เนชั่นทีวี

ข่าว

“สุรชาติ” ชำแหละปม MOU 2544 เตือนรัฐบาล "อนุทิน" เสี่ยงทำไทยเสียเปรียบ

02 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

“สุรชาติ” ชำแหละปม MOU 2544 เตือนรัฐบาล "อนุทิน" เสี่ยงทำไทยเสียเปรียบ

“สุรชาติ” สะท้อนมุมมองเชิงลึก กรณีรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ประกาศยกเลิก MOU 2544 และยึดแผนที่ 1:50,000 อาจนำไทยไปสู่ความสูญเสียและเสียเปรียบในเวทีโลก

“สุรชาติ” สะท้อนมุมมองเชิงลึก กรณีรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ประกาศยกเลิก MOU 2544 และยึดแผนที่ 1:50,000 อาจนำไทยไปสู่ความสูญเสียและเสียเปรียบในเวทีโลก

KEY

POINTS

  • ข้อเท็จจริงเรื่องแผนที่: การยึดถือแผนที่ 1:50,000 ไม่สามารถนำไปอ้างอิงในศาลโลกได้ และการปฏิเสธแผนที่ 1:200,000 อาจส่งผลกระทบต่อสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสที่มีผลผูกพันทางกฎหมายมาตั้งแต่อดีต

     
  • ผลกระทบของการยกเลิก MOU2544: การยกเลิกข้อตกลงเป็นการทำลายความได้เปรียบที่ไทยเคยมี และจะบีบให้ไทยเข้าสู่กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับภายใต้กฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อผลประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อน

     
  • ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องเส้นเขตแดน: อดีตทูตย้ำว่าเส้นอ้างสิทธิไหล่ทวีปของกัมพูชาไม่ได้เกี่ยวกับการมีหรือไม่มี MOU2544 แต่มีมานานแล้ว การประกาศยกเลิกจึงไม่ได้ทำให้เส้นอ้างสิทธิของกัมพูชาหายไปตามความเข้าใจของรัฐบาล

2 มิถุนายน 2569 วิเคราะห์เจาะลึกปมร้อน MOU 2544 เมื่อผู้เชี่ยวชาญด้าน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ออกโรงเตือนรัฐบาลถึงข้อเท็จจริงทาง กฎหมายระหว่างประเทศ และผลกระทบต่อ อธิปไตยทางทะเล ที่อาจบานปลายจากการตัดสินใจของฝ่ายการเมืองโดยขาดความเข้าใจที่รอบด้าน


ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้เขียนบทความถึงประเด็นดังกล่าวระบุว่า 


"ปฏิเสธไม่ได้ว่า พรรคภูมิใจไทยได้รับความนิยมจากประชาชนจำนวนไม่น้อย จากกระแสชาตินิยมที่สืบเนื่องจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา"


ที่ผ่านมาบทบาทของพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่ก่อนเข้ามาเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยสมัยแรก กระทั่งชนะเลือกตั้งเข้ามาเป็นรัฐบาลสมัยที่ 2 คือ การเปิดไปเขียวและสนับสนุนกองทัพในทุกมิติ เพื่อทำสงครามตามแนวชายแดน เอาชนะกัมพูชาให้ได้ ขณะเดียวกันก็ปิดด่านพรมแดนตลอดแนว กระทั่งล่าสุดก็ประกาศยกเลิก MOU2544 แบบฝ่ายเดียว เพื่อยุติปัญหา “พื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย” หรือภาษาทางการเรียกว่า “พื้นที่อ้างสิทธิ์” จากการประกาศเขตไหล่ทวีปของทั้งสองประเทศ

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

 

แม้การกระทำของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ผ่านมา จะมีเสียงท้วงติงบ้าง แต่กระแสสนับสนุนมีมากกว่า กระทั่งระยะหลังที่ “ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ” และบรรดา “กูรู” ทั้งหลายเริ่มออกมาตั้งข้อสังเกตเชิงตำหนิ เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายของรัฐบาลต่อกัมพูชา เพราะฝ่ายกัมพูชายังคงเคลื่อนไหวไม่หยุด และเริ่มชิงจังหวะความได้เปรียบเหนือไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะในเวทีระหว่างประเทศ


ทำให้นายกฯ อนุทิน แสดงท่าทีผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของตนเองหลายครั้ง โดยเฉพาะ 2 ครั้งล่าสุดที่ดูจะสร้างกระแสวิจารณ์ตามมา คือ การยกข้อดีของการยกเลิก MOU2544 ว่าจะทำให้ไม่มีเส้นลากผ่านเกาะกูดของไทยอีกต่อไป 


