"ปชป." ปราศรัยย่อยศึกผู้ว่าฯ - ไม่หวั่นทัวร์ลงชำแหละพิรุธ กทม.
20 มิ.ย. 2569 | katchatapong_lee

"ปชป." ปราศรัยย่อยศึกผู้ว่าฯ ชี้ กทม.ถึงจุดอิ่มตัวทั้งที่เป็นได้มากกว่านี้ "อภิสิทธิ์" ถามแสบ ''ชัชชาติ'' ไม่ส่ง สก.แล้ว ''อากง'' ส่งไหม?
ข่าว
20 มิ.ย. 2569 | katchatapong_lee

"ปชป." ปราศรัยย่อยศึกผู้ว่าฯ ชี้ กทม.ถึงจุดอิ่มตัวทั้งที่เป็นได้มากกว่านี้ "อภิสิทธิ์" ถามแสบ ''ชัชชาติ'' ไม่ส่ง สก.แล้ว ''อากง'' ส่งไหม?
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัคร ส.ก.พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเวทีปราศรัยย่อย 5x5 and more: เปิด 5 ปัญหากรุงเทพฯ 5 ตัวตึงพรรคสีฟ้า x เจมส์อนุชา ''กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้'' ที่ลานพาร์ค สีลม
นายอภิสิทธิ์ ได้ย้ำว่า กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้ แต่ที่ผ่านมาหลายนโยบายใหญ่ ๆ ก็ไม่ได้เกิดขึ้น และมีความไม่ชอบมาพากล พร้อมแซวนายอนุชาว่า นายอนุชาก็บ่นหลายครั้งว่า พูดอะไรไปเดี๋ยวก็มีทัวร์มาลง ทั้งที่ไม่ได้โจมตีใคร เพียงแต่นำเสนอ แต่เมื่อไปสะกิดใครกลับมาทัวร์มาเต็มบ้านเต็มเมือง แต่สำหรับตนเองนั้น ที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะผู้สมัครอิสระ ให้คะแนนตัวเอง 5 เต็ม 10 แต่ตนให้มากกว่านั้น เพราะวิธีการทำงานทำให้คนกรุงเทพฯ มีความอุ่นใจ พึงพอใจ มีผู้ว่าฯ ที่มาสื่อสารได้ดีขึ้น และนายอนุชา ก็ทราบว่า กรุงเทพฯ ยังนิยมนายชัชชาติ แต่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคการเมือง ที่ต้องนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้ประชาชน ไม่ว่าแพ้ชนะก็ไม่เป็นไร ถ้าชนะก็เข้าไปทำหน้าที่ หรือถ้าแพ้ก็สามารถจุดประเด็นให้ผู้ว่าฯ ไปปฏิบัติได้ ดังนั้นตนมีหน้าที่พูดความจริง และให้คะแนนนายชัชชาติ สอบผ่าน เพียงแต่สามารถทำได้มากกว่านี้หรือไม่
นายอภิสิทธิ์ ยังได้เล่าเหตุการณ์ระหว่างการหาเสียงว่า มีชาวบ้านพูดขึ้นมาว่า ผู้ว่าชัชชาติเหมือนอิ่มตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอว่า เหตุใดถึงเป็นอย่างที่เป็นอยู่ ไม่ได้มากกว่าหรือ หรือที่ผ่านมามีการแข่งขัน เคยระบุจะต้องมีนโยบายต่าง ๆ เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้น และมีคำพูด 2 อย่างที่เกิดขึ้นคือ กรุงเทพฯ ไม่ได้มีอำนาจมาก แต่ก็ถือว่าจริงครึ่งเดียว เพราะก็ต้องใช้ศิลปการบริหารทางการเมือง ซึ่งเหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์ เลือกนายอนุชา เพราะนายอนุชา มีประสบการณ์การทำงาน นอกจากโฆษกรัฐบาลแล้ว ยังเคยดำรงรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้นโยบายถูกขับเคลื่อน เหมือนผู้ว่าฯ กทม.