"ทวี" จี้รัฐเลิกกู้เงินอุดทุนผูกขาด ซ่อมโครงสร้างแก้รวยกระจุก
13 พ.ค. 2569

"ทวี สอดส่อง" อัดรัฐบาลกู้เงิน 4 แสนล้านเอื้อกลุ่มทุน ซัดโครงสร้างพลังงาน-ค้าปลีกบิดเบี้ยว ทำประชาชนแบกหนี้ แต่กำไรปันผลเข้ากระเป๋าเจ้าสัว จี้ปฏิรูปคืนความเป็นธรรม
ข่าว
13 พ.ค. 2569

"ทวี สอดส่อง" อัดรัฐบาลกู้เงิน 4 แสนล้านเอื้อกลุ่มทุน ซัดโครงสร้างพลังงาน-ค้าปลีกบิดเบี้ยว ทำประชาชนแบกหนี้ แต่กำไรปันผลเข้ากระเป๋าเจ้าสัว จี้ปฏิรูปคืนความเป็นธรรม
13 พฤษภาคม 2569 เปิดปม ความเหลื่อมล้ำ เชิงโครงสร้างเมื่อ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง แฉวงจรเงินกู้รัฐบาลที่ไหลกลับสู่มือ ทุนผูกขาด ขณะที่ประชาชนแบกภาระ หนี้สาธารณะ และ ค่าไฟ แพงลิ่ว เจาะลึกวิกฤตพลังงานและค้าปลีก ที่สร้างกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางความยากจนที่กระจายตัว พร้อมข้อเสนอหยุด "งบค้างท่อ" ที่เผาเงินภาษีไปกับ ดอกเบี้ยเงินกู้ วิเคราะห์ทางออกประเทศไทยผ่านหลักการ ความยุติธรรมเชิงโครงสร้าง เพื่อหยุดวงจรรวยกระจุกจนกระจาย และรักษาสมัดส่วนรัฐวิชาหกิจเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่า ต้องแก้ปัญหา "รวยกระจุก จนกระจาย" เลิกระบบ “หนี้และดอกเบี้ยเป็นของประชาชน แต่กำไรเป็นของกลุ่มทุนผูกขาด” ในขณะที่ฝ่ายค้านได้ยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่ ซึ่งเป็นกระบวนการตรวจสอบความชอบธรรมตามกฎหมายสูงสุดที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน คือ "ความไม่ชอบธรรมเชิงโครงสร้าง" ของระบบเศรษฐกิจที่เอื้อกลุ่มทุนผูกขาดและอำนาจเหนือตลาด ซึ่งสร้างความเหลื่อมล้ำที่ประชาชนต้องแบกรับเกิดจากโครงสร้างที่บิดเบี้ยว ดังนี้
1.วิกฤตค้าปลีกและอำนาจเหนือตลาด วงจร "เงินผ่านมือ" ตาม พ.ร.ก. วางกรอบว่าเม็ดเงินกู้ 200,000 ล้านบาทในงวดแรก จะส่งถึงประชาชนผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" แต่โครงสร้างปัจจุบันถูกออกแบบมาให้เงินไหลเข้าสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจ ที่คนตัวเล็กเสียเปรียบตั้งแต่วันแรก ความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน ร้านอาหารเล็ก ร้านค้าชุมชน และผู้ค้ารายย่อยจำนวนมาก ตกอยู่ในสภาวะที่ต้องพึ่งพาระบบค้าส่ง ของทุนขนาดใหญ่เพื่อจัดหาวัตถุดิบ
ขณะเดียวกัน “ร้านสะดวกซื้อ” ในปี 2568 มีสูงถึง 15,945 แห่งทั่วประเทศ เมื่อรวมร้านขายส่งที่เป็นบริษัทเดียวกันอีก จึงมีรวมกันกว่า 21,000 แห่งทั่วประเทศ ครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 70% เงินกู้รัฐจึงเป็นเพียง “เงินผ่านมือประชาชน” ที่สุดท้ายจะไหลกลับไปเป็นกำไรสะสมของกลุ่มทุนในเวลาอันสั้น เป็นโครงสร้างที่คนตัวเล็กถูกทิ้งไว้ข้างหลังเสมอ
