จิรายุ-คริส บุก ป.ป.ช. ร้องสอบ "ชัชชาติ" ปมทุจริตแต่งตั้ง ผอ.เขต
11 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

"จิรายุ-คริส" แท็กทีมยื่น ป.ป.ช. ตรวจสอบ "ชัชชาติ" ปมทุจริตแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ กทม. ชี้หลักฐานแน่น ยันต้องรับผิดชอบแม้ลาออกแล้ว
ข่าว
11 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

"จิรายุ-คริส" แท็กทีมยื่น ป.ป.ช. ตรวจสอบ "ชัชชาติ" ปมทุจริตแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ กทม. ชี้หลักฐานแน่น ยันต้องรับผิดชอบแม้ลาออกแล้ว
KEY
POINTS
11 มิถุนายน 2569 จากกรณีที่ จิรายุ ห่วงทรัพย์ และ คริส โปตระนันทน์ ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพื่อเอาผิดอดีตผู้ว่าฯ กทม. กรณีการ ทุจริต แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่ไม่เป็นธรรม โดยยืนยันว่ามีหลักฐานสำคัญครบถ้วนและเป็นการกระทำความผิดก่อนลาออก เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในองค์กรกรุงเทพมหานคร
ช่วงเช้าวันนี้ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ ยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และคณะกรรมการคัดสรรข้าราชการที่เกี่ยวข้อง กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกรุงเทพมหานคร ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยเห็นว่าบุคคลดังกล่าวมีเจตนาให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง
นายจิรายุ กล่าวว่า ตนมาในฐานะประชาชนคนไทยที่เกิดใน กทม. และอยู่ภายใต้การปกครองของผู้ว่าฯ กทม. มาหลายสมัย เคยตรวจสอบผู้ว่าฯ กทม. มาแล้วหลายคน รวมถึงการทุจริตของ กทม. มาหลายเรื่อง พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลว่า ทำไมเพิ่งมาทำตอนนี้ว่า ถ้าไม่มีเหตุก็ไม่สามารถไปร้องใครได้ และเหตุนี้เกิดขึ้นก่อนที่นายชัชชาติ จะลาออกจากตำแหน่งไม่กี่วัน พยานหลักฐานค่อนข้างครบ รวมไปถึงมีการกระทำความผิดซ้ำซาก ซึ่งมองว่าการเป็นผู้บริหารเมืองที่ดีจะต้องมีคุณธรรม ไม่ใช่ว่าพอมีฝ่ายตรวจสอบแล้วไปกล่าวหาว่า พวกนี้เล่นการเมืองหรือไม่ โดยกรุงเทพมหานครจะต้องมีคนอย่างพวกตนไว้ตรวจสอบ ไม่ใช่ปล่อยให้ผ่านไปแบบไหลลื่น
ยืนยันว่า ถ้าหลักฐานไม่ครบ เหตุไม่เกิด พยานไม่มี คงไม่สามารถทำได้ การยื่นสำนวนในวันนี้เพื่อให้ ป.ป.ช. ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาไต่สวนในการเอาผิดผู้ว่าฯ กทม. ขณะดำรงตำแหน่งนั้น เป็นเหตุจำเป็นสำคัญ เพราะมีการแบ่งงานกันทำ โดยรายละเอียดมีการประกอบในสำนวนทั้งหมด และอีกหนึ่งประเด็นที่มายื่นเรื่องในวันนี้ คือเรื่องของการตรวจสอบทุจริต โดยมองว่ามีการบริหารงานมา 4 ปี และทำงานไปเยอะ ส่วนใหญ่เป็นเส้นเลือดฝอย รวมถึงประเด็นกรณีระบบอากง
จะบอกว่า “ผู้นำสูงสุดขององค์กร จะไม่รู้ไม่เห็น เขาทำกันเอง ข้าราชการทำมาแล้วผมมีหน้าที่เซ็น ไม่ได้ เพราะการบริหารราชการแผ่นดินไม่ว่าระดับใดก็แล้วแต่ ถ้าท่านอ้างแบบนี้ ท่านต้องอ้างกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. เอง” และยังมีเรื่องอีกเยอะที่จะทยอยยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. และหน่วยงานอื่นๆ ด้วย
