"ทวี" ปูด “ค่าไฟทิพย์” 1.09 ล้านล้านบาท! จี้รัฐรื้อโครงสร้าง
20 เม.ย. 2569

"พ.ต.อ.ทวี" เปิดโครงสร้างค่าไฟฟ้าไทย ตลอด 30 ปี ปชช.ต้องแบกรับภาระกว่า 1.09 ล้านล้านบาท ผ่านกลไกค่า Ft เพื่ออุดหนุนโรงไฟฟ้าเอกชน
ข่าว
20 เม.ย. 2569

"พ.ต.อ.ทวี" เปิดโครงสร้างค่าไฟฟ้าไทย ตลอด 30 ปี ปชช.ต้องแบกรับภาระกว่า 1.09 ล้านล้านบาท ผ่านกลไกค่า Ft เพื่ออุดหนุนโรงไฟฟ้าเอกชน
20 เมษายน 2569 พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตีแผ่ปัญหาโครงสร้างค่าไฟฟ้าของไทยที่กลายเป็นภาระหนักของประชาชน โดยระบุว่าตลอด 30 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2538 – 2568) เงินกว่า 1.09 ล้านล้านบาท ถูกโอนจากกระเป๋าประชาชนผ่านค่า Ft ไปหล่อเลี้ยงกลุ่มทุนโรงไฟฟ้าเอกชน
โดย พันตำรวจเอกทวี ระบุว่า “ค่าไฟทิพย์” ราว 1.09 ล้านล้านบาท รัฐต้องเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชน
ไฟฟ้าคือสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นในการดำรงชีวิต และเป็น “หน้าที่ของรัฐ” ตามรัฐธรรมนูญที่ระบุชัดเจนว่า รัฐต้องเป็นเจ้าของไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบเอ็ด และการให้บริการนั้นต้องไม่เป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควร
นโยบายและการบริหารพลังงานไฟฟ้า รัฐมีคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) จำนวน 19 คน มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อีก 7 คน ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากการเสนอของคณะรัฐมนตรี แต่ภาพที่ปรากฏคณะกรรมการทั้ง 2 องค์กร ถูกตั้งคำถามว่า “ปล่อยเกียร์ว่าง” จนทำให้คนไทยต้องแบกรับภาระราคาไฟฟ้าแพงโดยไม่เป็นธรรม แม้เรื่องไฟฟ้ามีความซับซ้อนทางเทคนิคสูง การบริหารจัดการระบบกำลังสำรองและโครงสร้างค่าไฟฟ้า ไม่สามารถคิดแบบบวกลบคูณหารทั่วไปได้ แต่ต้องใช้คณิตศาสตร์เชิงซ้อนและโมเดลทางวิศวกรรมเข้ามาพิจารณาด้วย
นโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาว่า “…ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ในชุมชนและหน่วยงานของรัฐ การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและระบบขนส่งสาธารณะ…” นั้น ส่วนตัวเห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว แต่ความจริงในอดีตของไทย พลังงานสะอาดกลับกลายเป็น ”ฝันร้าย”ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างกำไรให้โรงไฟฟ้าเอกชน ผ่านกับดัก “ค่าใช้จ่ายทิพย์” ที่ดึงเงินจากกระเป๋าประชาชนไปหล่อเลี้ยงกลุ่มทุนผ่าน 2 กลไกหลัก คือ
1. กับดักราคารับซื้อ (Adder และ FiT)
Adder คือ ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า เป็นระบบสนับสนุนยุคแรกของไทย โดยรัฐจะจ่าย "เงินเพิ่ม" เข้าไปจากราคาค่าไฟฟ้าฐาน เช่น ถ้าค่าไฟฐานคือ 3 บาท และมี Adder ให้ 8 บาท ผู้ผลิตจะได้เงินรวม 11 บาท/หน่วย ระบบนี้จูงใจสูงมากแต่ควบคุมต้นทุนยากเพราะจ่ายคงที่ตามหน่วยที่ผลิตได้
FiT (Feed-in Tariff) เป็นระบบที่มาแทน Adder โดยกำหนดราคารับซื้อ "คงที่" ตลอดอายุสัญญา (เช่น 5.60 บาท/หน่วย) ทำให้ภาครัฐคำนวณต้นทุนในอนาคตได้แม่นยำกว่า
