ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีครัวเรือนที่ต้องเข้าร่วมการแยกขยะประมาณ 3 ล้านครัวเรือน โดยดำเนินการไปแล้วประมาณ 1 ล้านครัวเรือน และจะเดินหน้าขยายผลต่อ เพื่อให้ขยะที่เหลือสามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้จริง
ซึ่งนโยบายที่ทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” นำเสนอ คือการต่อยอดนโยบาย “ไม่เทรวม” ไปสู่การเปลี่ยน “ขยะเป็นเงิน” โดยเพิ่มระบบแยกขยะเป็น 5 ประเภท ได้แก่
1.ขยะทั่วไป
2.ขยะอินทรีย์
3.ขยะอันตราย
4.ขยะรีไซเคิล
5.ประเภทใหม่คือ “ขยะรีไซเคิลมูลค่าต่ำ” เช่น ถุงพลาสติกใช้แล้ว กล่องใส่อาหาร และแก้วพลาสติก
ซึ่งเดิมมักถูกมองว่าไม่มีราคา แต่ในข้อเท็จจริงแล้วสามารถเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าได้
นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า เป้าหมายของนโยบายนี้คือการทำให้ขยะที่เคยเป็นภาระของเมือง กลับมาเป็นทรัพยากรของชุมชน โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคัดแยก และทำให้รายได้หรือมูลค่าที่เกิดขึ้นจากขยะหมุนเวียนกลับไปสู่พื้นที่
“ต่อไปขยะจะเป็นทรัพยากรสำคัญ อยากให้ชุมชนร่วมกัน โดยจะมีการตั้งศูนย์แยกขยะในทุกชุมชน เพราะศูนย์แยกขยะทำให้สามารถมีรายได้กลับมาสู่ชุมชนได้ เช่น จากการเก็บขวดพลาสติกต่าง ๆ ทำให้ประชาชนมีรายได้เสริมเข้ามาด้วย” นายชัชชาติ กล่าว
ทั้งนี้ จะมีการพัฒนาศูนย์จัดการและแปรรูปวัสดุรีไซเคิล หรือ MRF (Material Recovery Facility) เพื่อทำหน้าที่รับ คัดแยก และส่งต่อขยะรีไซเคิลมูลค่าต่ำเข้าสู่กระบวนการแปรรูป ช่วยให้ขยะที่เคยถูกทิ้งรวมกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดต้นทุนการจัดเก็บ และลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ โดยในอนาคต กทม. จะมีอาสาสมัคร MRF เข้ามาช่วยคัดแยกขยะและมีค่าตอบแทนให้ นอกจากนี้ จะมีนโยบาย “ชักลากขยะ” สำหรับพื้นที่ที่รถหรือคนงานของ กทม. เข้าไปเก็บขยะในหมู่บ้านไม่ได้ โดยจะจ้างคนในชุมชนมาช่วยจัดการ ซึ่งเป็นการลดภาระของเมืองและสร้างงานในพื้นที่ไปพร้อมกัน
ขณะเดียวกัน ยังมีแผนยกระดับอาชีพซาเล้งให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดการขยะอย่างเป็นทางการ ผ่านการอบรมและขึ้นทะเบียน เพื่อให้สามารถเข้าไปเก็บขยะรีไซเคิลในหมู่บ้านและชุมชนได้อย่างเป็นระบบ ช่วยลดปริมาณขยะที่ กทม. ต้องจัดเก็บ และทำให้อาชีพซาเล้งมีบทบาทชัดเจนในห่วงโซ่การจัดการขยะของเมือง
อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการสร้าง “อาสาสมัครไม่เทรวม” โดยจะจ้างผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางเป็นรายชั่วโมง เพื่อดูแลจุดทิ้งขยะ ตรวจสอบการแยกขยะ รณรงค์แบบเคาะประตูบ้าน และเฝ้าระวังการลักลอบทิ้งขยะในพื้นที่สาธารณะหรือริมคลอง พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับ BKK Food Bank เพื่อบริหารจัดการสต็อกอาหารและส่งต่อให้แก่ผู้ที่ต้องการในชุมชนต่อไป
ส่วนความกังวลของประชาชนว่า เมื่อแยกขยะแล้ว เจ้าหน้าที่ กทม. จะนำไปเทรวมอีกหรือไม่นั้น
นายชัชชาติ ยืนยันว่า รถขยะมีพื้นที่แยกสำหรับขยะเปียกไว้รองรับ และหากพบปัญหาเจ้าหน้าที่นำไปเทรวม ประชาชนสามารถแจ้งผ่านแอปพลิเคชัน Traffy Fondue ได้ทันที เพราะปัจจุบันมีปุ่มเฉพาะสำหรับแจ้งเรื่องเทรวมอยู่แล้ว