2.วิกฤตพลังงาน ภาระประชาชนบนความมั่งคั่งของกลุ่มทุน ในขณะที่ประชาชนควักเนื้อจ่ายค่าน้ำมันจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว แต่งบการเงินไตรมาส 1/2569 ของบริษัทยักษ์ใหญ่โรงกลั่นน้ำมันกลับ “รวยจนทนไม่ไหว” กวาดกำไรสุทธิสูงถึง 19,481 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปีที่แล้วที่มีกำไรเพียง 2,458 ล้านบาท เท่ากับกำไรพุ่งพรวดเดียว 17,023 ล้านบาท หรือโตกว่า 450% ภายใน 3 เดือน! โดยเฉพาะรายได้จากการขายที่ทะยานสูงถึง 114,809 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาลยังทำเป็นไขสือแสร้งตามหา “ไอ้โม่ง” ที่ฟันกำไรจากวิกฤตน้ำมันนี้คือ เบาะแสชี้ถึงหลักฐานที่สำคัญ หรือกรณีกลุ่มไฟฟ้าเอกชนแห่งหนึ่งที่ขายไฟให้รัฐรายงานกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โตกว่า 40% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า กวาดกำไรเพิ่มขึ้นกว่า 1,490 ล้านบาท
ข้อมูลเชิงประจักษ์เหล่านี้คือหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า โครงสร้างพลังงานไทยกำลังป่วยขั้นรุนแรง ถึงเวลาที่รัฐบาลและรัฐสภาต้องหันมาซ่อมถังเศรษฐกิจที่รั่วให้ประชาชนเสียที
3.สร้างความรับผิดชอบหน่วยรับงบประมาณให้ใช้งบลงทุนตามเวลาที่ได้อนุมัติ ที่ผ่านมาใช้ไม่เกิน 20% เป็นเหตุให้งบค้างท่อจำนวนมาก ซึ่งในทางบัญชีบริหาร นี่คือความล้มเหลวอย่างร้ายแรง การกู้เงินมาแล้วใช้ไม่หมด แต่ "ดอกเบี้ยเดินตั้งแต่วินาทีแรก" คือการเอาเงินภาษีของประชาชนไปเผาทิ้งเปล่าๆ รัฐบาลกู้เงินเกินความสามารถในการเบิกจ่ายซึ่งเป็นการสร้างภาระโดยไม่จำเป็น ข้อมูลเชิงประจักษ์ ในปีงบประมาณ 2567-2568 รัฐต้องจ่ายดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเงินกู้สูงถึง 451,000 ล้านบาท ภาระหนี้และดอกเบี้ยทั้งหมดนี้ตกอยู่กับประชาชนและลูกหลานในอนาคต
ผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรต้องรอติดตาม แต่ในมุมมองเชิงโครงสร้าง "ความยุติธรรมต้องมาก่อนเงินกู้" รัฐบาลต้องเลิกอุดรูรั่วด้วยการสร้างหนี้ ด้วยการคุ้มครองสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน รัฐต้องรักษาสัดส่วนการถือครองกิจการไฟฟ้า น้ำมัน และน้ำประปา ไว้ไม่น้อยกว่า 51% เพื่อให้รัฐยังมีอำนาจกำหนดนโยบาย ควบคุมราคา และรักษาผลประโยชน์ของประชาชน และเร่งแก้ไขหรือปฏิรูปกฎหมายแข่งขันทางการค้าให้เกิดความสมดุลการค้าระหว่างการค้าเสรีกับการป้องกันการผูกขาด การฮั้วราคา การขายตัดราคา และการใช้อำนาจเหนือตลาดเอาเปรียบผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเฉพาะในภาคค้าปลีก ค้าส่ง และแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่กำลังควบคุมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำในเวลาเดียวกัน ประการสำคัญที่สุดคือการแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำรัฐด้วยหลักการประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง เพื่อให้ประชาชนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง
ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนรอยต่อสำคัญทางประวัติศาสตร์ หากรัฐยังใช้นโยบายก่อหนี้ เพื่อประคองโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิม โดยไม่ปฏิรูปความเป็นธรรมเชิงโครงสร้าง วิกฤตจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ถึงเวลาที่รัฐต้องเลิกอุดรูรั่วด้วยเงินกู้ แล้วหันมาซ่อมถังด้วยการสร้างความเป็นธรรม หากไม่ทำเช่นนั้น เงินกู้ 400,000 ล้านบาทนี้ จะเป็นเพียงภาษีที่ประชาชนกู้มาเพื่อจ่ายเป็นกำไรปันผลให้กลุ่มทุนผูกขาดเท่านั้น
ข่าวล่าสุด