เนชั่นทีวี

Nation Story

พระเกียรติยศก้องโลก! ฝรั่งเศสถวายเครื่องราชฯ ชั้นสูง 'เลฌียงดอเนอร์' แด่ 'เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี' ชูพระปรีชาสามารถแฟชั่นผ้าไทย

23 พ.ค. 2569 | nation_ent

พระเกียรติยศก้องโลก! ฝรั่งเศสถวายเครื่องราชฯ ชั้นสูง 'เลฌียงดอเนอร์' แด่ 'เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี' ชูพระปรีชาสามารถแฟชั่นผ้าไทย

STORY: พระเกียรติยศก้องโลก! ฝรั่งเศสถวายเครื่องราชฯ ชั้นสูง ‘เลฌียงดอเนอร์’ แด่ ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี’ สะท้อนพระปรีชาสามารถด้านแฟชั่นและการสืบสานพระราชปณิธาน ‘สมเด็จย่า’ นำผ้าไทยผงาดกลางกรุงปารีส

ในยุคที่เทคโนโลยีและ AI สามารถเนรมิตทุกสิ่งได้ในพริบตา คุณคิดว่า “คุณค่าจากสองมือ” ของงานหัตถศิลป์ไทยจะหยัดยืนอย่างไรบนรันเวย์ระดับโลก? ร่วมเจาะลึกเบื้องหลังความหมายของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูง ‘เลฌียงดอเนอร์’ ที่ฝรั่งเศสทูลเกล้าฯ ถวายแด่ ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี’ และคำมั่นสัญญาอันทรงพลังที่จะสืบทอดมรดก ‘แฟชั่นทางการทูต’ ของสมเด็จพระพันปีหลวงให้เกรียงไกรในยุคปัจจุบัน

 

นับเป็นอีกหนึ่งบันทึกประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยและฝรั่งเศส เมื่อ นายเอ็มมานูเอล มาครอง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ได้ลงนามในกฤษฎีกาถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น กร็องตอฟีซีเย (Grand Officier) แห่งตระกูลเลฌียงดอเนอร์ (THE LEGION OF HONOUR) แด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

 

เกียรติยศระดับโลกในครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางความซาบซึ้งในพระกรณียกิจของพระองค์ ที่ทรงมีคุณูปการอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม แฟชั่น และวิถีชีวิตฝรั่งเศสในประเทศไทย รวมถึงการสร้างมิตรภาพที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ซึ่งสอดคล้องอย่างประจวบเหมาะกับห้วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 340 ปีของการติดต่อสัมพันธ์ครั้งแรกระหว่างสยามและฝรั่งเศส และโอกาสครบรอบ 170 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ

 

แต่คำถามที่น่าสนใจคือ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 200 ปีนี้ มีความสำคัญอย่างไร? และเหตุใด "แฟชั่นและงานศิลปะ" จึงกลายมาเป็นเครื่องมือทางการทูตที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้?

🔵[เกียรติยศแห่ง "กองพลทหารเกียรติยศ" สะท้อนสายสัมพันธ์ 170 ปีไทย-ฝรั่งเศส]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์ หรือชื่อในภาษาฝรั่งเศสว่า Ordre national de la Légion d’honneur มีความหมายตามตัวอักษรว่า "กองพลเกียรติยศ" ภายใต้คติพจน์ประจำใจที่ว่า "เกียรติยศและปิตุภูมิ" (Honneur et Patrie) เครื่องราชฯ นี้ได้รับการสถาปนาขึ้นโดย "จักรพรรดินโปเลียน โบนาปาร์ต" เมื่อปี ค.ศ. 1802 เพื่อมอบให้แก่บุคคลที่ทำคุณประโยชน์อย่างโดดเด่นแก่ประเทศฝรั่งเศส ทั้งในด้านทหาร พลเรือน วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ และมนุษยธรรม

 