นายจิรายุ ยืนยันว่า เอกสารพยานหลักฐานที่นำมาในวันนี้มากกว่าร้อยแผ่น เป็นความผิดสำเร็จแล้ว และเหตุเกิดก่อนที่นายชัชชาติจะลาออกไปเยี่ยมลูก ดังนั้นถ้าตนเองทำตั้งแต่ปีที่แล้วก็เท่ากับบ้าและมีปัญหา หรือถ้าตนเองไม่ทำไม่ตรวจสอบตอนนี้ก็แสดงว่า ตนเองอาจจะฮั้วกับท่านผู้ว่าฯ ดังนั้นจึงอยากให้ลองฟังอีกมุมหนึ่งก่อน เพราะเราตรวจสอบด้วยข้อมูลหลักฐาน
“พระเอกลิเกบางที หลังโรงลิเกเขาทำอะไรกัน พระเอกจะบอกว่าผมไม่รู้เรื่อง ข้างหลังเขาทำกันเอง ผมแค่ออกมาบอกว่า ผมจะทำเพื่อพี่น้องประชาชนแบบนั้นแบบนี้ก็ไม่ได้ กระบวนการบ้านเราเป็นระบอบประชาธิปไตย การตรวจสอบการมีฝ่ายค้านแบบนี้ถือว่าสวยงาม ดังนั้นประชาชนชาว กทม. ถ้าเห็นว่าข้อมูลไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรมก็ตัดสินใจกัน” และนี่เป็นเพียงเรื่องแรกๆ เท่านั้น ยังมีเรื่องอื่นๆ ตามมาอีก
นายจิรายุ ยังกล่าวอีกว่า ข้อสังเกตที่น่าสนใจเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย เห็นทำกันทั่วประเทศทั่วโลก หาคนที่สั่งการได้นั้นก็คงไม่แปลกถ้าทำเนียน แต่ปรากฏว่าไม่เนียนพอ และมีคณะกรรมการที่บอกว่าผิดกฎหมายแล้ว แต่ท่านก็ยังทำผิดซ้ำ เริ่มวันที่ 17 เม.ย. ที่ท่านใช้เวลาคัดสรรครั้งที่สองใหม่ แล้วประกาศวันที่ 30 เม.ย. จนล่าสุดมีการร้องต่อคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม (กพค.) อีกครั้งแล้ว แต่ผู้ร้องไม่อยากเปิดเผย และการร้องครั้งที่สองหากมีการชี้มูลมาอีกครั้ง ก็เท่ากับว่าท่านเป็นฆาตกรต่อเนื่องหรือไม่ ผิดแล้วยังทำซ้ำ ซึ่งการกล่าวหาลักษณะเช่นนี้ ไม่ได้มาจากตนเองหรือนายคริส แต่มาจากคนสนิทเนื้อในของ กทม.
และกรณีที่มีข้าราชการในระดับ ผอ.เขต เรียกลูกน้องเข้าไปกระทำล่วงละเมิดในห้อง ซึ่งก็เป็น 1 ใน 17 คนที่ได้รับการคัดเลือกแต่งตั้ง และมีเอกสารหลักฐานครบถ้วน ก็จะมายื่นเรื่องในรอบที่สอง
เมื่อถามว่า ข้อมูลที่ยื่นจะชี้ชัดหรือไม่ว่าอากงคือใคร นายจิรายุ กล่าวว่า เป็นเอกสารสำคัญยิ่ง และเชื่อว่า กทม. เราไม่ต้องพูดถึงระบอบอากง เพราะเดี๋ยวผู้ว่าฯ จะลอยตัว จริงๆ โฟกัสของผู้นำสูงสุดขององค์กรในองค์กรใดก็แล้วแต่ ต้องรับรู้รับทราบ เมื่อรับรู้แล้วต้องยับยั้ง แต่หากไม่ยับยั้งและปล่อยผ่าน ทำซ้ำแบบนี้ แสดงว่ามีเจตนาจงใจปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งถือว่าเป็นการขัดต่อกฎหมาย หากระดับนโยบายแก้ไขเรื่องนี้ได้ ไม่มีการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม ไม่วางขุมกำลัง เชื่อว่าคน กทม. จะได้ประโยชน์ เพราะผู้อำนวยการเขตบางคนก็ไม่ต้องรับนโยบาย ไม่ต้องจ่าย ซึ่งข้อมูลเข้ามาเยอะว่าจ่ายต่อเดือนกี่บาท จึงเกิดทางเท้าเดินไม่ได้ ในปัจจุบันเกิดส่วยโยธา หากบอกว่าใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ก็เกิดชาวบ้านบ้านช่อง ย้ำว่าถ้าหัวไม่ส่าย ข้างล่างไม่มีใครกล้า หากโปร่งใสทุกคน ไม่มีต้นทุน เขาก็ทำงานได้ปกติ ไม่ต้องตั้งเป้าว่าต้องส่งเท่านั้นเท่านี้ อย่ามาพูดอีกว่าพูดลอยๆ ไม่มีหลักฐานก็มาวันนี้เพราะมีหลักฐาน และทุกวันนี้ก็ยังเผชิญปัญหาแบบเดิมทั้งทางเท้าและการระบายน้ำ ดังนั้นใจร่มๆ แบบที่ผู้ว่าฯ กล่าวและชี้แจงไป ท่านก็ดำเนินการต่างๆ ให้เป็นประโยชน์กับพี่น้องชาว กทม.
