“พิศาล” แนะโอกาสที่ กต. จะช่วยลดภาพลบ "จีนเทา" ให้ทูตจีน
25 มิ.ย. 2569 | thunchanok_kul

“พิศาล” แนะ รมว.ต่างประเทศ เคลียร์ใจทูตจีนปมขอร้องไทยอย่าเรียก "จีนเทา" พร้อมกาง 3 ข้อเสนอช่วยกู้ภาพลักษณ์-ได้ใจคนไทย
ข่าว
25 มิ.ย. 2569 | thunchanok_kul

“พิศาล” แนะ รมว.ต่างประเทศ เคลียร์ใจทูตจีนปมขอร้องไทยอย่าเรียก "จีนเทา" พร้อมกาง 3 ข้อเสนอช่วยกู้ภาพลักษณ์-ได้ใจคนไทย
KEY
POINTS
25 มิถุนายน 2569 จากกรณีที่ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้แสดงความกังวลและขอร้องให้ฝ่ายไทยหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า “จีนเทา” เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นการเหมารวมและส่งผลลบต่อภาพลักษณ์ของประเทศจีนนั้น
ล่าสุด นายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา แคนาดา อินเดีย รวมถึงหัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป ได้แสดงทัศนะในเรื่องดังกล่าว โดยเสนอแนะให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เชิญเอกอัครราชทูตจีนมาพบเพื่อแจ้งให้ทราบว่ารัฐบาลไทยเข้าใจและเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง พร้อมแนะแนวทาง 3 เรื่องสำคัญที่รัฐบาลจีนสามารถทำได้ เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและได้ใจคนไทย ดังนี้
ขอให้รัฐบาลจีนช่วยปรามคนจีนในไทยและผู้ที่คิดจะเดินทางเข้ามาเพื่อทำผิดกฎหมายว่า นายกฯ อนุทินได้ประกาศเอาจริงกับคอร์รัปชันแล้ว เพราะรับไม่ได้ที่ไทยถูกจัดอันดับรั้งท้ายในดัชนีการรับรู้การทุจริต รัฐบาลจีนจึงจะร่วมมือกับรัฐบาลไทยเต็มลูกสูบ ทั้งด้านการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง เส้นทางการเงินของผู้ต้องสงสัยไปสู่การจับกุมและนำตัวคนจีนเทาตัวจริงกลับไปลงโทษอย่างหนัก
คนไทยต้องได้รับความเดือดร้อนจากน้ำปนเปื้อนสารพิษ โลหะหนักในลำน้ำแม่กก สาย รวก และโขง อันมาจากโรงงานผลิตแร่หายากในเมียนมาของจีน ซึ่งองค์การสหประชาชาติระบุชื่อว่า China Investment Mining Company ที่มีรัฐบาลจีนถือหุ้นร้อยละ 90 จึงไม่ใช่จีนเทาแน่นอน และรัฐบาลจีนสามารถสั่งให้บริษัทดำเนินตามมาตรการต่อสิ่งแวดล้อมแบบที่ต้องทำในประเทศจีน ปัญหาก็จะได้รับการแก้ไขจากต้นทาง
ผู้สื่อข่าวรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เมื่อวันที่ 21 เมษายน ที่ผ่าน กลุ่มผู้รายงานพิเศษ (Special Rapporteurs) และคณะทำงาน (Working Groups) ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN) รวม 10 คณะ ร่วมส่งหนังสือด่วนจี้รัฐบาลไทยแก้ไขปัญหาวิกฤตสารพิษและโลหะหนัก (สารหนู ตะกั่ว ปรอท แมงกานีส) ปนเปื้อนข้ามพรมแดนในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง ซึ่งมีต้นตอมาจากเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ และทองคำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ดำเนินการโดยบริษัทร่วมทุนจีน และกลุ่มกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) โดยไร้การกำกับดูแล
วิกฤตนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิทธิมนุษยชนของประชาชนกว่า 1 ล้านคนในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย อีกทั้งยังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 1,300 ล้านบาทต่อปี แม้รัฐบาลไทยจะพยายามตั้งคณะทำงานร่วมกับเมียนมา และเสนอโครงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ UN วิจารณ์ว่าเป็นเพียงการตั้งรับที่ปลายน้ำ ขาดความโปร่งใส และขาดการมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์กับชุมชนในพื้นที่ตามหลักการ FPIC
พร้อมกันนี้ UN ได้ยื่นข้อซักถาม 9 ข้อ เพื่อให้รัฐบาลไทยชี้แจงมาตรการปกป้องสิทธิ การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานธุรกิจตามหลัก UNGPs โดยได้ส่งหนังสือจี้รัฐบาลจีน เมียนมา และบริษัทที่เกี่ยวข้องให้ชี้แจงเช่นเดียวกัน
ตามข่าวที่รายงานว่ารัฐบาลจีนในกรอบความช่วยเหลือด้านการทหารกับกัมพูชา ได้จัดส่งมอบรถถัง 94 คัน แล้วในปีนี้นั้น รัฐบาลไทยเข้าใจดีว่า ฝ่ายจีนมีผลประโยชน์ที่ต้องรักษาและขยายกับกัมพูชา แต่คนไทยทั่วไปคงไม่เข้าใจ โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนที่เคยเป็นเป้าจรวดและกระสุนปืนใหญ่ รถถัง จากการปะทะที่ผ่านมา
ถ้ารัฐบาลจีนจะช่วยโน้มน้าวผู้นำกัมพูชาแบบตรงๆ อย่างหนักแน่นให้หันมาใช้แนวทางทางการทูตอย่างจริงใจ มุ่งสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับรัฐบาลและคนไทยแทน ก็จะเป็นบทบาทที่ฉายภาพความเป็นประเทศยิ่งใหญ่ที่รักสันติ มีความรับผิดชอบของจีนที่อยากเห็นสันติภาพและความร่วมมือมากกว่าการเผชิญหน้าและประลองกำลังทางทหารกัน