แฉพฤติกรรม "กู้มาขัง" ทำแบงก์รวยบนความทุกข์ประชาชน
หัวหน้าพรรคประชาชาติยังได้ตั้งข้อสังเกต ถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเงินกู้ โดยระบุว่ามีเงินกู้จำนวนกว่า 3 แสนล้านบาท ที่ถูกกู้มาแล้วถูก "ขัง" ไว้ในบัญชี เพื่อกันไว้ใช้ในปีงบประมาณถัดไป (เงินกันเหลื่อมปี) ซึ่งทำให้ประเทศต้องเสีย
ดอกเบี้ยไปโดยเปล่าประโยชน์ในระหว่างที่เงินหยุดนิ่ง โดยอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2.78%
ในประเด็นนี้ พ.ต.อ.ทวี ยังได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทของสถาบันการเงิน ที่ได้กำไรมหาศาลจากการปล่อยกู้ให้รัฐบาล เนื่องจากมีความเสี่ยงเป็นศูนย์ ต่างจากการปล่อยกู้ให้ภาคประชาชนหรือเอสเอ็มอี ที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก และต้องแบกดอกเบี้ยสูงถึง 4-5% หรือหากเป็นสินเชื่อบัตรเครดิตอาจสูงถึง 25% ซึ่งสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในเชิงนโยบายการเงินอย่างชัดเจน
จี้คลังปฏิรูปหน้าที่-หยุดส่งต่อมรดกความเหลื่อมล้ำ
พ.ต.อ.ทวี ยังได้เสนอแนะไปยังกระทรวงการคลัง ให้กลับมาโฟกัสที่หน้าที่หลัก คือการจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพ และอุดรูรั่วของการหนีภาษี มากกว่าการไปทำหน้าที่ซ้ำซ้อน อย่างการออกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งควรเป็นหน้าที่ของท้องถิ่น พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนเป้าหมายการกู้เงิน จากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ไปสู่การ "สร้างคน" ผ่านการศึกษาและเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดการสร้างรายได้และเพิ่ม GDP ของประเทศอย่างยั่งยืน
"ถ้าเรายังปล่อยให้การบริหารหนี้เป็นเช่นนี้ต่อไป เรากำลังส่งมอบมรดกของความเหลื่อมล้ำ และมรดกของความยากจนให้คนรุ่นหลังไม่สิ้นสุด หากเงินกู้ไม่สร้าง GDP มันจะกลายเป็นภาระหนักอึ้งของคนในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้" พ.ต.อ.ทวี กล่าว