“เอกสารที่นำมาในวันนี้ลงนามโดยผู้ว่าฯ ชัดเจน ซึ่งที่มาวันนี้เนื่องจากมีการแต่งตั้งผู้อำนวยการเขต และผู้ตรวจ 17 คน หลังจากนั้นผู้ตรวจได้แต่งตั้งเพิ่มอีก 2 คน ตอนนี้ไม่รู้ว่าทำอะไรกันข้างใน เพราะบางทีเอกสารก็ปกปิด ไม่เปิดเผยในเว็บไซต์ แต่สุดท้ายแล้วก็มีผู้ไปร้องว่ากระบวนการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนวันที่ 23 มี.ค. มีคำวินิจฉัยออกมา ซึ่งคำวินิจฉัยผูกพันทุกองค์กรใน กทม. ว่าผิดกฎหมาย จากนั้นเปิดคัดสรรใหม่ 17 เม.ย. ลงนามวันที่ 30 เม.ย. ประกาศ 1 พ.ค. หมายความว่าหน่วยงานกรุงเทพมหานครนี้วิ่งเร็ว 10 กว่าวันได้รายชื่อทั้งหมด 17 คนเหมือนเดิม และผู้ว่าฯ ก็ลงนามเหมือนเดิม ทั้งหมดก็เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งหลังจากนั้นผู้ว่าฯ ก็ลาออก ก็มีคนไปร้องใหม่เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งต้องรอผลการพิจารณาว่าผิดหรือไม่ และต้องนำเอกสารมาประกอบสำนวน โดยหากพบว่ามีอีกก็จะเดินทางมาร้องอีก”
เมื่อถามถึงกรณีที่ นางสาวทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่าเรื่องการร้องเรียนครั้งแรกเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การคัดเลือกที่ไม่ชัดเจน จึงต้องดำเนินการใหม่นั้น นายจิรายุ กล่าวว่า รองผู้ว่าฯ สุภาพสตรี ไม่แปลกที่ต้องมาแก้ต่างแทนผู้ว่าฯ เพราะเป็นคณะเดียวกัน เป็นข้าราชการการเมืองเหมือนกัน แต่ที่สำคัญถามจริงๆ ท่านเป็นรองผู้ว่าฯ เป็นผู้ว่าฯ ตั้งแต่ปี 65 แต่งตั้งมากี่คนไม่รู้จริงๆ หรือว่ากฎเกณฑ์เป็นอย่างไร อันนี้คือสิ่งที่น่าสงสัย “เมื่อบอกว่าเขาชี้แนะ ผมบอกเลยว่าอย่ามาเลี่ยงบาลี เป็นหน้าที่ขององค์กรอิสระในการพิจารณา ที่บอกว่าชี้แนะ แต่คณะกรรมการบอกว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็คือทำผิดกฎหมาย ก็ไปแก้ให้ถูกต้อง ก็ไม่รู้แก้อย่างไรให้ได้คนเดิม” และหลังจากนั้นก็มีการร้องเข้าไปใหม่ โดยผู้ร้องเป็น 1 ในกระบวนการคัดสรร คนที่ไม่ได้มี 40 - 50 คน เขาก็ร้องว่าเมื่อคณะกรรมการชี้มูลวินิจฉัยไปแล้ว ก็ยังทำเหมือนเดิม ซึ่งเป็นการทำร้ายหัวใจของข้าราชการ กทม. ที่เขารักความเป็นธรรม บางคนทำงานอย่างตรงไปตรงมาไม่กินส่วย เขาก็รู้สึกท้อแท้
ส่วนเรื่องคลิปเสียง หรือแชตไลน์นั้น จะเป็นการร้องในครั้งต่อไป เพราะพยานหลักฐานเข้ามาเรื่อยๆ ขอรอเอกสารให้ครบก่อน โดยจะมีการเข้ามายื่นอีกครั้งแน่นอน
