เนชั่นทีวี

ข่าว

‘ชัชชาติ’ เคลียร์ชัด ปมทุจริตเครื่องออกกำลังกาย คดียังไม่จบ!

09 มิ.ย. 2569 | thunchanok_kul

‘ชัชชาติ’ เคลียร์ชัด ปมทุจริตเครื่องออกกำลังกาย คดียังไม่จบ!

‘ชัชชาติ’ ตั้งโต๊ะแถลง เคลียร์ปมทุจริตเครื่องออกกำลังกาย ย้ำ คดียังไม่จบ อยู่ระหว่างพิจารณาโทษเพิ่ม ยืนยัน ไม่เคยปล่อยผ่าน ด้าน "ทวิดา" ชี้แจงไทม์ไลน์คดี

9 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นางสาวทวิดา กมลเวชช , นายจักกพันธุ์ ผิวงาม , นายศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าฯกทม. ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงทีม "ชัชชาติ" ร่วมตั้งโต๊ะแถลงชี้แจงประเด็นผลสอบคดีจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายกรุงเทพมหานคร ยืนยันว่า กระบวนการยังไม่จบ และไม่มียกแก๊งค์ ข่าวการลงโทษตัดเงินเดือนร้อยละ 2-4 หรือประมาณ 600 บาทนั้น เป็นเพียงการพิจารณาเบื้องต้น เพราะกระบวนการของ กทม.ก็อยู่ในขั้นตอนที่คณะกรรมการข้าราชการ กทม. หรือ กก. สั่งให้ทบทวนผลการลงโทษ และยังไม่มีข้อยุติเรื่องของความผิดทางละเมิด หรือ ค่าชดเชย 

รวมถึงขณะนี้เรื่องดังกล่าว ป.ป.ช. ก็ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน เพราะ ป.ป.ช.มีอำนาจ มีพลังในการสอบมากกว่าทั้งเส้นทางการเงิน และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการฮั้วต่างๆ ส่วนของ กทม. สอบได้เฉพาะประเด็นเรื่องทางวินัยตามระเบียบของวินัย 

ทั้งนี้ หากดูเรื่องของกระบวนการ จะเห็นว่าปัญหาซึ่งก็เหมือนกับที่ทุกหน่วยราชการมี ดังนั้นคงต้องมีการปรับปรุงในกระบวนการ 

นายชัชชาติ อธิบายว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นปี 2567 หลังทราบข่าว ก็มีการตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริง ทั้งหมด 7 โครงการ พอคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงพบว่ามีมูลก็ให้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง 33 ราย ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สอบระดับรองปลัดและสำนักงบประมาณ เป็นเรื่องที่สั่นไหวเลยทีเดียว โดยใช้เวลาในการสอบนาน เพราะมีช่วงเกษียณที่ต้องเปลี่ยนคณะกรรม ถึงแม้จะมีกรอบกำกับอยู่ แต่ไปสั่งให้สรุปไม่ได้ เพราะคณะกรรมการบอกยังมีเวลา และรอบแรกแจ้งผลมา ซึ่งก็ไปไม่ถึงข้าราชบางส่วน 

จากนั้นมีการแจ้งผลสอบรอบแรกออกมา พบว่า บางส่วนก็ไปถึงและบางส่วนก็ถูกลงโทษ และเมื่อตนเองได้รับส่วนที่รับผิดชอบ และมีข้าราชการบางส่วนที่ไม่เกี่ยวข้อง เราก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขา แต่ก็มีข้าราชการบางส่วนที่มีความผิด ก็สั่งให้สอบใหม่ให้ละเอียดขึ้น เพราะเห็นว่าโทษยังไม่รุนแรง

และคนที่เหลืออยู่ หลังจากนั้นก็เป็นอำนาจของปลัด กทม. และยังไม่ได้สิ้นสุดเท่านี้ เรื่องของการสั่งตัดเงินเดือนก็เป็นอำนาจปลัด และสุดท้าย ต้องเข้าคณะกรรมการข้าราชการ กทม. ซึ่งมีอำนาจสูงสุดในการพิจารณาโทษ เพราะผู้ว่าฯกทม. ไม่ได้มีอำนาจตรงนี้