กับอีก 1 ข้อความคือ การประกาศว่า ไทยไม่ยอมรับแผนที่ 1:200,000 และจะไม่คุยกับกัมพูชาหากยังอ้างแผนที่มาตราส่วนนี้ เพราะไทยจะยึดแผนที่ 1:50,000 เท่านั้น 

 

ปรากฏว่าทั้ง 2 ประเด็นถูกทักท้วงจากผู้รู้ในแวดวงการต่างประเทศ ทั้งอดีตทูตมืออาชีพ และนักวิชาการชื่อดัง

 

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. สุรชาติ ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ อนุทิน กรณีออกมาประกาศไม่คุยเรื่องเส้นเขตแดนกับกัมพูชา หากยังใช้แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ไม่ใช่ 1:50,000

“สุรชาติ” ชำแหละปม MOU 2544 เตือนรัฐบาล "อนุทิน" เสี่ยงทำไทยเสียเปรียบ

 

อาจารย์สุรชาติ อธิบายว่า คำประกาศของนายกฯ เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เกี่ยวกับการใช้แผนที่เพื่อกำหนดเส้นเขตแดน เพราะแผนที่ที่จะนำไปใช้ในเวทีระหว่างประเทศหรือศาลโลกได้นั้น มีเพียง "แผนที่ปักปัน" ที่ได้รับการให้สัตยาบันแล้วเท่านั้น


อาจารย์สุรชาติ อธิบายต่อว่า ในบริบททางประวัติศาสตร์ เส้นเขตแดนทางบกของไทยกับกัมพูชาอ้างอิงตามสนธิสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างสยามกับฝรั่งเศส จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ ปี ค.ศ. 1893, 1904 และ 1907 ซึ่งจุดชี้ขาดคือ แผนที่ที่จัดพิมพ์ในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1908 โดยรัฐบาลสยามในขณะนั้นได้ร้องขอให้รัฐบาลฝรั่งเศสเป็นผู้พิมพ์ขึ้นที่กรุงปารีส จำนวน 50 ชุด เก็บไว้ที่สถานทูต 6 ชุด และส่งกลับมากรุงเทพฯ 44 ชุด


แผนที่ฉบับนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการให้สัตยาบัน ที่พ่วงอยู่กับตัวสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส และเป็นแผนที่ที่กำหนดเส้นเขตแดนของสยาม มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การปฏิเสธแผนที่ฉบับนี้จึงเท่ากับการปฏิเสธตัวสนธิสัญญาทั้งหมด ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ


อาจารย์สุรชาติ ยังได้ยกกรณีศึกษา “คดีปราสาทพระวิหาร” เมื่อปี พ.ศ. 2505 ซึ่งเป็นบทเรียนราคาแพงของไทย เพราะการสู้คดีในศาลโลกยุคนั้น รัฐบาลสมัยจอมพลสฤษดิ์ยื่นแผนที่ให้กับศาลโลก โดยใช้แผนที่ที่ระบุว่า เป็นแผนที่ที่ผู้เชี่ยวชาญไทยทำขึ้น ซึ่งก็เหมือนกับแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ที่พูดกันในวันนี้


ขณะที่กัมพูชายื่น “แผนที่ปักปัน” เป็นหลักฐานในศาลโลก และกัมพูชาก็ชนะคดี ทำให้สรุปได้เลยว่า แผนที่ที่ผู้เชี่ยวชาญไทยทำขึ้นเอง มีน้ำหนักในศาลแค่ไหน


อาจารย์สุรชาติ ยังยกตัวอย่างเพิ่มเติมอีกว่า “แผนที่ทางทหาร” ที่จัดทำขึ้นในมาตราส่วน 1:50,000 เช่น L7017 หรือ L7018 ที่รัฐบาลหรือกลุ่มการเมืองบางกลุ่มพยายามเรียกร้องให้ใช้นั้น ไม่สามารถนำมาอ้างอิงทางกฎหมายระหว่างประเทศได้ เนื่องจากที่ขอบระวางของแผนที่เหล่านี้ มีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "เส้นเขตแดนระหว่างประเทศที่ปรากฏอยู่ในแผนที่นี้ ไม่ได้เป็นทางการ" การนำแผนที่ที่ระบุชัดเจนว่าไม่เป็นทางการไปใช้ ย่อมไม่มีทางได้รับการยอมรับจากนานาชาติ