หากเราย้อนมองประวัติศาสตร์อันยาวนาน ความเกี่ยวดองทางสายสัมพันธ์และการทูตระหว่างไทยและฝรั่งเศสผ่านเหรียญตรานี้มีมาอย่างสืบเนื่อง โดยพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ของไทยหลายพระองค์เคยได้รับถวายในชั้นต่างๆ ได้แก่:

 

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช (รัชกาลที่ 4) ทรงได้รับถวายชั้นสูงสุด กร็อง-ครัว (Grand-Croix) เมื่อปี พ.ศ. 2406

 

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงได้รับถวายชั้นสูงสุด กร็อง-ครัว (Grand-Croix) เมื่อปี พ.ศ. 2503

 

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงได้รับถวายชั้น กร็องตอฟีซีเย (Grand Officier) เมื่อปี พ.ศ. 2550

 

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงได้รับถวายชั้น กร็องตอฟีซีเย (Grand Officier)

 

การถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์ ชั้นกร็องตอฟีซีเย แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในครั้งนี้ จึงเป็นการตอกย้ำถึงการยกย่องในระดับสากล และเมื่อพิจารณาในรายละเอียดของพระกรณียกิจแล้ว เราจะพบว่านี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของพิธีการทูตแบบเดิมๆ แต่เป็นเรื่องของการขับเคลื่อน "แฟชั่นดีไซน์" และ "งานหัตถศิลป์" ให้เป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมยุคใหม่ที่จับต้องได้จริง

 

แล้วงานดีไซน์ของพระองค์ทรงสร้างแรงกระเพื่อมในเวทีโลกอย่างไรบ้าง จนกระทั่งนิตยสารแฟชั่นระดับโลกอย่าง Vogue US ต้องขอคิวสัมภาษณ์พิเศษ?

 

🔵["ข้าพเจ้าจะไม่ทำให้สมเด็จย่าผิดหวัง" คำมั่นสัญญาเพื่อสืบทอดมรดกแผ่นดิน]

ความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่สะเทือนวงการแฟชั่นโลกขณะนี้ คือนิทรรศการประวัติศาสตร์ "ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity" ซึ่งจัดขึ้น ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะการตกแต่ง (Musée des Arts Décoratifs) กรุงปารีส ระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม ถึง 1 พฤศจิกายน 2569 เพื่อถ่ายทอดมรดกภูมิปัญญาไทยผ่านฉลองพระองค์และงานหัตถศิลป์ชั้นสูงกว่า 200 รายการ

 

ในฐานะองค์อุปถัมภ์โครงการ สมเด็จเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ได้ประทานสัมภาษณ์พิเศษแก่ Vogue US ถึงแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ในการสืบสานพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หรือ "สมเด็จย่า" ของพระองค์ โดยทรงเล่าถึงแนวคิดเชิงลึกที่แสนแยบยลว่า

 

“สมเด็จย่าทรงใช้แฟชั่นเหมือนสื่อกลางทางการทูต ในการส่งสารอย่างแยบยล นั่นคือวิธีอันชาญฉลาดมากในการนำเสนอรากเหง้าของเรา... ประเทศไทยจำเป็นต้องมีอัตลักษณ์ของตัวเองบนเวทีโลก และพระองค์คือผู้สร้างสิ่งนั้นขึ้นมา”

 

คำสอนของสมเด็จย่าที่ทรงเน้นย้ำว่า "อย่าลืมบ้านเกิดและวัฒนธรรมของตัวเอง จงนำสิ่งดีๆ ของยุโรปกลับมาพัฒนาคนไทย และอย่าทิ้งช่างฝีมือไว้ข้างหลัง" กลายมาเป็นเข็มทิศนำทางในการทำงานของพระองค์ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีหมุนไปอย่างรวดเร็ว

 

พระองค์ทรงชี้ให้เห็นสัจธรรมข้อหนึ่งว่า “งานฝีมือ คือสิ่งหนึ่งที่ AI ทำไม่ได้”

 

ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงให้คำมั่นสัญญาต่อสมเด็จย่าด้วยความตั้งพระทัยจริงว่า “ข้าพเจ้าจะไม่ทำให้พระองค์ผิดหวัง”

 

จากแรงบันดาลใจและคำมั่นสัญญานี้ พระองค์ทรงแปรเปลี่ยนความรักในงานศิลปะมาสู่การลงมือทำจริงอย่างไร ในฐานะนักเขียนแบบและนักออกแบบผู้มีสายเลือดศิลปินเต็มตัว?

 

🔵[จากห้องทรงงานสู่รันเวย์โลก: พระปรีชาสามารถที่ขับเคลื่อนผ้าไทยด้วยแบรนด์ SIRIVANNAVARI]

สิ่งที่ทำให้สังคมยอมรับในพระปรีชาสามารถของสมเด็จเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ คือการที่พระองค์มิได้ทรงทำหน้าที่เพียง "ผู้อุปถัมภ์" เท่านั้น แต่ทรงเป็น "ดีไซเนอร์" และ "ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์" ที่เข้าใจในทุกกระบวนการผลิตอย่างแท้จริง ผ่านแบรนด์แฟชั่นระดับสากลอย่าง SIRIVANNAVARI

 

แบรนด์ SIRIVANNAVARI คือตัวอย่างของการผสมผสานวัฒนธรรมอย่างมีชั้นเชิง พระองค์ทรงนำทักษะการออกแบบสมัยใหม่จากตะวันตก มาหลอมรวมกับเทคนิคการปักและการทอผ้าแบบไทยโบราณ จนเกิดเป็นสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ (Signature) สะท้อนให้เห็นในนิทรรศการที่ปารีสครั้งนี้ ซึ่งมีทั้ง:

 

การนำเสนอความวิจิตรของ "ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ" ของสมเด็จพระพันปีหลวง, สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี และของพระองค์เอง

 

ห้องจัดแสดงกระบวนการทรงงานร่วมกันระหว่างห้องเสื้อชั้นสูงฝรั่งเศสอย่าง Balmain และสถาบันงานปักเก่าแก่ Lesage กับมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ

 

ผลงานนวัตกรรมการปักสะกดสายตาและการใช้วัสดุร่วมสมัยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI เอง ซึ่งเป็นการยกระดับช่างฝีมือไทยให้มีทักษะทัดเทียมมาตรฐานสากล

 

พระปรีชาสามารถด้านการดีไซน์ของพระองค์ ไม่เพียงแต่นำความภาคภูมิใจมาสู่คนไทย แต่ยังเป็นการสร้าง "โอกาสทางเศรษฐกิจ" กลับคืนสู่ชุมชนช่างทอผ้าทั่วประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับคติพจน์ของเครื่องราชฯ เลฌียงดอเนอร์ ที่มุ่งยกย่องการกระทำที่สร้างประโยชน์อันยิ่งใหญ่ให้แก่สังคม

 

การที่ประธานาธิบดีฝรั่งเศสลงนามถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงนี้ แด่สมเด็จเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นบทพิสูจน์ว่า "Soft Power ของไทย" ผ่านแฟชั่นและงานหัตถศิลป์แบบดั้งเดิม มีคุณค่าเหนือกาลเวลาและได้รับการยอมรับในระดับเวทีโลกอย่างแท้จริง

 

ในวันที่โลกหมุนไปข้างหน้าด้วยระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีล้ำสมัย มรดกวัฒนธรรมที่เกิดจากหยาดเหงื่อและลมหายใจของช่างฝีมือไทยในต่างจังหวัด กำลังถูกปัดฝุ่นและเปล่งประกายกลางมหานครปารีสอย่างสง่างาม

 

เมื่อมองภาพนี้แล้ว คุณคิดว่าเราจะร่วมกันสนับสนุนและต่อยอด 'ผ้าไทย' หรือ 'งานฝีมือ' ของไทยในชีวิตประจำวันของเราอย่างไร เพื่อให้ภูมิปัญญาเหล่านี้กลายเป็นอาชีพที่ยั่งยืน และหยัดยืนสู้กับความเปลี่ยนแปลงของยุค AI ได้อย่างภาคภูมิ?