เท่ากับว่า การสอบจะต้องผู้เกี่ยวข้อง 3 ส่วน คือ ฝ่ายบริหาร โดย ผู้ว่าฯ กทม. และปลัด กทม.คณะกรรมการสอบวินัย และคณะกรรมการ กก. ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญที่เป็นคนนอกจำนวนมาก และขณะนี้เรื่องอยู่ที่คณะกรรมการข้าราชการ กทม.ที่สั่งสอบใหม่ และสุดท้าย คณะกรรมการชุดนี้จะมีบทลงโทษหนักที่สุด นั่นหมายความว่า ตอนนี้เรื่องยังไม่ได้ยุติ ยังไม่จบ ยังดำเนินการอยู่

‘ชัชชาติ’ เคลียร์ชัด ปมทุจริตเครื่องออกกำลังกาย คดียังไม่จบ!

นายชัชชาติ ยืนยันว่า “ผมไม่ได้เห็นชอบต่อคำสั่งการลงโทษดังกล่าว เพราะเห็นว่าบทลงโทษยังไม่รุนแรงพอ เลยสั่งให้กรรมการฯ สอบใหม่ แต่ไปสั่งลงโทษข้าราชการไม่ได้ เพราะจะต้องมีเช็กแอนด์บาลานซ์ แต่มีคณะกรรมการที่ปลัดเป็นคนแต่งตั้ง และให้ผมรับรอง ดังนั้นผมได้ให้แนวทางอย่างเดียวว่าให้ซื้อสัตย์โปร่งใส ตอบประชาชนได้ แต่การทำงานของคณะกรรมการข้าราชการ กทม.ก็ให้เป็นอิสระ ซึ่งบทลงโทษสุดท้าย คณะกรรมการ กก.จะเป็นผู้พิจารณาอีกครั้ง”

ทั้งนี้ ผลดีที่เกิดขึ้นหลังเกิดปัญหาทำให้มีการทำงานกับ ป.ป.ช. , ป.ป.ท. และ ป.ป.ป.เข้มข้นขึ้น เพราะมีเรื่องได้ส่งให้ 3 ป.ดำเนินการทันทีตามอำนาจ

รวมถึง กทม. ได้มีการปรับกระบวนการในการเสนองบประมาณ ต้องมีรายละเอียดและมีความละเอียดขึ้น เพราะในอดีตอาจจะไม่ได้ใช้เอกสารการเสนองบประมาณอย่างละเอียด เพื่อให้ลดโอกาสที่จะตั้งราคาสูงให้เหลือน้อยลง อีกทั้ง ยังมีการปรับกระบวนการสอบสวนทางวินัยให้เกิดความรอบคอบมากขึ้น และใช้ระยะเวลาเร็วมากขึ้นด้วย

ซึ่งการลงโทษเป็นสิ่งหนึ่งที่จะต้องดำเนินการและยังไม่สิ้นสุด ทั้งนี้จะต้องป้องกันไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต 

“หัวใจเรื่องทุจริต เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดก็เกิดขึ้น เกิดมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้ว ซึ่งเราก็ไม่ได้ปิดเปิดอะไร ยืนยันย้ำว่ากระบวนการยังไม่จบ”

ส่วนเหตุผลว่าทำไมไม่ตรวจทาน 24 โครงการนั้น นายชัชชาติ ระบุว่า คงจะต้องตรวจหมดแต่เนื่องจากคำสั่งเริ่มแรก ก่อนหน้านี้มีรายละเอียดมาทั้งหมด 7 โครงการ เพราะเชื่อว่าหากมีการเอาผิดจะขยายผลไปยังโครงการอื่นได้ และหากจะมีการตั้งคณะกรรมการใหม่ก็จะเสียเวลาเป็นปี สุดท้ายก็ส่งให้คณะกรรมการข้าราชการ กทม.พิจารณาดีที่สุด เพราะเขามีอำนาจสูงสุด จะได้ให้เกิดความเร่งรัด และมองว่าอีกทางหนึ่ง ควรจะต้องเร่งรัด ป.ป.ช.ด้วย เพราะ ป.ป.ช. มีพลังมีอำนาจในการสืบสวน

ส่วนคำถามว่าทำไมตัวใหญ่ถึงจับไม่ได้ นายชัชชาติ ระบุว่า  เพราะตามกระบวนการสอบวินัยจะดูตามอำนาจของการจัดซื้อจัดจ้าง จึงไม่สามารถที่จะโยงไปถึงผู้มีอำนาจสูงสุดได้ ทั้งนี้ เชื่อว่าหาก ป.ป.ช. มีการสืบเส้นทางการเงิน ก็จะทำให้มีความชัดเจนขึ้น ดังนั้นจึงมองว่า ต้องให้หน่วยงานอื่นมาช่วยด้วย

“ปัญหาคอรัปชันไม่ใช่ปัญหาที่จะแก้กันได้ง่ายง่ายแต่ก็ขอบคุณมาก ๆ ที่ช่วยกันแก้ ขอบคุณ สส.แบงค์ ที่เอาประเด็นนี้ขึ้นมา อย่าให้เป็นประเด็นเฉพาะช่วงเลือกตั้ง แต่ขอให้ช่วยกันไปยาว ๆ และเชื่อว่าประเทศไทยจะดีขึ้นได้”

ส่วนกระบวนการ E bidding มีกระบวนการตรวจสอบให้ตัวเอง เช่น หากเราประกาศ TOR แล้วเห็นการล็อกสเปกก็มีสิทธิ์ที่จะร้องเรียนให้ทบทวน ดังนั้นทางออกคือจะต้องตั้งราคากลางให้เหมาะสมที่ให้ใกล้เคียงกับของจริงมากที่สุด เพื่อไม่ให้มีช่องว่างในการทุจริต 

แต่เครื่องออกกำลังกายไม่มีราคากลาง แต่มีราคาที่แตกต่างกันออกไป และมีความหลากหลายเรื่องของคุณสมบัติ จึงไม่ได้มีราคากลางออกมา ส่วนเรื่องของการล็อกสเปกตนเองก็เชื่อว่าในกระบวนการ E bidding ของกรมบัญชีกลาง หากมีการล็อกสเปคก็มีช่องทางให้เกิดการร้องเรียนได้ 

พร้อมยืนยันว่า ตนเองไม่ได้รู้จักใครเป็นการส่วนตัว และตนเองจะพูดกับประธานคณะกรรมการข้าราชการ กทม.เสมอว่า เอาให้เต็มที่และให้ชี้แจงต่อประชาชนได้ โดยตนเองไม่เคยไปลงรายละเอียดว่าจะต้องพูดอย่างไร ทำอย่างไร เนื่องจากระบบไม่ได้อนุญาตให้เราเข้าไปก้าวก่าย 

ส่วนเรื่องตัดเงินเดือน 600 บาทนั้น ตนเองไม่เคยเห็นชอบ และสั่งให้กลับไปสอบใหม่ด้วย แต่เมื่อผลสอบออกมาในครั้งที่สองกลับเหมือนเดิม จึงได้ให้นำเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานครเพื่อพิจารณา เพราะคณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจสูงสุด

นายชัชชาติ ยังกล่าวอีกว่า “สรุปก็คือ รับไม่ได้กับบทลงโทษนี่ เลยสั่งให้ไปสอบสวนใหม่ เพราะเป็นระบบที่ทำกันมา อยู่ดีๆ ผมจะไปสั่งให้ไล่ออกเลย ทั้งที่ใจอาจจะอยากไล่ออกนะ ก็ทำไม่ได้ เพราะมันมีกระบวนการที่ต้องมีกรรมการอยู่ ดังนั้นก็ต้องดูทั้งสองฝั่ง ให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝั่ง สุดท้ายก็ต้องให้กรามการ กก.สรุป” 

