เนชั่นทีวี

ข่าว

ฝ่ายค้านรับลูก We Fair จี้รัฐบาลเร่งอัดงบสวัสดิการปี 70

10 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

ฝ่ายค้านรับลูก We Fair จี้รัฐบาลเร่งอัดงบสวัสดิการปี 70

เครือข่าย We Fair บุกสภาฯ ยื่นข้อเสนอฝ่ายค้าน ผลักดันงบสวัสดิการเด็กถ้วนหน้าและเบี้ยคนพิการ 1,000 บาท ในงบประมาณปี 70 หวังลดเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง

เครือข่าย We Fair บุกสภาฯ ยื่นข้อเสนอฝ่ายค้าน ผลักดันงบสวัสดิการเด็กถ้วนหน้าและเบี้ยคนพิการ 1,000 บาท ในงบประมาณปี 70 หวังลดเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง

KEY

POINTS

  • ข้อเรียกร้องหลัก: เครือข่าย We Fair ยื่นข้อเสนอ 4 ด้าน ได้แก่ เงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้า, เพิ่มเบี้ยคนพิการเป็น 1,000 บาท, เงินช่วยเหลือสตรีมีครรภ์ และเบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาท โดยเฉพาะงบเด็กและคนพิการที่ต้องการงบเพิ่มรวม 7,000 ล้านบาท

     
  • บทบาทฝ่ายค้าน: นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านยืนยันพร้อมใช้กลไกสภาฯ ทั้งการผลักดันกฎหมายและคณะ กมธ. เพื่อตรวจสอบและกดดันให้รัฐบาลบรรจุงบประมาณดังกล่าวลงใน พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

     
  • วิพากษ์ระบบคัดกรอง: เครือข่ายฯ ชี้ว่าระบบคัดกรองแบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทำให้คนยากจนตกหล่นสูงถึง 34% จึงเสนอให้เปลี่ยนมาใช้ระบบ "สวัสดิการถ้วนหน้า" เพื่อลดความซ้ำซ้อนและสร้างความเป็นธรรมอย่างยั่งยืน

10 มิถุนายน 2569 ท่ามกลางความกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจ เครือข่าย WeFair เดินหน้าเรียกร้องให้รัฐบาลยกระดับ รัฐสวัสดิการ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นผ่านการผลักดัน งบประมาณปี2570 โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและสร้างระบบคุ้มครองทางสังคมที่ยั่งยืนให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มทั่วประเทศ สวัสดิการถ้วนหน้า 


ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร รับยื่นหนังสือจาก นางสุนี ไชยรส ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการเครือข่าย We Fair และตัวแทนเครือข่ายร่วม พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม เรื่อง การยกระดับนโยบายรัฐสวัสดิการเพื่อการคุ้มครองทางสังคมและการลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง

ฝ่ายค้านรับลูก We Fair จี้รัฐบาลเร่งอัดงบสวัสดิการปี 70

 

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เครือข่ายภาคประชาชนได้เข้ายื่นข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการผลักดันนโยบายด้านสวัสดิการสังคม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น เด็กและเยาวชน คนพิการ หรือผู้สูงอายุ โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐานได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม


ทั้งนี้ พรรคประชาชนได้มอบหมายคณะทำงานและ สส.ที่เกี่ยวข้องร่วมรับฟังข้อเสนอและข้อเรียกร้องดังกล่าว พร้อมแสดงเจตนารมณ์ในการผลักดันประเด็นต่าง ๆ ผ่านกลไกของฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งในรูปแบบการเสนอและผลักดันกฎหมาย ตลอดจนการขับเคลื่อนผ่านคณะ กมธ. เพื่อส่งต่อข้อเสนอไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งดำเนินการในส่วนที่สามารถดำเนินการได้โดยเร็ว

นายณัฐพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการหารือร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน พบว่าประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายมีความกังวลในขณะนี้ คือ ทิศทางการดำเนินนโยบายด้านสวัสดิการสังคมของรัฐบาล ซึ่งอาจสะท้อนให้เห็นถึงภาวะถดถอยของระบบสวัสดิการสำหรับประชาชน

 

ทั้งนี้ แม้ภาคประชาชนจะได้เข้าหารือและยื่นข้อเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง แต่ยังไม่ปรากฏผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ขณะที่ตัวอย่างล่าสุดที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ การดำเนินนโยบายเกี่ยวกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งยังคงใช้แนวทางการคัดกรองและจำกัดสิทธิผู้ได้รับสวัสดิการอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ประชาชนจำนวนหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการที่ควรได้รับ แนวทางดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และแตกต่างจากแนวคิดที่พรรคประชาชนพยายามผลักดัน ซึ่งมุ่งให้ระบบสวัสดิการเป็นหลักประกันพื้นฐานของชีวิต ทำหน้าที่เป็นกลไกคุ้มครองทางสังคมเพื่อช่วยเหลือและดูแลประชาชนในยามเผชิญปัญหาหรือความยากลำบาก

 

ขอยืนยันว่า พรรคประชาชนพร้อมใช้ทุกกลไกทางรัฐสภา ทั้งการผลักดันกฎหมาย การตรวจสอบการดำเนินงานของภาครัฐ และการขับเคลื่อนผ่านคณะ กมธ. เพื่อผลักดันนโยบายด้านสวัสดิการสังคมให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างหลักประกันคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

 

นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการเครือข่าย We Fair และตัวแทนเครือข่ายร่วม กล่าวว่า การเข้ายื่นข้อเสนอในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขอความร่วมมือจากผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และพรรคประชาชน ในฐานะกลไกสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติ ให้เร่งผลักดันนโยบายด้านสวัสดิการสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้


1. การผลักดันเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดถึง 6 ปี ให้เป็นสวัสดิการถ้วนหน้า ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ได้มีการหารือและได้รับการตอบรับจากรัฐบาลมาแล้วต่อเนื่องถึง 3 รัฐบาล และรัฐบาลชุดปัจจุบันนับเป็นรัฐบาลชุดที่ 4 ที่ได้รับข้อเสนอดังกล่าว โดยการดำเนินนโยบายนี้ใช้งบประมาณเพิ่มเติมประมาณ 5,500 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นวงเงินที่ไม่สูงเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กไทยกว่า 3 ล้านคนทั่วประเทศ


2. การปรับเพิ่มเบี้ยความพิการจาก 800 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นข้อเสนอที่เครือข่ายได้ติดตามผลการดำเนินงานกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาได้มีการแสดงเจตนารมณ์จากฝ่ายรัฐบาลและรองนายกรัฐมนตรีถึงแนวทางการปรับเพิ่มเบี้ยความพิการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลด้านงบประมาณ พบว่ายังไม่มีการจัดสรรงบประมาณรองรับการปรับเพิ่มเบี้ยความพิการถ้วนหน้าอย่างชัดเจน จึงขอให้มีการติดตามความคืบหน้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าประชาชนจะได้รับสิทธิดังกล่าวเมื่อใด และจะสามารถดำเนินการได้ภายในปีงบประมาณนี้หรือไม่


3. การจัดสวัสดิการสำหรับสตรีมีครรภ์ เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเครือข่ายเสนอให้มีการสนับสนุนเงินช่วยเหลือแก่สตรีมีครรภ์ ตั้งแต่เดือนที่ 5 ถึงเดือนที่ 9 ของการตั้งครรภ์ ในอัตราเดือนละ 3,000 บาท ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและได้รับความเห็นชอบในหลักการจากรัฐบาลชุดก่อนมาแล้ว


4. การปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จากอัตราปัจจุบันให้เป็น 1,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นข้อเสนอที่เคยได้รับความเห็นชอบในหลักการจากภาครัฐเช่นกัน แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ปรากฏความคืบหน้าในการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม


ด้าน นางสุนี ไชยรส กล่าวว่า ข้อเสนอสำคัญ 2 ประเด็น ได้แก่ การปรับเพิ่มเบี้ยความพิการจาก 800 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน และการปรับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดถึง 6 ปี ให้เป็นสวัสดิการถ้วนหน้าในอัตรา 600 บาทต่อเดือน ตามมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก่อนหน้านี้ ทั้งสองมาตรการใช้งบประมาณรวมประมาณ 7,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบประมาณสำหรับเงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้าประมาณ 5,000 ล้านบาท และงบประมาณสำหรับการปรับเพิ่มเบี้ยความพิการประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นวงเงินที่ไม่สูงเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน


ทั้งนี้ แม้จะเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่รองนายกรัฐมนตรีได้ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนการดำเนินนโยบายดังกล่าว แต่สิ่งที่เครือข่ายมีความกังวลคือ บทเรียนจากกรณีเงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้า ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนและมีการแถลงนโยบายจากรัฐมนตรีหลายคน หลายรัฐบาล แต่ยังไม่ปรากฏมติคณะรัฐมนตรีที่ชัดเจนในการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการจริง ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเลื่อนการดำเนินงานออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า ปัจจุบันข้อเสนอเงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้าครบรอบ 10 ปีแล้ว แต่ยังไม่สามารถดำเนินการให้เกิดขึ้นได้จริง แม้จะมีมติคณะรัฐมนตรีรับทราบหลักการ แต่ยังไม่มีมติที่ชัดเจนในการบรรจุงบประมาณรองรับ ส่งผลให้ข้อเสนอดังกล่าวยังไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้


สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เครือข่ายฯ ตั้งข้อสังเกตว่า ยังไม่ปรากฏการจัดสรรงบประมาณรองรับมาตรการดังกล่าวอย่างชัดเจน แม้ว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะได้เสนอเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาแล้วก็ตาม จึงเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีมีมติบรรจุงบประมาณดังกล่าวไว้ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม


ในส่วนของการปรับเพิ่มเบี้ยความพิการจาก 800 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน เครือข่ายฯ เห็นว่าการประกาศนโยบายถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่ยังจำเป็นต้องมีมติคณะรัฐมนตรีที่ชัดเจนและมีการจัดสรรงบประมาณรองรับให้ทันปีงบประมาณ 2570 มิฉะนั้น อาจเผชิญปัญหาความล่าช้าเช่นเดียวกับกรณีเงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้า นอกจากนี้ เครือข่ายฯ ยังได้ยกกรณีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นตัวอย่างของผลกระทบจากระบบคัดกรองความยากจน โดยเห็นว่าการใช้เกณฑ์คัดกรองที่ซับซ้อนและการพึ่งพาฐานข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนหนึ่งตกหล่นจากระบบสวัสดิการ ทั้งที่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ควรได้รับความช่วยเหลือ


สำหรับกรณีเงินอุดหนุนเด็ก พบว่า เด็กที่มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจำนวนไม่น้อยยังไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการดังกล่าวได้ โดยข้อมูลที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่ามีเด็กยากจนตกหล่นจากระบบสูงถึงร้อยละ 34 สะท้อนให้เห็นข้อจำกัดของการคัดกรองรายได้และสถานะความยากจน  ดังนั้น เครือข่ายฯ จึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับแนวทางสู่การจัดสวัสดิการแบบถ้วนหน้า ซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการคัดกรอง เพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงสิทธิ และทำให้เด็กเกือบ 1 ล้านคนได้รับประโยชน์เพิ่มเติม โดยใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 5,000 ล้านบาท