มติ กมธ.พัฒนาการเมือง ใช้ พ.ร.บ.คำสั่งเรียก “ประธาน กสทช.” แจง
02 ก.ค. 2569 | katchatapong_lee

มติ กมธ.พัฒนาการเมือง ใช้ พ.ร.บ.คำสั่งเรียก “ประธาน กสทช.” เข้าชี้แจง พร้อมเรียกเอกสารจากสรรพากรชี้ชัดรายได้ทำหน้าที่ซ้ำซ้อน
ข่าว
02 ก.ค. 2569 | katchatapong_lee

มติ กมธ.พัฒนาการเมือง ใช้ พ.ร.บ.คำสั่งเรียก “ประธาน กสทช.” เข้าชี้แจง พร้อมเรียกเอกสารจากสรรพากรชี้ชัดรายได้ทำหน้าที่ซ้ำซ้อน
นางสาวชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุมคณะกรรมาธิการฯ ในวันนี้ (2 ก.ค.) ที่ที่ประชุมฯ ได้พิจารณาติดตามความคืบหน้าการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งของนายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ ประธาน กสทช.ว่า ที่ผ่านมากรรมาธิการฯ ได้เชิญนายแพทย์สรณมา แต่นายแพทย์สรณไม่ได้มาด้วยตนเอง เพื่อยกระดับการตรวจสอบ คณะกรรมาธิการฯ จึงมีมติเอกฉันท์ให้ใช้อำนาจตาม “พระราชบัญญัติคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา” เพื่อเรียกเอกสารสำคัญ และบุคคลเข้าชี้แจงด้วยตนเอง หลังขอความร่วมมือครั้งก่อนแล้ว แต่นายแพทย์สรณกลับไม่ได้มา
สำหรับรายการเอกสารที่เรียกตรวจสอบนั้น โฆษกคณะกรรมาธิการฯ เปิดเผยว่า กรรมาธิการฯ ได้เรียกหนังสือจากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และมหาวิทยาลัยมหิดล และ ข้อมูลจากกรมสรรพากร เพื่อตรวจสอบรายได้ จากการประกอบวิชาชีพอื่น และ พยานบุคคลที่เรียกชี้แจงเพิ่มเติม ได้แก่ ศาสตราจารย์นายแพทย์บรรจง มไหสวริยะ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ดำรงตำแหน่งในช่วงที่นายแพทย์สรณ เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยฯ และนายประคต มิตรสงเคราะห์ เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เป็นผู้ลงนามในหนังสือชี้แจงต่อวุฒิสภาในกระบวนการสรรหา
โฆษกคณะกรรมาธิการฯ ยังเปิดเผยว่า ยังมีข้อสังเกตจากสภาองค์กรผู้บริโภคว่า มีประเด็นสำคัญที่ต้องคำนึงถึง เช่น ความรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร ซึ่งหากคณะกรรมาธิการฯ พบว่า ขาดคุณสมบัติ นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ มีหน้าที่ต้องดำเนินการทูลเกล้าฯ เพื่อปลดจากตำแหน่ง ซึ่งหากละเลยอาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้
โฆษกคณะกรรมาธิการฯ ยังเปิดเผยว่า ยังมีการตั้งข้อสังเกตเรื่องความสัมพันธ์ ผลประโยชน์ทับซ้อน ฉันท์แพทย์ประจำตัวครอบครัวระหว่างนายแพทย์สรณ กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูง ซึ่งอาจผลต่อการตัดสินใจไม่ปลดออกจากตำแหน่ง แม้จะพบข้อพิรุธ
ส่วนที่มีการบิดเบือยข้อมูลข่าวที่อ้างมหาวิทยาลัยยืนยัน นายแพทย์สรณ ไม่ขาดคุณสมบัตินั้น โฆษกคณะกรรมาธิการฯ ยืนยันว่า สภาผู้บริโภคระบุ มหาวิทยาลัยมหิดล ไม่มีอำนาจวินิจฉัย และตั้งข้อสังเกตว่า การตัดคำว่า “ประกอบอาชีพเวชกรรม” ออกจากเนื้อหาข่าว ทำไปเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ประธาน กสทช.หรือไม่ ทั้งที่กฎหมาย กสทช. มาตรา 8 (3) ระบุ ห้ามประกอบวิชาชีพอิสระ
โฆษกคณะกรรมาธิการฯ ยังเปิดเผยประเด็นการตรวจสอบเชิงลึกว่า ในการตรวจรักษาเวลาทำงานของนายแพทย์สรณนั้น นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ที่ปรึกษาประจำกรรมาธิการฯ ได้ตั้งข้อสังเกตการปฏิบัติวิชาชีพเวชกรรมที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่ง ปรากฏบนเว็บไซต์ว่า มีคิวตรวจในวันจันทร์ และวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นเวลาทำงานราชการ พร้อมมั่นใจว่า เอกสารที่เรียกจากกรมสรรพากร จะพิสูจน์เรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน และเป็นหลักฐานที่ดิ้นไม่หลุดว่า มีการทำหน้าที่ซ้ำซ้อน
โฆษกคณะกรรมาธิการฯ ยังกล่าวถึงปมรายงานลับ และกำแพงวุฒิสภาว่า ในที่ประชุมฯ ได้มีการเปิดเผยข้อมูลจากหนังสือของเลขาธิการวุฒิสภา ที่ส่งมายังกรรมาธิการฯ โดยอ้างว่า รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงลับ ที่สรุปว่า นายแพทย์สรณ ขาดคุณสมบัตินั้น ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ซึ่งเป็นระยะเวลา 2 ปีแล้ว แต่ยังไม่ถูกบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมของวุฒิสภา ดังนั้น กรรมาธิการฯ จึงได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ให้นำประเด็นดังกล่าวนี้ขึ้นมาพิจารณา เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับ และทหลายกำแพงความลับนี้
ส่วนกรณีธนาคารกรุงเทพนั้น โฆษกคณะกรรมาธิการฯ เปิดเผยว่า ที่ประชุมฯ ได้รับคำชี้แจงเรื่องการดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระธนาคารกรุงเพทฯ ว่า แม้จะมีมติแต่งตั้งจากบอร์ดธนาคารจริง แต่กระบวนการทางกฎหมายยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ คือ ยังไม่ได้เสนอชื่อไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ดังนั้น นายแพทย์สรณ จึงยังไม่ถือว่า เป็นกรรมการตามกฎหมายในขณะนั้น
โฆษกคณะกรรมาธิการฯ ยังเปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้เน้นย้ำว่า เรื่องดังกล่าวนี้ จะต้องเร่งสรุปก่อนวันที่ 10 กรกฎาคม หรือ 16 กรกฎาคมนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คณะกรรมการสรรหา จะประกาศผลวินิจฉัยคุณสมบัติ ซึ่งหากปล่อยให้ผ่านไปช่วงนี้ไป ตำแหน่งจะเป็นความผูกพันตลอดไปไม่สามารถดำเนินการใดได้แล้ว เพราะตำแหน่งประธาน กสทช.เป็นตำแหน่งที่ต้องดูแลทรัพย์สินชาติหลักแสนล้านบาท และมีเกียรติ จึงต้องมีความสง่างาม และตรงไปตรงมาตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามา และการหนีประชุมกรรมาธิการ อาจมีโทษทางวินัย แต่ถ้าพบว่า การให้ข้อมูลเท็จต่อหน่วยงานรัฐ จะมีโทษอาญาและเป็นเหตุให้พ้นจากตำแหน่งทันที
ส่วนกรรมาธิการฯ จะเรียกประธาน กสทช.มาชี้แจงต่อกรรมาธิการฯ ในสัปดาห์หน้าเลยหรือไม่นั้น โฆษกคณะกรรมาธิการฯ คาดว่า น่าจะเร็วที่สุด และคาดว่า จะเป็นเช่นนั้น แต่จะต้องหารือภายในกรรมาธิการฯ อีกครั้งหนึ่ง แต่จะต้องก่อน 16 กรกฎาคม เพราะมิเช่นนั้น จะถือว่ามีผลทางกฎหมายและไม่สามารถดำเนินการใดได้แล้ว
ส่วนจะต้องเชิญคณะกรรมการสรรหาในขณะนั้น เข้ามาชี้แจงอีกด้วยหรือไม่นั้น โฆษกคณะกรรมาธิการฯ เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญคณะกรรมการสรรหาเข้าให้ข้อมูลแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจน ระบุได้เพียงว่า มีชั้นความลับข้อมูลที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ ทั้งที่คณะกรรมาธิการฯ ก็สามารถจัดการประชุมลับได้ และคณะกรรมการสรรหาก็ไม่ได้ให้ข้อมูล และข้อมูลที่ขอก็ยังได้ไม่ครบ ซึ่งอาจจะมีการใช้คำสั่งเรียกกับคณะกรรมการสรรหาเข้าให้ข้อมูลอีกครั้ง แต่คีย์แมนที่สำคัญที่สุด คือ นายแพทย์สรณ ที่จะต้องมาด้วยตนเองแล้วหลังจากนี้