จากรายงานข่าวบอกว่า นายแสวงอาจจะไม่ผ่านผลการประเมิน และอาจจะไม่ได้ไปต่อในฐานะเลขาธิการ กกต. ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งตามสัญญาจ้าง มีการประเมินรายปี และมีข้อมูลจากนักวิชาการและอดีต กกต. ว่า หากคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่า 60 คะแนน อาจนำไปสู่การยกเลิกสัญญาจ้างได้ ซึ่งภาคประชาสังคมได้เปรียบเทียบการเลือกตั้งของประเทศไทยกับประเทศอื่น ๆ โดยประเทศไทยมีคะแนนประเมินต่ำกว่า 50 ซึ่งไม่ผ่านเกณฑ์
แต่คำถามที่สำคัญคือ ถ้าเป็นการประเมินผลงานการเลือกตั้งเมื่อปี 2568 ทำไมถึงมีข่าวความชัดเจนออกมาช่วงปี 2569 มีนัยสำคัญอะไร การประเมินที่ล่าช้าแบบนี้สะท้อนปัญหาการบริหารภายใน กกต. เองหรือไม่ หรือปล่อยข่าวโยนหินถามทาง
ทั้งนี้ ถ้าเลขาฯ กกต. ถูกประเมินว่าสอบตก ประชาชนก็มีสิทธิ์ถามต่อ และคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 7 คน ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลเลขาฯ กกต.อีกทีหนึ่ง ต้องรับผิดชอบต่อผลงานนี้อย่างไร เพราะเลขาฯ ไม่ได้ทำงานลอย ๆ แบบไม่มีผู้กำกับดูแล เขารายงานกลับไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 7 คน
"ในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ที่สังคมกำลังกังวลว่า จะมีการเป่าคดีฮั้ว สว. หรือไม่ เพราะมีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเกี่ยวข้องด้วย หรือจะทำให้มันจบเร็วหรือทำให้มันอ่อนแรงลงเป็นสุญญากาศ อาจจะไม่มีความชัดเจนวันที่ 11 มิถุนายนนี้ ก็อยากให้จับตาดูว่า ครบ 90 วันแล้ว ก็ยังคลุมเครืออยู่ว่า จะเกิดอะไรขึ้น ทำให้ประชาชนอาจเข้าใจผิดว่า จบหมดแล้วทุกคดี ทั้ง ๆ ที่สำนวนของ DSI และอัยการสูงสุด อยู่บนฐานกฎหมายคนละตัวกัน เช่น เส้นทางฟอกเงิน อั้งยี่ การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงต้องบอกว่าไม่จบง่าย ๆ แน่ เพราะประชาชนจับตาเรื่องนี้อยู่" นายภัณฑิล กล่าว
นายภัณฑิล ยังฝากถามถึง กกต. ว่า การประชุมคณะกรรมาธิการครั้งหน้าจะมาหรือไม่ จะมีการแถลงหรือมีมติใดเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. ต้องบอกประชาชนให้ชัดว่า มีกี่คน มีหลักฐานใดบ้าง และมตินั้นมีผลต่อสำนวนของ DSI ตามกฎหมายข้อใด และสำนวนคดีฮั้ว สว. เข้าสู่ที่ประชุมของ กกต. ชุดใหญ่แล้วหรือยัง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อยู่ในมือของ DSI แล้ว ไม่ผิดไม่ได้ เพราะมีเส้นทางทางการเงินและบันทึกการสื่อสารในกลุ่มไลน์ หากมีการเปลี่ยนเลขาฯ กกต. ใครจะรับผิดชอบการบรรจุวาระ ส่งสำนวนประสาน DSI อัยการ และชี้แจงต่อรัฐสภา
อย่าให้ข้ออ้างการเปลี่ยนตัว กกต. มาเป็นเหตุสำคัญให้คดีนี้ถูกแช่แข็งเอาไว้
ทั้งนี้ หากประชุม กมธ. แล้ว กกต. ไม่มาตอบ เรื่องความโปร่งใสในการจัดการเลือกตั้ง ความเชื่อมั่นของประชาชนก็จะยิ่งเสียหาย เพราะนี่เป็นเครื่องยืนยันว่า ไม่กล้ามาตอบ ซึ่งการเรียกมาให้ชี้แจงไม่ได้ต้องการตรวจสอบบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เพื่อตอบคำถามว่า การเลือกตั้งครั้งหน้า และการได้มาซึ่ง สว. ในครั้งหน้า ไม่อยากให้มีปัญหาแบบนี้อีก ดังนั้น งานของกรรมาธิการจึงต้องนำไปสู่การแก้กฎหมายและระเบียบให้เป็นรูปธรรม เพื่อให้ประเทศไม่มาเจอกับปัญหา และคำถามเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ประชาชนจะเชื่อได้ขนาดไหนว่า คดีเลือกตั้งจะได้รับการพิจารณาบนมาตรฐานเดียวกันหรือไม่