ทวี สอดส่อง ชำแหละงบ AI รัฐบาล ซัดซื้อสิทธิ์ต่างชาติหรือไทย?
01 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

“ทวี สอดส่อง” หัวหน้าพรรคประชาชาติ กางรายงาน กมธ. AI สภาฯ จี้รัฐบาลทบทวนโครงการ TH-AI Passport 1.6 พันล้าน หวั่นเป็นแค่การเช่าใช้ ไม่ได้สร้างนวัตกรรม
ข่าว
01 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

“ทวี สอดส่อง” หัวหน้าพรรคประชาชาติ กางรายงาน กมธ. AI สภาฯ จี้รัฐบาลทบทวนโครงการ TH-AI Passport 1.6 พันล้าน หวั่นเป็นแค่การเช่าใช้ ไม่ได้สร้างนวัตกรรม
KEY
POINTS
1 มิถุนายน 2569 ท่ามกลางกระแสการพัฒนา เทคโนโลยี AI ที่กำลังพลิกโฉมโลก รัฐบาลถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของงบประมาณโครงการ TH-AI Passport ว่าเป็นการสร้าง ดิจิทัลไทยแลนด์ อย่างยั่งยืน หรือเป็นเพียงการนำภาษีประชาชนไปอุดหนุน บริษัทเทคโนโลยี ต่างชาติให้ผูกขาดตลาดเพียงอย่างเดียวประเด็นดังกล่าว พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า
การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเป็นประเด็นสำคัญต่ออนาคตของประเทศไทย
แต่แนวทางที่รัฐบาลโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ดำเนินโครงการ TH-AI Passport วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท กลับสะท้อนแนวทางการพัฒนา AI ที่แตกต่างจากข้อเสนอในรายงานการพิจารณาศึกษา ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางในการควบคุมและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
คณะกรรมาธิการดังกล่าวได้ศึกษาข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องรวม 74 หน่วยงาน ก่อนจัดทำรายงานแล้วเสร็จ แต่ยังไม่ทันเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากมีการยุบสภาเสียก่อน
อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้ยังสะท้อนมุมมองเชิงนโยบายที่สำคัญต่อทิศทาง AI ของประเทศไทยในอนาคต
เมื่อเปรียบเทียบแนวคิดของโครงการ TH-AI Passport กับข้อเสนอในรายงานของคณะกรรมาธิการ จะเห็นความแตกต่างสำคัญใน 6 มิติ ดังนี้
โครงการ TH-AI Passport ใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อจัดหาสิทธิ์การใช้งาน AI จากต่างประเทศและแจกจ่ายให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องมือ AI ได้มากขึ้น
ในทางกลับกัน รายงานของคณะกรรมาธิการเสนอว่า สิ่งที่ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการคือการพัฒนาฐานข้อมูลภาครัฐแบบเปิด (Open Government Data) และข้อมูลในรูปแบบที่เครื่องสามารถอ่านและประมวลผลได้ (Machine-readable Data) เพื่อให้นักพัฒนาและผู้ประกอบการไทยสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปสร้างและพัฒนา AI ของตนเอง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ประชาชนจะได้ใช้ AI ฟรีหรือไม่ แต่คือประเทศไทยจะเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี หรือจะเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีของตนเองในอนาคต
ข้อมูลที่คณะกรรมาธิการศึกษาแสดงให้เห็นว่า อุตสาหกรรม AI ของไทยมีศักยภาพเติบโตสูง แต่ผู้ประกอบการและสตาร์ตอัปไทยจำนวนมากยังขาดแคลนเงินทุนและโอกาสในการแข่งขัน
เมื่อรัฐใช้งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาทในการจัดซื้อสิทธิ์ใช้งานจากต่างประเทศ ย่อมมีคำถามว่าทรัพยากรดังกล่าวควรถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการวิจัย พัฒนา และสร้างนวัตกรรม AI ภายในประเทศมากกว่าหรือไม่
หากประเทศไทยต้องการสร้างอุตสาหกรรม AI ที่เข้มแข็ง การลงทุนในผู้ประกอบการไทย นักวิจัยไทย และสถาบันการศึกษาไทย ย่อมสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และองค์ความรู้ภายในประเทศได้มากกว่าการเช่าใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศเพียงชั่วคราว
โครงการ TH-AI Passport มุ่งเน้นการขยายจำนวนผู้เข้าถึงเครื่องมือ AI และกำหนดหลักสูตรการเรียนรู้ประกอบการใช้งาน
ขณะที่คณะกรรมาธิการเสนอแนวทางพัฒนากำลังคนด้าน AI อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน (AI Beginner) ระดับวิศวกรและนักพัฒนา (AI Engineer) ไปจนถึงระดับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญขั้นสูง พร้อมผลักดันระบบสะสมและเทียบโอนหน่วยกิตระดับชาติ (National Credit Bank) เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้กับคุณวุฒิวิชาชีพและตลาดแรงงาน
ความสำเร็จของการพัฒนาคนจึงไม่ควรวัดจากจำนวนผู้ลงทะเบียนหรือผู้ผ่านหลักสูตรเท่านั้น แต่ต้องวัดจากศักยภาพที่เพิ่มขึ้นและความสามารถในการสร้างนวัตกรรมของประเทศ
รายงานของคณะกรรมาธิการตั้งข้อสังเกตว่า การกำหนดนโยบาย การส่งเสริม และการกำกับดูแลเทคโนโลยี หากอยู่ภายใต้กลไกเดียวกัน อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านผลประโยชน์ทับซ้อน จึงเสนอให้แยกบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) ออกจากหน่วยงานส่งเสริมและพัฒนา รวมถึงผลักดันระบบข้อมูลเปิดและการจัดซื้อจัดจ้างที่ตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและตรวจสอบการใช้งบประมาณได้อย่างโปร่งใส
สาระสำคัญของประเด็นนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคของ AI แต่เป็นเรื่องธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นของสังคมต่อการบริหารงบประมาณภาครัฐ
แม้ข้อมูลผู้ใช้งานจะถูกจัดเก็บภายในประเทศ แต่การประมวลผล AI จำนวนมากยังต้องอาศัยโมเดลที่พัฒนาโดยบริษัทต่างชาติ คณะกรรมาธิการจึงเสนอแนวคิด Digital Autonomy หรือการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาและควบคุมโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติได้ด้วยตนเอง
ประเด็นนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงองค์ความรู้ วิธีคิด และข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจกลายเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศในอนาคต
หัวใจสำคัญของความแตกต่างระหว่างสองแนวทางอยู่ที่มุมมองต่ออนาคต แนวทางหนึ่งมุ่งเน้นการเพิ่มการเข้าถึง AI ในระยะสั้นผ่านการจัดซื้อสิทธิ์ใช้งาน ขณะที่อีกแนวทางหนึ่งมุ่งสร้างระบบนิเวศ AI ของประเทศผ่านการลงทุนในข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และนวัตกรรม
คณะกรรมาธิการเตือนว่า หากประเทศไทยไม่เร่งสร้างระบบนิเวศ AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเอง ประเทศอาจสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และความมั่นคงทางเทคโนโลยีในระยะยาว
สรุป วิสัยทัศน์ตามรายงานของคณะกรรมาธิการเสนอว่า "การพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่ผลิตโดยคนไทยจะเป็นปัจจัยสำคัญ ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ช่วยให้ประเทศไทยสามารถลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว"
ข่าวล่าสุด