เนชั่นทีวี

ข่าว

“ไม่เทรวม” สู่ “ขยะเป็นเงิน” ชัชชาติ ชูแยกขยะละเอียดตั้งแต่ต้นทาง สร้างรายได้กลับสู่ชุมชน

14 มิ.ย. 2569 | natthanan_chu

“ไม่เทรวม” สู่ “ขยะเป็นเงิน” ชัชชาติ ชูแยกขยะละเอียดตั้งแต่ต้นทาง สร้างรายได้กลับสู่ชุมชน

“ไม่เทรวม” สู่ “ขยะเป็นเงิน” ชัชชาติ ชูแยกขยะละเอียดตั้งแต่ต้นทาง สร้างรายได้กลับสู่ชุมชน พร้อมยกระดับซาเล้ง-ศูนย์ขยะชุมชน 1,000 แห่ง ลดฝังกลบเหลือ 30%

“ไม่เทรวม” สู่ “ขยะเป็นเงิน” ชัชชาติ ชูแยกขยะละเอียดตั้งแต่ต้นทาง สร้างรายได้กลับสู่ชุมชน พร้อมยกระดับซาเล้ง-ศูนย์ขยะชุมชน 1,000 แห่ง ลดฝังกลบเหลือ 30%

KEY

POINTS

  • จากไม่เทรวมสู่ขยะเป็นเงิน: ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นำทีม "กรุงเทพฯ ทำงาน" ลงพื้นที่หนองแขม ชูนโยบายแยกขยะละเอียด 5 ประเภท เพิ่ม "ขยะรีไซเคิลมูลค่าต่ำ" แปรรูปสร้างรายได้กลับสู่ชุมชน

 

  • สร้างงาน-ยกระดับฐานราก: เตรียมตั้งศูนย์ขยะชุมชน 1,000 แห่ง ทั่วกรุง พัฒนาโรงคัดแยก MRF แห่งแรกที่หนองแขม พร้อมขึ้นทะเบียนยกระดับอาชีพ "ซาเล้ง" และจ้างกลุ่มเปราะบางเป็น "อาสาสมัครไม่เทรวม"

 

  • แก้ปัญหากลิ่น-ลดฝังกลบ: ตั้งเป้าลดการฝังกลบขยะเหลือ 30% ยืนยันหากพบเจ้าหน้าที่เทรวม แจ้งผ่าน Traffy Fondue ได้ทันที พร้อมเตรียมปิดปรับปรุงโรงหมักปุ๋ยอ่อนนุชเป็นระบบปิด และพลิกโฉมเป็นสวนป่า 200 ไร่

14 มิถุนายน 2569 กทม.- นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 9 ทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่หาเสียงในเขตหนองแขม บางบอน และธนบุรี โดยหนึ่งในจุดลงพื้นที่สำคัญในวันนี้คือ ชุมชนสงวนคำ ซึ่งเป็นชุมชนต้นแบบการคัดแยกขยะของกรุงเทพมหานคร

นายชัชชาติ กล่าวว่า ขยะเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญของกรุงเทพฯ เพราะปัจจุบันมีปริมาณขยะสูงเกือบ 10,000 ตันต่อวัน และที่ผ่านมาเมืองต้องนำขยะจำนวนมากไปจัดการด้วยวิธีการฝังกลบเกือบ 50% ดังนั้น จึงต้องเปลี่ยนวิธีบริหารจัดการจากเดิมที่เน้นการเก็บและกำจัดที่ปลายทาง มาเป็นการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้ขยะที่ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ถูกนำกลับเข้าสู่ระบบมากขึ้น

 

“ไม่เทรวม” สู่ “ขยะเป็นเงิน” ชัชชาติ ชูแยกขยะละเอียดตั้งแต่ต้นทาง สร้างรายได้กลับสู่ชุมชน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 9 ทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่หาเสียงในเขตหนองแขม บางบอน และธนบุรี

 

“ไม่เทรวม” สู่ “ขยะเป็นเงิน” ชัชชาติ ชูแยกขยะละเอียดตั้งแต่ต้นทาง สร้างรายได้กลับสู่ชุมชน

 

“ไม่เทรวม” สู่ “ขยะเป็นเงิน” ชัชชาติ ชูแยกขยะละเอียดตั้งแต่ต้นทาง สร้างรายได้กลับสู่ชุมชน

 

“ไม่เทรวม” สู่ “ขยะเป็นเงิน” ชัชชาติ ชูแยกขยะละเอียดตั้งแต่ต้นทาง สร้างรายได้กลับสู่ชุมชน

 

“ไม่เทรวม” สู่ “ขยะเป็นเงิน” ชัชชาติ ชูแยกขยะละเอียดตั้งแต่ต้นทาง สร้างรายได้กลับสู่ชุมชน

 

“ไม่เทรวม” สู่ “ขยะเป็นเงิน” ชัชชาติ ชูแยกขยะละเอียดตั้งแต่ต้นทาง สร้างรายได้กลับสู่ชุมชน