ทั้งนี้ อย่าไปมองว่า กทม. อ่อนข้อหรือปล่อยผ่าน เพราะฝ่ายบริหารดำเนินการตามกรอบอำนาจที่มี และส่งเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการที่มีอำนาจสูงกว่า เพื่อตรวจสอบต่อ และตอนนี้มีโทษมาก็ทำไปก่อนอย่างตัดเงินเดือน 600 บาท แต่ก็ยังไม่ได้ข้อยุติ และบทลงโทษสามารถปรับเพิ่มขึ้นได้

นายชัชชาติ ยังกล่าวอีกว่า เหตุผลที่ไม่ได้ตั้งคณะกรรมการชัดใหม่ เพราะจะต้องใช้ระยะเวลาอีกหลายปี 

ทั้งนี้ จากกรณีดังกล่าวกรุงเทพมหานคร ได้นำมาเป็นบทเรียนในการปฏิรูปกระบวนการทำงาน ในหลายมิติ ทั้งการยกระดับการทำงานร่วมกับหน่วยงานตรวจสอบระดับชาติ การปรับปรุงกระบวนการเสนอของบประมาณให้มีความละเอียด รัดกุมตั้งแต่ต้นทาง เพื่อลดโอกาสในการตั้งราคาที่แพงเกินจริง และตั้งเป้าลดระยะเวลาสอบสวนทางวินัยให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี ควบคู่ไปกับการเตรียมนำข้อมูลขึ้นระบบออนไลน์เพื่อให้ภาคประชาชนร่วมตรวจสอบด้วย

เมื่อถามว่า หาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร ชัชชาติ กล่าวว่า หาก ป.ป.ช. พบหลักฐานที่หนักกว่า เช่น เส้นทางการเงินหรือการฮั้วประมูล ก็สามารถนำไปสู่โทษที่รุนแรงขึ้นได้ และที่ผ่านมาเคยมีหลายกรณีที่การสอบวินัยภายในอาจเห็นเป็นโทษไม่ร้ายแรง แต่เมื่อ ป.ป.ช. ตรวจสอบเพิ่มเติมแล้ว พบความผิดร้ายแรง ก็ต้องดำเนินการตามผลของ ป.ป.ช.

“ถ้า ป.ป.ช. ไปสอบเส้นเงิน ไปสอบรายละเอียด แล้วชี้ว่าผิดหนัก ให้ไล่ออกก็ต้องไล่ออก เพราะคำสั่งของ ป.ป.ช. เป็นที่สุดใหญ่สุด”

ทั้งนี้ หากได้รับโอกาสกลับมาทำงานอีกครั้ง จะเดินหน้าติดตามเรื่องนี้ต่อให้ถึงที่สุด เพราะกระบวนการยังไม่จบ ทั้งในส่วนของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร และ ป.ป.ช. รวมถึงต้องขยายผลไปยังโครงการอื่นที่เกี่ยวข้อง

“ก็ต้องลุยต่อ ต้องไปให้สุดซอย กระบวนการมันไปแล้ว คณะกรรมการให้สอบสวนใหม่ ป.ป.ช. ก็ยังเดินต่อ เราก็ต้องไปตามเรื่อง และต้องขยายผลไปให้ครบทุกโครงการ”

