เนชั่นทีวี

ข่าว

พรรคประชาชาติ ผ่า "ไทยช่วยไทยพลัส" กระตุ้นเศรษฐกิจหรือภาระหนี้?

26 พ.ค. 2569 | titayu_pur

พรรคประชาชาติ ผ่า "ไทยช่วยไทยพลัส" กระตุ้นเศรษฐกิจหรือภาระหนี้?

พรรคประชาชาติ เจาะลึกโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" กับคำถามถึงความคุ้มค่าและภาระหนี้สาธารณะ ที่คนไทยต้องแบกรับในระยะยาว

พรรคประชาชาติ เจาะลึกโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" กับคำถามถึงความคุ้มค่าและภาระหนี้สาธารณะ ที่คนไทยต้องแบกรับในระยะยาว

KEY

POINTS

  • เม็ดเงินหมุนเวียน: โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" (มิ.ย.-ก.ย. 69) คาดการณ์เงินสะพัด 2 แสนล้านบาท กรณีสิทธิ์เต็ม 30 ล้านคน โดยรัฐสนับสนุน 60% และประชาชนสมทบ 40%
     
  • ภาระหนี้สาธารณะ: เงินสนับสนุนจากรัฐ 1.2 แสนล้านบาท มาจากการกู้ยืม ส่งผลให้คนไทยต้องเฉลี่ยรับภาระหนี้สาธารณะเพิ่มคนละ 1,823.71 บาท (ไม่รวมดอกเบี้ย)
     
  • มุมมองทางเลือก: เสนอให้รัฐบาลหันมาเน้นการลดภาระค่าครองชีพในระยะยาว เช่น การลดภาษีพลังงานและการปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้า แทนการแจกเงินแบบเหวี่ยงแห

26 พฤษภาคม 2569 ท่ามกลางความหวังในการกระตุ้น เศรษฐกิจไทย ผ่านโครงการรัฐบาล ไทยช่วยไทยพลัส ที่ตั้งเป้าเม็ดเงินหมุนเวียนสูงถึง 2 แสนล้านบาท ในประเด็น หนี้สาธารณะ ที่เพิ่มขึ้น และการบริหาร งบประมาณ กลายเป็นโจทย์ใหญ่ ที่คนไทยต้องจับตา การ แจกเงิน ครั้งนี้ จะตอบโจทย์ยั่งยืน หรือเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า 


โดย ทีมขับเคลื่อนงานรัฐสภา พรรคประชาชาติ ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ที่ใช้เม็ดเงินจากรัฐ 1.2 แสนล้านบาท ระบุว่า 


ตามที่กระทรวงการคลังได้เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในลักษณะร่วมจ่าย หรือ Co-pay โดยรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณร้อยละ 60 และประชาชนร่วมจ่ายร้อยละ 40 มีกำหนดระยะเวลาดำเนินโครงการรวม 4 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 มีข้อมูลสถิติที่สำคัญและการวิเคราะห์ผลกระทบในมิติต่างๆ ดังนี้

พรรคประชาชาติ ผ่า "ไทยช่วยไทยพลัส" กระตุ้นเศรษฐกิจหรือภาระหนี้?

 


การคาดการณ์เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจภาพรวม พลังการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากการร่วมจ่ายระหว่างรัฐบาลและประชาชน จะช่วยผลักดันให้เกิดกำลังซื้อและเม็ดเงินสะพัดไปสู่ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ โดยแบ่งออกเป็นกรณีตามสถานะและการคาดการณ์ดังนี้


กรณีเป้าหมายสูงสุด ในกรณีที่สิทธิ์เต็มโครงการ 30 ล้านคน เม็ดเงินจากฝั่งรัฐ 120,000 ล้านบาท ผสมกับเม็ดเงินฝั่งประชาชน 80,000 ล้านบาท จะก่อให้เกิดยอดเงินหมุนเวียนสะพัดในระบบเศรษฐกิจอย่างมหาศาล สูงถึง 200,000 ล้านบาท หรือ 2 แสนล้านบาท


กรณีผลลัพธ์วันแรก (25 พฤษภาคม) เมื่อคิดรวมกลุ่มรอตรวจสอบคุณสมบัติทั้งหมดในวันแรก เม็ดเงินจากฝั่งรัฐ 92,874 ล้านบาท ผสมกับเม็ดเงินฝั่งประชาชน 61,917 ล้านบาท จะก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจสูงถึง 154,791 ล้านบาท


กรณีคิดเฉพาะกลุ่มที่สำเร็จแล้วในวันแรก ยอดผู้ลงทะเบียนสำเร็จจำนวน 17,939,830 คน เม็ดเงินจากฝั่งรัฐ 71,759 ล้านบาท ผสมกับเม็ดเงินฝั่งประชาชน 47,840 ล้านบาท จะก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในตลาดทันทีสูงถึง 119,599 ล้านบาท

พรรคประชาชาติ ผ่า "ไทยช่วยไทยพลัส" กระตุ้นเศรษฐกิจหรือภาระหนี้?

