ปชน. ชงยุทธศาสตร์ AI 5 ชั้น หลังคาใจ TH-AI Passport 1.6 พันล้าน
21 มิ.ย. 2569 | prisana_tha

พรรคประชาชน ชงโมเดล TH-AI 5 ชั้น สร้างศักยภาพระยะยาว หลังคาใจโครงการ TH-AI Passport วงเงิน 1,600 ล้านบาท ชี้ควรลงทุนสร้างอุตสาหกรรม AI ไทย
ข่าว
21 มิ.ย. 2569 | prisana_tha

พรรคประชาชน ชงโมเดล TH-AI 5 ชั้น สร้างศักยภาพระยะยาว หลังคาใจโครงการ TH-AI Passport วงเงิน 1,600 ล้านบาท ชี้ควรลงทุนสร้างอุตสาหกรรม AI ไทย
KEY
POINTS
21 มิถุนายน 2569 TH-AI Passport งบกว่า 1,600 ล้านบาท ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมรอคำตอบถึงความโปร่งใส โดยพรรคประชาชนยังคงตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่า พร้อมเสนอโมเดลพัฒนา TH-AI 5 ชั้น ไทย ที่เน้นสร้างศักยภาพประเทศมากกว่าการเช่าใช้เทคโนโลยีต่างชาติ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ชี้วางยุทธศาสตร์ตั้งแต่พลังงานสะอาด เซมิคอนดักเตอร์ Data อัลกอริทึม ไปจนถึงแอปพลิเคชัน เพื่อผลักดันไทยสู่เศรษฐกิจ AI อย่างยั่งยืน
โดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้าน เปิดเวทีเสวนาด้านนโยบายปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายใต้หัวข้อ “ในวันที่ AI กำลังเปลี่ยนโลก ประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงไหน” เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม AI โดยระบุว่า การพัฒนา AI ของประเทศไทยควรอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ระดับชาติที่ชัดเจน ซึ่งตามโครงสร้างควรเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการเอไอแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการประชุมเพื่อทบทวนหรือกำหนดทิศทางใหม่ ทั้งที่รัฐบาลกำลังผลักดันโครงการ TH-AI Passport อย่างเต็มรูปแบบ
ผู้นำฝ่ายค้านให้ข้อมูล ว่า เป้าหมายสำคัญของแผนเอไอแห่งชาติ ควรประกอบด้วย 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การเปลี่ยนบทบาทของประเทศไทย จากผู้ซื้อเทคโนโลยีมาเป็นผู้สร้างการลงทุนที่สามารถต่อยอดและสร้างผลประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในระบบเศรษฐกิจ และการเพิ่มอำนาจต่อรองของประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของมหาอำนาจโลก
นายณัฐพงษ์ ตั้งข้อสังเกตว่า งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท ของโครงการ TH-AI Passport ส่วนใหญ่เป็นการเช่าใช้บริการในระยะเวลาเพียง 1 ปี แม้จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึง AI ได้มากขึ้น แต่ไม่ใช่การลงทุนที่สร้างขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว พร้อมมองว่าการใช้งบประมาณจำนวนมากควรมุ่งไปสู่การสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และผู้ประกอบการภายในประเทศมากกว่า
พรรคประชาชนได้เสนอแนวคิด TH-AI 5 ชั้น เป็นกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนา AI ของประเทศ
ชั้นแรก คือพลังงานสะอาด ถูกมองว่าเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต โดยเฉพาะการรองรับการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรม AI ที่ต้องใช้พลังงานจำนวนมาก พรรคประชาชนเสนอให้ประเทศไทยวางตำแหน่งตนเองเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดของภูมิภาค พร้อมเปิดทางให้เอกชนเข้ามาลงทุนมากขึ้น
ในประเด็นนี้ นายณัฐพงษ์ ยังตั้งข้อสังเกตต่อแนวคิดการออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดวงเงินกว่า 200,000 ล้านบาท โดยมองว่ากระบวนการใช้งบประมาณนอกระบบงบประมาณปกติ อาจทำให้การตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติลดลง และควรมีความชัดเจนว่าการกู้เงินดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานอย่างแท้จริง หรือมีผลประโยชน์ทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง
ชั้นที่สอง คือ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งพรรคประชาชนมองว่า ไทยต้องกำหนดบทบาทของตนเองในห่วงโซ่อุตสาหกรรมชิปโลกให้ชัดเจน โดยเฉพาะเทคโนโลยีใหม่อย่าง Photonics หรือการสื่อสารด้วยแสงที่กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในระดับสากล
ชั้นที่สาม คือ ข้อมูลหรือ Data ซึ่งถูกมองว่าเป็นทรัพยากรสำคัญของยุค AI พรรคประชาชนเสนอให้ประเทศไทยสร้างอธิปไตยทางข้อมูลของตนเอง ผ่านการจัดการและพัฒนาฐานข้อมูลที่มีมูลค่าสูง เช่น ข้อมูลด้านการเงิน การศึกษา สุขภาพ และการคมนาคม เพื่อให้ภาครัฐและภาคเอกชนไทย สามารถนำไปพัฒนานวัตกรรมและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้
ชั้นที่สี่ คือ อัลกอริทึม พรรคประชาชนเห็นว่าไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันสร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่แข่งกับผู้เล่นระดับโลกอย่าง ChatGPT หรือ Gemini แต่ควรพัฒนา AI ที่ตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะของประเทศ เช่น ระบบวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม หรือ AI ที่สามารถเรียนรู้กฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนราชการ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐและลดต้นทุนในการพัฒนาระบบดิจิทัล
ชั้นสุดท้ายชั้นที่ห้า คือ แอปพลิเคชัน โดยเสนอให้ภาครัฐเป็นผู้ใช้และผู้สนับสนุนเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยคนไทย เช่น ระบบAI ตรวจจับความผิดปกติในโครงการจัดซื้อจัดจ้าง หรือ AI ที่สามารถวิเคราะห์รายละเอียดใน TOR เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านการทุจริตและเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบภาครัฐ
นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า แนวทางการพัฒนา AI ของประเทศไม่ควรจบลงเพียงการนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาแจกจ่ายให้ประชาชนใช้งาน แต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองได้ โดยภาครัฐควรทำหน้าที่เป็น “ลูกค้ารายแรก” ของนวัตกรรมไทย เพื่อผลักดันให้เกิดการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ภายในประเทศอย่างยั่งยืน
เวทีเสวนาครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการนำเสนอวิสัยทัศน์ด้าน AI ของพรรคประชาชนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนข้อถกเถียงสำคัญเกี่ยวกับทิศทางการใช้งบประมาณด้านเทคโนโลยีของรัฐ ว่า จะเป็นเพียงการจัดซื้อบริการระยะสั้น หรือเป็นการลงทุนเพื่อสร้างขีดความสามารถใหม่ให้กับประเทศในระยะยาว