 

“ไม่เทรวม” สู่ “ขยะเป็นเงิน” ชัชชาติ ชูแยกขยะละเอียดตั้งแต่ต้นทาง สร้างรายได้กลับสู่ชุมชน

 

“ไม่เทรวม” สู่ “ขยะเป็นเงิน” ชัชชาติ ชูแยกขยะละเอียดตั้งแต่ต้นทาง สร้างรายได้กลับสู่ชุมชน

 

 

 

 

ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีครัวเรือนที่ต้องเข้าร่วมการแยกขยะประมาณ 3 ล้านครัวเรือน โดยดำเนินการไปแล้วประมาณ 1 ล้านครัวเรือน และจะเดินหน้าขยายผลต่อ เพื่อให้ขยะที่เหลือสามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้จริง

 

ซึ่งนโยบายที่ทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” นำเสนอ คือการต่อยอดนโยบาย “ไม่เทรวม” ไปสู่การเปลี่ยน “ขยะเป็นเงิน” โดยเพิ่มระบบแยกขยะเป็น 5 ประเภท ได้แก่

1.ขยะทั่วไป

2.ขยะอินทรีย์

3.ขยะอันตราย

4.ขยะรีไซเคิล

5.ประเภทใหม่คือ “ขยะรีไซเคิลมูลค่าต่ำ” เช่น ถุงพลาสติกใช้แล้ว กล่องใส่อาหาร และแก้วพลาสติก

 

ซึ่งเดิมมักถูกมองว่าไม่มีราคา แต่ในข้อเท็จจริงแล้วสามารถเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าได้

 

นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า เป้าหมายของนโยบายนี้คือการทำให้ขยะที่เคยเป็นภาระของเมือง กลับมาเป็นทรัพยากรของชุมชน โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคัดแยก และทำให้รายได้หรือมูลค่าที่เกิดขึ้นจากขยะหมุนเวียนกลับไปสู่พื้นที่

 

“ต่อไปขยะจะเป็นทรัพยากรสำคัญ อยากให้ชุมชนร่วมกัน โดยจะมีการตั้งศูนย์แยกขยะในทุกชุมชน เพราะศูนย์แยกขยะทำให้สามารถมีรายได้กลับมาสู่ชุมชนได้ เช่น จากการเก็บขวดพลาสติกต่าง ๆ ทำให้ประชาชนมีรายได้เสริมเข้ามาด้วย” นายชัชชาติ กล่าว

 

ทั้งนี้ จะมีการพัฒนาศูนย์จัดการและแปรรูปวัสดุรีไซเคิล หรือ MRF (Material Recovery Facility) เพื่อทำหน้าที่รับ คัดแยก และส่งต่อขยะรีไซเคิลมูลค่าต่ำเข้าสู่กระบวนการแปรรูป ช่วยให้ขยะที่เคยถูกทิ้งรวมกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดต้นทุนการจัดเก็บ และลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ โดยในอนาคต กทม. จะมีอาสาสมัคร MRF เข้ามาช่วยคัดแยกขยะและมีค่าตอบแทนให้ นอกจากนี้ จะมีนโยบาย “ชักลากขยะ” สำหรับพื้นที่ที่รถหรือคนงานของ กทม. เข้าไปเก็บขยะในหมู่บ้านไม่ได้ โดยจะจ้างคนในชุมชนมาช่วยจัดการ ซึ่งเป็นการลดภาระของเมืองและสร้างงานในพื้นที่ไปพร้อมกัน

 

ขณะเดียวกัน ยังมีแผนยกระดับอาชีพซาเล้งให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดการขยะอย่างเป็นทางการ ผ่านการอบรมและขึ้นทะเบียน เพื่อให้สามารถเข้าไปเก็บขยะรีไซเคิลในหมู่บ้านและชุมชนได้อย่างเป็นระบบ ช่วยลดปริมาณขยะที่ กทม. ต้องจัดเก็บ และทำให้อาชีพซาเล้งมีบทบาทชัดเจนในห่วงโซ่การจัดการขยะของเมือง

 

อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการสร้าง “อาสาสมัครไม่เทรวม” โดยจะจ้างผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางเป็นรายชั่วโมง เพื่อดูแลจุดทิ้งขยะ ตรวจสอบการแยกขยะ รณรงค์แบบเคาะประตูบ้าน และเฝ้าระวังการลักลอบทิ้งขยะในพื้นที่สาธารณะหรือริมคลอง พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับ BKK Food Bank เพื่อบริหารจัดการสต็อกอาหารและส่งต่อให้แก่ผู้ที่ต้องการในชุมชนต่อไป

 

 

ส่วนความกังวลของประชาชนว่า เมื่อแยกขยะแล้ว เจ้าหน้าที่ กทม. จะนำไปเทรวมอีกหรือไม่นั้น

 