เมื่อถามว่า รู้สึกเสียสมาธิหรือไม่ ที่โดนโจมตีมาอย่างต่อเนื่อง และต้องชี้แจงมากกว่าได้นำเสนอนโยบาย นายชัชชาติ ระบุว่า ตนเองเป็นผู้สมัครก็ต้องตอบประชาชน พร้อมทั้งขอบคุณที่มีประเด็นต่าง ๆ เข้ามาซึ่งตนเองก็ได้ชี้แจงไปในแต่ละประเด็น และคงต้องฝากสื่อมวลชนด้วย เนื่องจากเรื่องบางเรื่อง ถ้าชี้แจงแล้วจบมันก็ต้องจบ และหลังจากนี้เหลือเวลาอีก 20 กว่าวัน ตนเองก็พยามหาพื้นที่ในการสอดแทรกนโยบายเพื่อให้ประชาชนได้รับฟัง ส่วนเรื่องที่มีคนกล่าวหาก็พยายามชี้แจง พร้อมย้ำว่าตนเองทำงานมา 4 ปีถ้าโดนก็คงโดนมาตั้งนานแล้ว ดังนั้นหากมีประเด็นอะไรก็ต้องชี้แจงไปตามสภาพ 

“เรื่องทุจริตคอรัปชันเป็นเรื่องที่ผมขยะแขยง และคนที่มากล่าวหาผม ว่าผมทุจริตคอรัปชันก็เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ทำให้ต้องตั้งโต๊ะแถลงข่าว เพราะถ้าอยู่ข้างนอกพูดออกไปแล้วมันอาจจะไม่ชัดเจน เพราะมีเรื่องอื่นๆด้วย ดังนั้นจึงต้องตั้งโต๊ะแถลงข่าว เพื่อให้ได้โฟกัสประเด็นมากขึ้น”

และยืนยันว่าตนเองไม่ได้โกรธใครรวมถึงไม่ได้โกรธ สส.แบงค์ และต้องขอบคุณที่ทำให้ได้มีโอกาสชี้แจง เพราะเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งช่วงนั้นอาจจะไม่ได้มีใครสนใจ เพราะเป็นช่วงของการเลือกตั้งใหญ่ พร้อมยืนยันว่าเรื่องความโปร่งใสควรเป็นวาระสำคัญ ไม่ใช่เฉพาะระดับเมือง แต่ต้องเป็นวาระระดับประเทศ

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าทีมงานของนายชัชชาติ อาจไม่ใสซื่อนั้น ชัชชาติ ระบุว่า ตนเองในฐานะหัวหน้าทีม ขอรับผิดชอบทั้งหมด และหากพบว่ามีผู้ใดไม่สุจริต ก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการอย่างชัดเจน

“ผมรับผิดชอบแทนทุกคน ผมเป็นหัวหน้าทีม ถ้ามีปัญหาผมรับผิดชอบ ถ้ามีคนไหนไม่บริสุทธิ์ ไม่ดี ผมก็ต้องให้ออก”

‘ชัชชาติ’ เคลียร์ชัด ปมทุจริตเครื่องออกกำลังกาย คดียังไม่จบ!

ด้านนางสาวทวิดา ชี้แจงรายละเอียดว่า วันที่ 7 มิ.ย. ได้รับเรื่องมา 7 โครงการที่มีปัญหา ผู้ว่าฯ กทม.ก็สั่งให้เอาเรื่องเข้าสู่ศูนย์ต่อต้านทุจริต ที่มี 3 ป. อยู่

จากนั้น 17 มิ.ย. สั่งให้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงทันที ถือเป็นการแต่งตั้งที่เร็วมาก แต่มีช่วง ส.ค.-ก.ย. มีคณะกรรมการการลางท่านเกษียณและเปลี่ยนชุด และมีการให้การทำให้ผู้ที่อาจจะทำความผิดมีจำนวนเพิ่มเติม ทำให้ต้องขยายการสอบสวนเพิ่ม

จากวันที่ 6 ธ.ค. คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงเสนอรายงานการสอบสวน เท่ากับว่าภายในครึ่งปีได้ผลการสอบสวนขั้นต้นออกมาแล้ว โดยการเร่งรัดดังกล่าวทำตามกระบวนการ เพราะจะต้องให้ความเป็นธรรมในการให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงด้วย และไม่ได้เป็นการประวิงเวลา รวมถึงผู้ว่าฯ กทม.

‘ชัชชาติ’ เคลียร์ชัด ปมทุจริตเครื่องออกกำลังกาย คดียังไม่จบ!