เนชั่นทีวี

ข่าว

วิเคราะห์สมการลับไทย-เวียดนาม “อนุทิน” บินด่วนฮานอย การทูตความเร็วสูง 10 วัน 2 รอบ

09 มิ.ย. 2569 | thunchanok_kul

วิเคราะห์สมการลับไทย-เวียดนาม  “อนุทิน” บินด่วนฮานอย การทูตความเร็วสูง 10 วัน 2 รอบ

ไขสมการลับ เบื้องหลังม่านการทูตความเร็วสูง 10 วัน 2 รอบ “อนุทิน” บินด่วนฮานอย ถก "เวียดนาม" พร้อมส่งสัญญาณถึง 2 มหาอำนาจ ห่วงโซ่อุปทานไทย-เวียดนามผูกเป็นเนื้อเดียวกัน

9 มิถุนายน 2569 บทความเรื่อง ‘การทูตความเร็วสูง 10 วัน 2 รอบ: สมการลับไทย-เวียดนาม และแนวร่วมส่งสัญญาณถึงสองมหาอำนาจ’ โดย อาจารย์ กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระ ได้สะท้อนมุมมองต่อการเยือนกรุงฮานอยอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงและทัพเอกชนไทยชั้นนำในสัปดาห์นี้ (8–9 มิถุนายน 2026) รวมถึงการเข้าร่วมประชุม ASEAN Future Forum (AFF) 2026 เกิดขึ้นคล้อยหลังเพียงสิบวันเศษ นับตั้งแต่ประธานาธิบดี โต เลิม ของเวียดนาม เพิ่งเดินทางเยือนกรุงเทพฯ เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ภาพการทูตแบบสลับกันเยือนทันทีทันใด (Back-to-Back Visits) ในเวลาอันสั้นเช่นนี้ ในทางกลยุทธ์ระหว่างประเทศไม่มีคำว่า “เรื่องบังเอิญ”

แม้ฉากหน้าจะถูกเคลือบด้วยความหรูหราของการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม (1976–2026) และถ้อยแถลงเชิงบวกเกี่ยวกับ “ยุทธศาสตร์ 3 เชื่อมโยง” (Three Connects) แต่เจตนาที่แท้จริงเบื้องหลังม่านการทูตความเร็วสูงครั้งนี้ คือความจำเป็นเร่งด่วนเชิงระบบ (Systemic Urgency) ของทั้งสองประเทศ ที่กำลังถูกบีบให้ต้องสร้าง “แนวร่วมร่วมชะตากรรม” เพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

คำถามสำคัญคือ ปัจจัยที่แท้จริงอะไรที่ผลักดันให้เกิดพลวัตอันเร่งร้อนนี้ในเวลานี้?

1. แรงผลักดันหลังม่านจาก “กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ไทย”
ผู้ที่ขับเคลื่อนและจัดฉากการเยือนครั้งนี้อย่างแท้จริง ไม่ใช่ข้าราชการประจำ แต่เป็นกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ข้ามชาติของไทย (Thai Corporate Conglomerates) ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป พลังงานสะอาด และนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งลงทุนในเวียดนามสะสมรวมกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ กลุ่มทุนเหล่านี้กำลังเผชิญหน้ากับ “คอขวดเชิงโครงสร้าง” ในพื้นที่จริง ทั้งข้อจำกัดทางกฎหมายท้องถิ่น โควตาการรับซื้อพลังงานหมุนเวียนของเวียดนาม และความล่าช้าของระบบธุรกรรมข้ามพรมแดน

การนำคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหญ่ ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ คลัง พาณิชย์ และพลังงาน บินด่วนไปฮานอยครั้งนี้ จึงเป็นความตั้งใจของภาคเอกชนไทยที่ต้องการให้ผู้นำระดับสูงทำหน้าที่ “ทลายกำแพงระบบราชการ” (Bureaucratic Bottlenecks) และแปลงนโยบายความร่วมมือให้เป็นมาตรการปลดล็อกทางกฎหมายในทางปฏิบัติทันที