นายชัชชาติ ยืนยันว่า รถขยะมีพื้นที่แยกสำหรับขยะเปียกไว้รองรับ และหากพบปัญหาเจ้าหน้าที่นำไปเทรวม ประชาชนสามารถแจ้งผ่านแอปพลิเคชัน Traffy Fondue ได้ทันที เพราะปัจจุบันมีปุ่มเฉพาะสำหรับแจ้งเรื่องเทรวมอยู่แล้ว

สำหรับต้นแบบการจัดการขยะในชุมชน จะนำโมเดลจากชุมชนสงวนคำ เขตหนองแขม ขยายผลสู่การพัฒนาศูนย์จัดการขยะชุมชน 1,000 แห่งทั่วกรุงเทพฯ เพื่อให้เกิดระบบจัดการขยะครบวงจร ตั้งแต่ขยะอินทรีย์ ธนาคารขยะ ขยะชิ้นใหญ่ เครื่องใช้ไฟฟ้า ขยะกำพร้า และพลาสติกที่นำกลับมาใช้ยาก

 

ด้าน นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ อดีตที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. ด้านสิ่งแวดล้อม ในฐานะทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” กล่าวว่า ชุมชนสงวนคำเป็นตัวอย่างที่ดีของการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง โดยมีการคัดแยกเศษอาหารและกำจัดในพื้นที่ด้วยถังหมัก ส่วนขยะรีไซเคิลที่มีมูลค่าก็นำไปแยกขาย ทำให้ปริมาณขยะที่ต้องส่งให้ กทม. ลดลงอย่างชัดเจน และอยากเห็นทุกชุมชนพัฒนาไปในทิศทางนี้ ซึ่งหากชุมชนสามารถจัดการขยะบางส่วนได้เองตั้งแต่ต้นทาง จะช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องส่งไปยังโรงกำจัดขยะหนองแขมและอ่อนนุชได้โดยตรง จากเดิมที่ชุมชนอาจต้องทิ้งขยะให้ กทม. ทั้งหมด ก็อาจลดลงเหลือเพียงครึ่งเดียว

 

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของปลายทาง อนาคตตั้งเป้าลดการฝังกลบขยะให้เหลือประมาณ 30% จากปัจจุบันที่อยู่ราว 50% และลดลงจากเดิมที่เคยสูงถึง 70% โดยจะแยกเส้นทางการจัดการขยะให้เหมาะสมกับแต่ละประเภท ได้แก่ ขยะรีไซเคิลส่งต่อให้เอกชนที่ได้มาตรฐานและระบบ MRF ขยะเศษอาหารนำไปทำปุ๋ย และขยะทั่วไปที่เหลือจะเข้าสู่โรงเผาขยะ

 

นายชัชชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การฝังกลบไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงต้องเร่งปรับระบบกำจัดขยะให้มีประสิทธิภาพขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่อ่อนนุช ซึ่งเคยมีปัญหาเรื่องกลิ่นจากโรงหมักปุ๋ย โดยสัญญาของโรงหมักเดิมจะสิ้นสุดลงภายในปีหน้า และจะปรับเปลี่ยนให้เป็นระบบปิดทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะเปลี่ยนพื้นที่อ่อนนุชให้เป็นพื้นที่สีเขียวในอนาคต โดยพัฒนาเป็นสวนป่าขนาด 200 ไร่ เพื่อคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน

 

“ในอนาคตภาพรวมการฝังกลบของเราจะเหลืออยู่แค่ประมาณ 30% เพราะการฝังกลบไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่วนที่อ่อนนุชซึ่งเคยมีปัญหาเรื่องกลิ่นจากโรงหมักปุ๋ย 2 โรง ขนาด 1,600 ตันนั้น สัญญาทั้งหมดจะสิ้นสุดลงภายในปีหน้า และจะเปลี่ยนระบบให้เป็นระบบปิดทั้งหมด” นายชัชชาติ กล่าว

 

สำหรับพื้นที่หนองแขม ซึ่งเป็นจุดสำคัญของระบบกำจัดขยะ กทม. ปัจจุบันโรงกำจัดขยะหนองแขมมีระบบฝังกลบ 3,000 ตัน เตาเผา 300 ตัน และระบบคัดแยกปลายทาง 1,000 ตัน โดยในอนาคตจะเพิ่มเตาเผาอีก 1,000 ตัน เพื่อทดแทนการฝังกลบ และจะเป็นพื้นที่นำร่องของโรง MRF แห่งแรกของกรุงเทพมหานคร

 

“ที่ผ่านมาเราลงมาตรวจสอบและปรับปรุงคุณภาพโรงขยะหนองแขมอย่างต่อเนื่อง โดยอดีตรองผู้ว่าฯ กทม. จักกพันธุ์ ผิวงาม ลงพื้นที่ถึง 26 ครั้ง ส่วนผมลงมา 5 ครั้ง มีการติดตั้งปล่องกรองกลิ่นเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และตรวจสอบจนพบว่าสถานการณ์เรื่องกลิ่นในภาพรวมดีขึ้นอย่างชัดเจน” นายชัชชาติ กล่าวในตอนท้าย