พรรคประชาธิปัตย์ อยากดำเนินโครงการรถไฟฟ้าขยายไปยังฝั่งธนบุรี ซึ่งรัฐบาลขณะนั้น ไม่เห็นด้วย แต่ผู้ว่าฯ กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ก็ค้นหาอำนาจการตัดสินใจของตนเองเพื่อเดินหน้าให้ได้ ซึ่งหลาย ๆ เรื่อง กทม.ไม่ใช่ไม่มีอำนาจ แต่จะใช้อำนาจอย่างไร โดยใช้อำนาจที่มีอยู่ในการเข้มงวดกวดขันแก้ปัญหา ซึ่งหากผู้ว่าฯ เริ่มดำเนินการ รัฐบาลก็ดูดายไม่ได้ ดังนั้น การบริหารทางการเมืองที่เกิดขึ้น สามารถเป็นได้มากกว่านี้ได้
นายอภิสิทธิ์ ยังยืนยันว่า หากคนกรุงเทพฯ เลือกนายอนุชา จะได้ตัวแถมเยอะแยะ ทั้งตนเอง นายกรณ์ จาติกวณิช, นางการดี เลียวไพโรจน์, นายสกลธี ภัททิยกุล และนางรัดเกล้า สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคฯ และตัวแถมอื่น ๆ ยกพรรคฯ เป็นต้น และหลายปัญหาทั้งท้องถิ่นและระดับชาติ สามารถขับเคลื่อนไปด้วยกันได้ เช่น กัญชา ภาษีที่ดิน สัมปทานรถไฟฟ้า ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมขับเคลื่อนไปด้วยกัน
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงปัญหาของนายชัชชาติ ที่บ่นขึ้นมาว่า ไม่มี สก. ซึ่งตนก็เห็นว่า บางเรื่องก็เกิดปัญหาจริง เช่น การออก หรือไม่ออกข้อบัญญัติ และ กทม.ก็มีปัญหาการจัดการ ซึ่งผู้ที่เลี้ยงสุนัขและแมว จะทราบปัญหา แต่เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว เหตุใด นายชัชชาติ ถึงไม่ส่งผู้สมัคร สก.ซึ่งตนเองก็ไม่ทราบว่า ที่บอกว่าอิสระแล้ว เหตุใดป้ายเหมือนกันหลายเขต ซึ่งตนไม่นับว่า เป็นอิสระ และผู้ว่าฯ ไม่ส่งผู้สมัคร สก.แล้ว ''อากง'' ส่งหรือไม่ และอีกด้านหนึ่งที่นายชัชชาติบอกว่า ถ้าตนเองทุจริต สก.จะเอาตาย ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่า ทีมที่เกิดขึ้นทีหลังจะเอาอย่างไร และพรรคเศรษฐกิจ ก็ได้พูดถึงอากง จนคนในวงการได้ยืนยันข้อมูล แต่ยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์ ตรงไปตรงมา ส่ง สก. 50 เขต และ สก.มีหน้าที่สนับสนุนนโยบายพรรคฯ และหากผู้ว่าฯ ทำสิ่งใดไม่ถูกต้อง สก.พรรคประชาธิปัตย์ไม่ยอมแน่นอน ดังนั้น สก. 50 คนของพรรคฯ จะต้องไปเป็นหูเป็นตาให้ประชาชนแน่นอน ไม่ว่าผู้ว่า จะมาจากพรรคการเมืองใด
ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ พูดเรื่องใดไปแล้วก็มีทัวร์มาลงและถามถึงสมัยพรรคประชาธิปัตย์ ได้ทำอะไรบางนั้น นายอภิสิทธิ์ ได้ยกตัวอย่างว่า มีรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายไปฝั่งธนบุรี, หอศิลป์กรุงเทพมหานคร, ระบบกำจัดขยะแบบปิดที่หนองแขม, อุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำ และมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เป็นต้น แต่สำหรับในยุคนายอนุชา เป็นผู้ว่าฯ กทม.นั้น ตนเองมั่นใจว่า ผู้ค้าขายใน กทม.จะไม่ต้องจ่ายส่วย การประมูลงาน กทม.ต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส ลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ที่ต้องให้เอกชนมาจ่ายส่วย