นายจิรายุ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า “สุดท้ายไม่ว่าผู้ว่าฯ จะชื่อชัชชาติหรือใครก็แล้วแต่ หากยังโยงใยกับระบอบอากง ซึ่งมันมีถึงอาม่า แต่ผมไม่อยากใช้คำพวกนี้ แต่ถ้าระบอบยังกลับเข้ามา ผมก็ขอตั้งตนเป็นผู้ตรวจสอบกรุงเทพมหานครต่อไป เพราะฉะนั้นข้าวจะเข้าปากก็คงจะยากหน่อย ที่ผ่านมาผมเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ตรวจสอบกรุงเทพมหานครนัก จริงๆ แล้วมีเรื่องมากมาย การมีระบอบประชาธิปไตยแบบนี้ถูกทางแล้ว เมื่อใครเข้าไปตรวจสอบ ใครเขามีหลักฐาน ผมไม่ใช่นักร้อง ผมเป็นนักตรวจสอบ ดังนั้นต่างคนต่างให้กำลังใจกัน ท่านชอบก็ชอบ หากไม่ชอบก็ต้องฟังอย่างใจเป็นธรรม ถ้าทำดีก็เลือก ถ้าไม่ดีก็ไม่เลือก”
ขณะที่นายคริส กล่าวว่า วันนี้ขอทำหน้าที่ สส. เพื่อเป็นตัวแทนประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่แล้ว ซึ่งตามพฤติการณ์ที่นายจิรายุกล่าวไป ตนเองมองว่าเรื่องแบบนี้ไม่สามารถที่จะปล่อยไปได้ ส่วนว่าทำไมตนเองและพรรคเศรษฐกิจต้องมาทำเรื่องนี้ในช่วงนี้นั้น นายคริส บอกว่า ถ้านายชัชชาติไม่ลงเลือกตั้งอีกรอบก็พอจะปล่อยไปได้ แต่วันนี้ นายชัชชาติเสนอตัวเป็นผู้ว่าฯ กทม. อีกรอบ คำถามคือ 4 ปีที่ผ่านมา ท่านทำถูกต้องทุกประการแล้วหรือยัง ทำอะไรที่ผิดกฎหมายหรือไม่ และวันนี้ตนเองเข้าใจดีว่าประชาชนยังชื่นชอบผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่แล้ว แต่ผู้ว่าฯ ที่ท่านชอบมีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่ มีระบอบใดระบอบหนึ่งที่เป็นระบอบการทุจริตกัดกินกรุงเทพมหานครอยู่เบื้องหลังหรือไม่
ถ้าผู้ว่าฯ ที่ท่านชื่นชอบเลี้ยงลูกน้องแบบนั้นไว้จะยังไว้ใจได้หรือไม่ และวันนี้ข้อมูลที่ตนเองมีได้ส่งให้นายจิรายุทั้งหมดแล้ว และมั่นใจในระดับมือทำงานที่มาตรวจสอบ กทม. มาตลอดทั้งเรื่องเรือดับเพลิง รถดับเพลิง จนประชาชนยอมรับ ดังนั้นทำให้เชื่อมั่นในหลักฐานที่ตนเองและนายจิรายุมี ซึ่งหลังจากนี้ผู้ว่าฯ กทม. ต้องตอบคำถามกับกระบวนการยุติธรรมว่า สิ่งที่ท่านทำในการโยกย้ายข้าราชการเมื่อ 30 เม.ย. ที่ผ่านมา ทำถูกต้องแล้วหรือไม่ ช่วยพวกพ้องตัวเองหรือไม่ และวางขุมกำลังที่เป็นคนของระบอบอากงไว้หรือไม่ และหากหลังจากนี้มีการทุจริตเกิดขึ้นในเขตเหล่านี้ ประชาชนก็จะทราบได้ว่าใครแต่งตั้งคนแบบนั้นเข้าไป ก็จะต้องรับผิดชอบด้วย
ทั้งนี้ยืนยันว่าสิ่งที่ทำ ไม่ได้ทำแค่ช่วงของการเลือกตั้ง เพราะหน้าที่ของการตรวจสอบและการปกป้องภาษีของประชาชน รวมถึงปกป้องระบอบที่ถูกต้องจะเป็นของคนธรรมดาอย่างพวกเรา
เมื่อถามว่า สก. พรรคเศรษฐกิจจะทำงานกับนายชัชชาติได้หรือไม่นั้น นายคริส ระบุว่า สก. ไม่ใช่การเข้าไปร่วมกับผู้ว่าฯ กทม. ทุกประการ สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบผู้ว่าฯ กทม. แต่ถ้ามีโครงการที่เป็นประโยชน์จริงก็พร้อมร่วมงาน และหากมี สก. พรรคเศรษฐกิจเข้าไปได้ ก็พร้อมตรวจสอบผู้ว่าฯ กทม.
ข่าวล่าสุด