สำหรับต้นแบบการจัดการขยะในชุมชน จะนำโมเดลจากชุมชนสงวนคำ เขตหนองแขม ขยายผลสู่การพัฒนาศูนย์จัดการขยะชุมชน 1,000 แห่งทั่วกรุงเทพฯ เพื่อให้เกิดระบบจัดการขยะครบวงจร ตั้งแต่ขยะอินทรีย์ ธนาคารขยะ ขยะชิ้นใหญ่ เครื่องใช้ไฟฟ้า ขยะกำพร้า และพลาสติกที่นำกลับมาใช้ยาก
ด้าน นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ อดีตที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. ด้านสิ่งแวดล้อม ในฐานะทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” กล่าวว่า ชุมชนสงวนคำเป็นตัวอย่างที่ดีของการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง โดยมีการคัดแยกเศษอาหารและกำจัดในพื้นที่ด้วยถังหมัก ส่วนขยะรีไซเคิลที่มีมูลค่าก็นำไปแยกขาย ทำให้ปริมาณขยะที่ต้องส่งให้ กทม. ลดลงอย่างชัดเจน และอยากเห็นทุกชุมชนพัฒนาไปในทิศทางนี้ ซึ่งหากชุมชนสามารถจัดการขยะบางส่วนได้เองตั้งแต่ต้นทาง จะช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องส่งไปยังโรงกำจัดขยะหนองแขมและอ่อนนุชได้โดยตรง จากเดิมที่ชุมชนอาจต้องทิ้งขยะให้ กทม. ทั้งหมด ก็อาจลดลงเหลือเพียงครึ่งเดียว
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของปลายทาง อนาคตตั้งเป้าลดการฝังกลบขยะให้เหลือประมาณ 30% จากปัจจุบันที่อยู่ราว 50% และลดลงจากเดิมที่เคยสูงถึง 70% โดยจะแยกเส้นทางการจัดการขยะให้เหมาะสมกับแต่ละประเภท ได้แก่ ขยะรีไซเคิลส่งต่อให้เอกชนที่ได้มาตรฐานและระบบ MRF ขยะเศษอาหารนำไปทำปุ๋ย และขยะทั่วไปที่เหลือจะเข้าสู่โรงเผาขยะ
นายชัชชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การฝังกลบไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงต้องเร่งปรับระบบกำจัดขยะให้มีประสิทธิภาพขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่อ่อนนุช ซึ่งเคยมีปัญหาเรื่องกลิ่นจากโรงหมักปุ๋ย โดยสัญญาของโรงหมักเดิมจะสิ้นสุดลงภายในปีหน้า และจะปรับเปลี่ยนให้เป็นระบบปิดทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะเปลี่ยนพื้นที่อ่อนนุชให้เป็นพื้นที่สีเขียวในอนาคต โดยพัฒนาเป็นสวนป่าขนาด 200 ไร่ เพื่อคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน
“ในอนาคตภาพรวมการฝังกลบของเราจะเหลืออยู่แค่ประมาณ 30% เพราะการฝังกลบไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่วนที่อ่อนนุชซึ่งเคยมีปัญหาเรื่องกลิ่นจากโรงหมักปุ๋ย 2 โรง ขนาด 1,600 ตันนั้น สัญญาทั้งหมดจะสิ้นสุดลงภายในปีหน้า และจะเปลี่ยนระบบให้เป็นระบบปิดทั้งหมด” นายชัชชาติ กล่าว
สำหรับพื้นที่หนองแขม ซึ่งเป็นจุดสำคัญของระบบกำจัดขยะ กทม. ปัจจุบันโรงกำจัดขยะหนองแขมมีระบบฝังกลบ 3,000 ตัน เตาเผา 300 ตัน และระบบคัดแยกปลายทาง 1,000 ตัน โดยในอนาคตจะเพิ่มเตาเผาอีก 1,000 ตัน เพื่อทดแทนการฝังกลบ และจะเป็นพื้นที่นำร่องของโรง MRF แห่งแรกของกรุงเทพมหานคร
“ที่ผ่านมาเราลงมาตรวจสอบและปรับปรุงคุณภาพโรงขยะหนองแขมอย่างต่อเนื่อง โดยอดีตรองผู้ว่าฯ กทม. จักกพันธุ์ ผิวงาม ลงพื้นที่ถึง 26 ครั้ง ส่วนผมลงมา 5 ครั้ง มีการติดตั้งปล่องกรองกลิ่นเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และตรวจสอบจนพบว่าสถานการณ์เรื่องกลิ่นในภาพรวมดีขึ้นอย่างชัดเจน” นายชัชชาติ กล่าวในตอนท้าย