นายอภิสิทธิ์ ได้ย้ำถึงกรณีที่นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคฯ ได้เคยแถลงถึงการใช้แพล็ตฟอร์มส่องรัฐของพรรคประชาธิปัตย์ ไปตรวจสอบโครงการจัดซื้อจัดจ้างของกรุงเทพฯ ที่มีการซอยย่อยโครงการให้มีมูลค่าต่ำกว่า 500,000 บาท เป็นโครงการซ้ำ ๆ กัน เพื่อหลีกเลี่ยงการประมูล และใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง และพบว่า มีบริษัทหนึ่งได้โครงการจากกรุงเทพฯ กว่า 5,000 โครงการ งบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาทว่า ผู้ที่มีความรับผิดชอบ หรืออาสาตัวจะรับผิดชอบ เห็นเรื่องนี้แล้วคิดอย่างไร ซึ่งนายชัชชาติ ชี้แจงว่า เป็นไปตามระเบียบราชการ ซึ่งตนเองก็ตกใจ เพราะการทำเช่นนี้ ที่เป็นไปตามระเบียบ แต่ไม่ได้ทำได้โปร่งใส ทำให้ปราศจากการแข่งขัน ซึ่งสิ่งที่ไม่ได้ถูกต้องแต่ถูกระเบียบเป็นสิ่งที่น่ากลัวกว่าว่า ปัญหาจะได้รับแก้ไขเมื่อใด
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงปัญหาการซื้อขายตำแหน่ง หรือโยกย้ายตำแหน่งในกรุงเทพมหานครว่า รูปการของปัญหามีการร้องเรียนถึงขั้นที่ได้คำตอบว่า การโยกย้ายครั้งนั้นไม่ชอบด้วยระเบียบ จนมีการกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ แต่การแต่งตั้งโยกย้ายก็เหมือนเดิมทุกอย่าง คนเดินกลับมาทั้งหมด และระหว่างที่มีการพิจารณา บุคคลที่กระทำผิดก็แสดงตัวอยู่ในตำแหน่งนั้นเต็มที่ พร้อมเชื่อมั่นว่า หากกรุงเทพฯ โปร่งใส ประชาชนจะให้ความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายอีกหลายเรื่อง ความโปร่งใสเกิดขึ้น ความร่วมมือก็จะเกิดขึ้น
ขณะที่ นายอนุชา ระบุว่า ไม่ว่าโพลจะออกมาอย่างไร แต่นโยบายที่พรรคฯ ได้กลั่นกรองมา สามารถทำให้เป็นจริงได้ แต่ทั้งหมดไม่ใช่ว่าผู้ว่าฯ กทม.คนเดียวจะทำได้ แต่ต้องมาทั้งองคาพยพ ทั้งความสุจริต และ สก.รวมทั้งพรรคฯ จะยังคงเดินหน้านำข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไม่ว่าทัวร์จะลง หรือถูกตำหนิ ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่การโจมตี แต่เป็นการนำข้อมูลให้ประชาชนตัดสินใจ ซึ่งหากพรรคฯ มีโอกาสได้เข้าไปบริหารกรุงเทพฯ นโยบายต่าง ๆ จะเป็นรูปธรรม ซึ่งตนเองรับทราบดีว่า เป็นรอง และรู้ว่า พูดอะไรไปแล้ว ประชาชนไม่พอใจ หรือประชาชนอาจไม่เลือกก็ได้ ดังนั้น ครั้งนี้ขอให้คนกรุงเทพฯ ได้เห็นความตั้งใจและความมุ่งมั่นของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ต้องการเพียงคะแนนเสียง แต่พรรคฯ มองว่า กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้