2. ทางหนีไฟจาก “สงครามการค้าและการสวมสิทธิ์” (The Transshipment Shield)
ปัจจัยเร่งด่วนที่สุดในมิติภูมิรัฐศาสตร์คือ แรงกดดันจากสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2026 ทั้งวอชิงตันและปักกิ่งต่างบีบให้อาเซียนต้องเลือกข้าง ในขณะที่กระแสการย้ายฐานผลิตภายใต้กลยุทธ์ “China+1” หลั่งไหลเข้าสู่ไทยและเวียดนาม สหรัฐอเมริกากลับเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) เพราะระแวงว่าทุนจีนกำลังใช้ระเบียงเศรษฐกิจกรุงเทพฯ-ฮานอย เป็นเพียง “ทางผ่าน” เพื่อประกอบและสวมสิทธิ์ส่งออกเลี่ยงภาษี

เจตนาลึกๆ ของการพบกันรอบนี้ คือการที่ไทยและเวียดนามต้อง “เร่งวางระบบท่อสถาบันและการตรวจสอบสัญชาติสินค้าแบบดิจิทัล” (Institutional Plumbing) หากศุลกากรดิจิทัลไร้รอยต่อข้ามแดนและมาตรฐานข้อมูลไม่ประสานเป็นหนึ่งเดียว สินค้าไฮเทคอย่างยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ไทยส่งต้นน้ำไปประกอบปลายน้ำที่เวียดนาม เสี่ยงที่จะโดนมาตรการคว่ำบาตรแบบเหมารวมจากสหรัฐฯ ซึ่งหากเกิดขึ้น เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศจะดิ่งเหวทันที

3. วิกฤตแม่น้ำโขงและภาวะย้อนแย้งด้านแรงงาน (The Shared Existential Crises)

ในมุมของสิ่งแวดล้อมและประชากรศาสตร์ ทั้งสองประเทศเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ (Tipping Point) ปัญหาภัยแล้งและระดับน้ำผันผวนจากการกักน้ำข้ามแดนในลุ่มน้ำโขงปีนี้ คุกคามภาคเกษตรกรรมที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของภาคอีสานไทยและดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเวียดนามอย่างรุนแรง ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นความจำเป็นลึกๆ ในการสร้าง “แนวร่วมการทูตเรื่องน้ำ” (Water Diplomacy) เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองร่วมกับประเทศต้นน้ำ

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยที่ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุขั้นสุดยอด (Super-aged Society) อย่างเต็มตัว กำลังขาดแคลนแรงงานอุตสาหกรรมอย่างหนัก ส่วนเวียดนามแม้มีประชากรวัยแรงงานสูง แต่ก็เริ่มส่งสัญญาณสูงวัยเร็วกว่าคาด ทั้งคู่จึงต้องรีบสร้างกรอบ “การเคลื่อนย้ายแรงงานทักษะข้ามพรมแดน” และจัดตั้งห้องปฏิบัติการระบบอัตโนมัติ (Automation) ร่วมกัน ก่อนที่จะกอดคอกันติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง

บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์

การเดินทางเยือนเวียดนามในสัปดาห์นี้ จึงไม่ใช่แค่พิธีกรรมทางการทูตตามปฏิทิน แต่คือ “การทูตเชิงรุกภาคปฏิบัติการ” (Operational Diplomacy) เพื่อสร้างเอกราชทางเศรษฐกิจท่ามกลางมหาพายุภูมิรัฐศาสตร์

ไทยและเวียดนามกำลังส่งสัญญาณร่วมกันไปยังวอชิงตันและปักกิ่งว่า ห่วงโซ่อุปทานของทั้งสองประเทศได้ผูกโยงเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว มหาอำนาจไม่สามารถแยกสลายหรือกดดันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเดี่ยวๆ ได้อีกต่อไป

ความท้าทายของผู้นำยุคนี้คือ จะสามารถแปลง “ความจำเป็นเร่งด่วนหลังม่าน” เหล่านี้ ให้กลายเป็นการลงมือปฏิบัติจริงที่รวดเร็ว ทันเวลา และก้าวข้ามความผันผวนของโลกปี 2026 ได้อย่างชาญฉลาดเพียงใด เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ... แต่คือเรื่องของความอยู่รอดทางเศรษฐกิจร่วมกัน