 

ภาระหนี้สาธารณะที่ประชาชนทุกคนควรรับรู้และร่วมกันพิจารณา
 

เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้แก่สังคม เกี่ยวกับที่มาของงบประมาณโครงการนี้ มีข้อเท็จจริงทางการคลังที่ประชาชนทุกคนควรร่วมกันพิจารณาดังนี้


ประการแรก เม็ดเงินจากฝั่งรัฐบาลจำนวน 120,000 ล้านบาท (ในกรณีเต็มสิทธิ์ 30 ล้านคน) นั้น

 

แท้จริงแล้วไม่ใช่เงินที่งอกเงยมาจากรัฐบาลเอง แต่เป็นเงินที่มาจากการกู้เงิน ซึ่งส่งผลให้คนไทยทั้งประเทศ ที่มีจำนวนประมาณ 65,800,000 คน ต้องแบกรับความเป็นหนี้สาธารณะร่วมกันเฉลี่ยคนละประมาณ 1,823.71 บาท โดยตัวเลขนี้ยังไม่รวมดอกเบี้ยจากเงินกู้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งสุดท้ายแล้วรัฐบาลจะต้องนำเงินงบประมาณแผ่นดิน ที่เก็บมาจากภาษีของประชาชนทุกคน ไปทยอยชำระคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย
 


ประการที่สอง เม็ดเงินฝั่งประชาชนจำนวน 80,000 ล้านบาท (ในกรณีเต็มสิทธิ์) นั้น เป็นเงินที่ดึงออกมาจากกระเป๋าของประชาชนจำนวน 30 ล้านคนที่ลงทะเบียนและผ่านเกณฑ์เข้าร่วมโครงการโดยตรง ซึ่งจะต้องนำเงินส่วนตัวมาเติมเข้าสู่ระบบเพื่อใช้สิทธิ์ร่วมจ่าย


ค่าใช้จ่ายที่ภาคประชาชนต้องจัดเตรียม (ต่อคน) ในฝั่งของประชาชนผู้ได้รับสิทธิ์ หากต้องการใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามเพดานที่โครงการกำหนด จะมีสัดส่วนการเติมเงินเข้าสู่ระบบดังนี้


ระดับรายวัน ประชาชนต้องเตรียมเงินฝั่งตนเองสูงสุด 133.33 บาทต่อวัน เพื่อใช้ร่วมกับสิทธิ์ของรัฐ 200 บาทต่อวัน ทำให้เกิดยอดซื้อสินค้าจริงรวม 333.33 บาทต่อวัน


ระดับรายเดือน ประชาชนต้องเตรียมเงินฝั่งตนเอง 666.67 บาทต่อเดือน เพื่อใช้ร่วมกับวงเงินสมทบจากรัฐ 1,000 บาทต่อเดือน ทำให้เกิดยอดซื้อสินค้าจริงรวม 1,666.67 บาทต่อเดือน


สรุปตลอดโครงการ ประชาชนต้องเตรียมเงินฝั่งตนเองรวมทั้งสิ้น 2,666.68 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลา 4 เดือน เพื่อรับสิทธิ์สมทบจากรัฐเต็มจำนวน 4,000 บาท รวมเป็นมูลค่าการซื้อสินค้าทั้งสิ้น 6,666.68 บาทต่อคน

 

บทวิเคราะห์และมุมมองทางเลือกในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีแจกเงินร่วมจ่าย (Co-pay) นี้ ในวงกว้างยังมีมุมมองที่หลากหลายว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร ซึ่งมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายส่วนตัวที่เห็นว่า รัฐบาลควรเปลี่ยนไปเน้นการลดภาระค่าครองชีพในระยะยาวและตรงจุดมากกว่า ผ่านแนวทางดังต่อไปนี้ 


การลดราคาพลังงานอย่างจริงจัง ทั้งค่าน้ำมันและค่าไฟฟ้า โดยการปรับลดภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของกลุ่มพลังงานลง ซึ่งสามารถลดราคาน้ำมันได้ประมาณ 7–8 บาทต่อลิตร รวมถึงการหยุดจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันชั่วคราว ซึ่งสามารถลดได้ประมาณ 9–10 บาทต่อลิตร เพื่อลดต้นทุนการผลิตและการขนส่งสินค้าทั้งระบบ


การปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้า โดยการเข้าไปกำกับดูแลและลดสัดส่วนกำไรของกลุ่มทุนผู้ผลิตและขายไฟฟ้าให้แก่รัฐ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและเป็นธรรมกับประชาชน


การจำกัดกลุ่มเป้าหมายในการช่วยเหลือ โดยเงินงบประมาณช่วยเหลือควรมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายที่เดือดร้อนรุนแรงและเปราะบางจริงๆ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แทนการเหวี่ยงแหแจกเงินในวงกว้าง


แม้รัฐบาลจะคาดหวังว่า เม็ดเงินกู้ที่จะนำมาจ่ายจริงนี้จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และตัวเลขเม็ดเงินสะพัดในระบบอาจมีการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้จ่ายจริงของประชาชนตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป แต่เสียงทักท้วงที่รัฐบาลควรรับฟังคือ

 

การเหวี่ยงแหแจกเงินในวงกว้างเช่นนี้ นอกจากจะไม่ประหยัดงบประมาณแผ่นดินแล้ว ยังเป็นการสร้างภาระหนี้สินผูกพันให้กับคนไทยทั้งประเทศมากจนเกินไป และอาจเข้าตำราสุภาษิต “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” ที่เมื่อสิ้นสุดโครงการแล้ว ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน