3. ปัญหาเมือง กทม. หนักไม่เท่ากัน- เขตชั้นนอกแบกโจทย์เมืองหนักสุดเกือบทุกประเด็น
* เมื่อพิจารณาตามพื้นที่เขตชั้นของ กทม. พบว่า “เขตชั้นนอก” เป็นพื้นที่ที่ประชาชนมองว่า ปัญหาเมืองมีความสำคัญในระดับ”ค่อนข้างมาก-มากที่สุด” เกือบทุกประเด็น โดย 89.6% “ปัญหาน้ำท่วมขังและการระบายน้ำ”, 87.8% “การจราจรและระบบขนส่งสาธารณะ”, 85.9% “ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และมลภาวะทางอากาศ”, 82.0% “ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” และ 74.2% “การจัดการขยะและความสะอาดของเมือง”
* ขณะที่ “เขตชั้นกลาง” ยังมองปัญหาส่วนใหญ่อยู่ในระดับสูงเช่นกัน โดย 86.3% “ปัญหาน้ำท่วมขังและการระบายน้ำ”, 75.3% “ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และมลภาวะทางอากาศ”, 73.4% “ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” และ 72.7% “การจราจรและระบบขนส่งสาธารณะ” ส่วน เขตชั้นใน มีสัดส่วนผู้มองว่าปัญหาอยู่ในระดับสำคัญค่อนข้างมากถึงมากที่สุดต่ำกว่าเขตอื่นในหลายประเด็น โดยเฉพาะการจราจรและระบบขนส่งสาธารณะอยู่ที่ 47.2% และน้ำท่วมอยู่ที่ 54.4% แต่ยังถือว่า มีสัดส่วนไม่น้อยในประเด็นฝุ่น ความปลอดภัย และขยะ
โจทย์ของ กทม. ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเมืองโดยรวม แต่คือการแก้ “ความเหลื่อมล้ำของประสบการณ์ชีวิตเมือง” เพราะคนแต่ละเขต กำลังเผชิญปัญหาและความเดือดร้อนจากปัญหาเมืองไม่เท่ากัน การแก้ปัญหา กทม. จึงไม่ควรใช้แนวทางเดียวกันทั้งเมือง แต่ควรออกแบบนโยบายแบบ “พื้นที่นำปัญหา”
4. คน กทม. ชี้ “รถติด–ขนส่ง” โจทย์เร่งด่วนอันดับหนึ่งของผู้ว่าฯ คนใหม่
* เมื่อให้เลือกเพียง 1 เรื่องที่อยากให้ผู้ว่า กทม. คนใหม่เร่งแก้ไขมากที่สุด พบว่า “การจราจรและระบบขนส่งสาธารณะ” นำมาเป็นอันดับหนึ่ง (17.8%) รองลงมา คือ ฝุ่น PM 2.5 และมลภาวะทางอากาศ (13.8%), ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน (12.9%), คนไร้บ้าน/ผู้เปราะบางในเมือง (12.3%) และ น้ำท่วมขังและการระบายน้ำ (12.1%)
สะท้อนว่า การจราจรและระบบขนส่งสาธารณะยังเป็น “ภาระชีวิตคนเมือง” เพราะเกี่ยวข้องกับเวลา ค่าใช้จ่าย ความเหนื่อยล้า โอกาสในการทำงาน และคุณภาพชีวิตโดยตรง การที่ปัญหานี้ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งเมื่อให้เลือกเพียงเรื่องเดียว จึงไม่ได้หมายความว่าปัญหาอื่นไม่สำคัญ แต่สะท้อนว่า “การเดินทาง” เป็นปัญหาที่ประชาชนเผชิญซ้ำ ๆ และรู้สึกถึงผลกระทบได้แทบทุกวัน
บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 20
ผลโพลครั้งนี้ คน กทม. กำลังสะท้อนสัญญาณถึงผู้ว่าฯ คนใหม่ว่า เมืองหลวงไม่ได้ต้องการเพียงนโยบายใหญ่หรือคำมั่นในการหาเสียง แต่ต้องการการบริหารเมืองที่แก้ปัญหาชีวิตประจำวันได้จริง ทั้งการเดินทาง น้ำท่วม ฝุ่น ความปลอดภัย ขยะ และการดูแลผู้เปราะบาง
ขณะเดียวกัน ประชาชนยังให้ความสำคัญอย่างมากกับคุณสมบัติของผู้นำเมืองที่ต้องซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีนโยบายที่ชัดเจนพร้อมลงมือทำได้จริง ดังนั้น ผู้ว่าฯ คนใหม่จึงไม่ได้ถูกคาดหวังให้เป็นเพียง “ผู้บริหารโครงการ” แต่ต้องเป็น “ผู้นำเมืองที่สร้างความไว้วางใจ” และสามารถเปลี่ยนปัญหาที่ประชาชนเผชิญทุกวันให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม