนี้หากเป็นการพกอาวุธปืนพกประจำกาย เพื่อใช้ป้องกันชีวิตตนเอง การถูกจับกุมดำเนินคดีถือเป็นเรื่องที่ “โหดร้ายเกินไปสำหรับคนทำงาน” แม้ว่าหน่วยงานที่จับกุมจะทำตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายก็ตาม แต่จากข้อมูลพบว่า ผู้ถูกจับกุมได้ชี้แจงและมีกิริยาอาการที่เป็นสุภาพชนอย่างยิ่ง

 

ในช่วงท้าย ดร.หิมาลัย ได้กล่าวให้กำลังใจทหารพรานรายดังกล่าว โดยขอให้ทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป และขอให้อโหสิกรรมต่อสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งวิงวอนให้บุญกุศลที่เจ้าหน้าที่ได้เอาชีวิตเข้าแลก เพื่อปกป้องประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ดลบันดาลให้ผู้มีอำนาจในการตัดสินคดีมีความเข้าใจ เห็นใจในความจำเป็น และให้ความยุติธรรมเพื่อให้เจ้าหน้าที่รายนี้พ้นภัยจากการถูกดำเนินคดีในครั้งนี้ 



ข่าวล่าสุด