นายอนุชา ยังได้ย้ำถึงนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ในการบริหารกรุงเทพมหานคร ทั้งระบบรถฟีดเดอร์ เพื่อนำประชาชนมาสู่ระบบขนส่งสาธารณะซึ่งในซอยเล็ก ๆ อาจใช้รถคล้าย ๆ รถสองแถว มารับส่งประชาชนตามซอย หรือหากเป็นถนนสายรอง อาจใช้รถมินิบัส หรือถ้าเป็นถนนสายหลัก ก็สามารถใช้รถเมล์ และรวมถึงการปัดฝุ่นนำเรือ EV มาใช้ เพื่อช่วยลดปัญหาการสัญจรของประชาชนได้ และตนเองจะประสานกระทรวงคมนาคม เพื่อขอให้ ขสมก.มาอยู่ภายใต้การบริหารของกรุงเทพมหานคร เพื่อสามารถกำหนดเส้นทางได้ รวมถึงจะต้องทำให้ระบบสัญญาณไฟอัจฉริยะเกิดขึ้นให้ได้ เพราะที่ผ่านมาไม่มีความคืบหน้า
นายอนุชา ยังกล่าวถึงระบบตั๋วร่วมของกรุงเทพฯ ว่า ที่ผ่านมาไม่ได้รับความร่วมมือระบบตั๋วร่วมจากเอกชน ดังนั้น รัฐบาลในขณะนั้น จึงได้ออกกฎหมายตั๋วร่วมจนมีกฎหมายปัจจุบัน พร้อมนำค่าแรกเข้ามาใช้ทันทีให้ครอบคลุมการเดินทางขนส่งมวลชนอื่น ๆ และให้มีระบบ Clearing House แบ่งสรรค่าเดินทางให้กับขนส่งสาธารณะอื่น ๆ ดังนั้น ด้วยโครงการ และกฎหมายอยู่ รอเพียงกระทรวงคมนาคมออกกฎกระทรวง กรุงเทพมหานคร ก็สามารถเดินหน้านโยบายตั๋วร่วม 40 บาทตลอดสายได้
ส่วนการจัดการขยะนั้น นายอนุชา ระบุว่า การฝังกลบจะต้องไม่มี และจะไม่เพียงนำขยะกรุงเทพฯ ไปฝังกลบที่จังหวัดอื่น แต่กรุงเทพฯ จะต้องสร้างเตาขยะและเปลี่ยนเป็นพลังงาน
นายอนุชา ยังกล่าวถึงข้อกล่าวหากรุงเทพมหานครที่ผ่านมามีระบบล็อกการแต่งตั้งข้าราชการกรุงเทพมหานคร เลี่ยง-ล่องหนการตรวจสอบ โดยยอมรับว่า ที่ผ่านมามีข้อครหาแน่นอน และมีตั๋วพิเศษ สำหรับผู้บริหาร กทม.บางคน ที่เข้าสู่ตำแหน่งโดยไม่ได้พิจารณาอาวุโส หรือประสิทธิภาพการทำงาน ดังนั้น จึงจะต้องให้มีความชัดเจนในการเข้าสู่ตำแหน่งไม่ว่าระดับใด จะต้องใช้ความสามารถ ไม่มีการใช้ทรัพย์สินเป็นกรณีพิเศษ หรือสินบน ดังนั้น จึงการันตีว่า ขอให้คนกรุงเทพฯ สบายใจได้ว่า ปัญหาในอดีตจะไม่เกิดในยุคพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีตนเองเป็นผู้ว่าฯ แน่นอน
นายอนุชา ยังยืนยันว่า หากตนเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ตนจะทำให้กรุงเทพฯ มีความโปร่งใส ขจัดทุจริตคอร์รัปชันออกจากทุกระดับ ไม่มีการซื้อตำแหน่ง หรือเรียกส่วยจากการขออนุมัติอนุญาตต่าง ๆ จึงขอให้คนกรุงเทพฯ มั่นใจได้ และหวังว่า ประชาชนจะสนับสนุนการเมืองเช่นนี้ เพื่อทำให้การเมืองกรุงเทพฯ สุจริต โปร่งใส
ทั้งนี้ ในวันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พรรคประชาธิปัตย์ จะจัดเวทีปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก.ในวันที่ 29 มิถุนายนนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เวลา 18.00 น. โดยจะมีตัวละครลับมาร่วมเวทีปราศรัย เพื่อสนับสนุนนายอนุชา ให้เป็นผู้ว่าราชการกรุงมหานคร