 

เรื่องนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดพลาดต่อสากล สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไทยและนายกฯ ไทยไม่เข้าใจหลักกฎหมายระหว่างประเทศ จึงขอให้นายกฯ ทบทวนเรื่องนี้เป็นการด่วน

 

อาจารย์สุรชาติ ยังพูดถึงประเด็นการยกเลิก MOU 2544 ที่นายกฯ ระบุว่าจะทำให้เส้นเขตไหล่ทวีปที่กัมพูชาลากผ่าเกาะกูดหายไป ซึ่งก็ไม่เป็นความจริงเช่นกัน และโดยข้อเท็จจริงแล้ว แผนที่แนบท้าย MOU 2544 ก็ไม่ได้ลากเส้นตัดผ่านเกาะกูด แต่อ้อมใต้เกาะกูดเหมือนเตาขนมครก
 

อาจารย์สุรชาติ ย้ำว่า ในความเป็นจริงแล้ว MOU 2544 จัดทำขึ้นในบรรยากาศที่ฝ่ายไทยเข้มแข็ง และมีอำนาจต่อรองสูงกว่ากัมพูชามาก ทำให้กัมพูชายอมไทยหลายเรื่อง รวมถึงการไม่ลากเส้นผ่าเกาะกูดในแผนที่แนบท้าย MOU ฉะนั้นการยกเลิก MOU จึงถือเป็นการ "ยกเลิกความได้เปรียบของไทย"

 

ฉะนั้น เมื่อรัฐบาลไทยตัดสินใจประกาศยกเลิก MOU 2544 ฝ่ายไทยจะต้องเตรียมรับมือกับผลกระทบทางกฎหมายที่จะตามมาทันที นั่นคือการล้มเลิกกระบวนการเจรจาแบบทวิภาคี และเมื่อเวทีเจรจาทวิภาคีถูกปิดลง กฎหมายทะเล หรือ UNCLOS จะบังคับให้ข้อพิพาทนี้เดินหน้าไปสู่กระบวนการ "ประนีประนอมภาคบังคับ" ซึ่งเป็นขั้นตอนทางกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยจะถูกบีบให้ต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจนำมาซึ่งความสูญเสียมากกว่าการคงอยู่ของ MOU 2544

 

อีกด้านหนึ่ง อดีตทูต รัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตเอกอัครราชทูตไทย และอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก "ทูตนอกแถว” แสดงความเห็นเรื่องการยกเลิก MOU 2544 ว่า คุณอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรีกำลังบอกว่า เมื่อไม่มี MOU 2544 แล้ว เส้นอ้างสิทธิในไหล่ทวีปของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งลากผ่านเกาะกูดของไทย ก็จะหายไปตามไปด้วย


อดีตทูต รัศม์ อธิบายว่า ข้อความนี้ไม่น่าจะถูกต้อง และไม่ทราบว่านายกฯ อนุทินไปฟังใครมา เพราะข้อเท็จจริงคือ กัมพูชาประกาศเส้นอ้างสิทธิในไหล่ทวีปในบริเวณอ่าวไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายของกัมพูชา เส้นอ้างสิทธิในไหล่ทวีปนี้ มีมาก่อนการทำ MOU ในปี พ.ศ. 2544 เสียด้วยซ้ำ


ฉะนั้นการยกเลิก MOU2544 จึงไม่ได้ทำให้เส้นอ้างสิทธิฯ ของกัมพูชาหายไป และหากยึดตามตรรกะเดียวกัน ถ้าเช่นนั้นเส้นอ้างสิทธิในไหล่ทวีปของไทย ที่มีพระบรมราชโองการประกาศในปี พ.ศ. 2516 จะพลอยหายไปด้วยหรือเปล่า เพราะเขตไหล่ทวีปของไทยประกาศตามพระบรมราชโองการ จึงขอถามนายกฯ อนุทินว่า จะเอาอย่างนั้นเลยหรือไม่ เรื่องนี้สะท้อนว่า นายกฯ น่าจะไปฟังคนที่ไม่รู้จริง และไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง เชื่อว่าไม่ได้ฟังจากกระทรวงการต่างประเทศอย่างแน่นอน

 

“เรื่องนี้น่าจะเป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก และในแง่หนึ่งอาจเข้าข่าย การไม่ได้นำความจริงที่ถูกต้องเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วย” อดีตทูต รัศม์ ระบุทิ้งท้ายเอาไว้ในข้อเขียนที่เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก “ทูตนอกแถว”