ค่า FiTa (FiT Transition/Adjustment) หมายถึง ส่วนต่างของราคารับซื้อแบบ FiT ที่สูงกว่าราคาขายส่งไฟฟ้า (Wholesale Price) ซึ่งส่วนต่างนี้เองที่จะถูกนำไปเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าผ่าน ค่า Ft ในบิลค่าไฟทุกเดือน โดยที่ประชาชนเจ้าของเงินไม่เคยถูกขอความเห็นชอบ
2. โครงสร้างผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน (SPP และ VSPP)
SPP (Small Power Producer) ผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (10 - 90 เมกะวัตต์) มักเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในนิคมอุตสาหกรรม หรือโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดใหญ่
VSPP (Very Small Power Producer) ผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (ต่ำกว่า 10 เมกะวัตต์) ส่วนใหญ่เป็น Solar Rooftop, ฟาร์มโซลาร์ขนาดเล็ก หรือก๊าซชีวภาพในฟาร์มปศุสัตว์
เบื้องหลังยอดเงินกว่า 1.09 ล้านล้านบาท ที่คนไทยต้องจ่าย
จากภาพสีม่วง และภาพสีเขียว ภาพนี้ มุ่งเน้นไปที่ ผลกระทบรวมจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน (SPP และ VSPP) ครอบคลุมช่วงเวลายาวกว่า (ปี 2538 – 2568) โดยแยกประเภทตามลักษณะสัญญา คงที่ หรือ Firm คือมีการการันตีปริมาณไฟฟ้าที่จะส่งเข้าระบบตามช่วงเวลาที่กำหนดแน่นอน ส่วนนี้สะท้อนถึงต้นทุนด้าน "ความมั่นคง" ที่รัฐต้องจ่ายเพื่อให้มีโรงไฟฟ้าสแตนด์บายพร้อมจ่ายไฟตลอดเวลา กับโรงไฟฟ้าไม่คงที่หรือNon-Firm, โรงไฟฟ้ากึ่งคงที่หรือPartial-Firm และโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมาก หรือ VSPP ส่วนนี้ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่ม พลังงานหมุนเวียน ที่การจ่ายไฟไม่สม่ำเสมอ (เช่น แดดหมด ลมไม่มี) และผู้ผลิตรายเล็กมาก ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงต้นทุนในการสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาพรวม ไม่ใช่แค่เรื่องพลังงานหมุนเวียนอย่างเดียว
ภาพที่เสนอกำลังบอกเราว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่พลังงานสะอาดและความมั่นคงของระบบไฟฟ้ามี "ราคา" ที่ต้องจ่าย ซึ่งตัวเลขรวมกว่า 1.09 ล้านล้านบาท คือภาระที่ระบบไฟฟ้า และผู้บริโภค แบกรับมาตลอด 30 ปีที่ผ่านมาที่ดูดจากประชาชนไปโดยรัฐไม่ขอความเห็นจากประชาชนเจ้าของเงินไปให้กับนักลงทุนในธุรกิจผลิตไฟฟ้ารวมทั้งหมด ทั้ง SPP, VSPP เฉพาะในปี 2567 ปีเดียว ภาระส่วนนี้พุ่งสูงถึงประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ที่มีทั้งฟอสซิล และพลังงานทดแทน เป็นเงินที่สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้กับเอกชนโรงไฟฟ้าที่ยังไม่รวมผลประโยชน์ตอบแทนจากการเอาไปซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
เรื่องสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของรัฐ พบว่า ส่วนหนึ่งของ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2566 การสร้างสมดุลระหว่าง "ความมั่นคงทางพลังงาน" กับ "ภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน" โดยมีคำแนะนำว่า
“…รัฐโดย กพช. และ กกพ. ต้องดำเนินการกำหนดกรอบหรือเพดานของสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของเอกชนในระบบผลิตไฟฟ้าของประเทศ และกำหนดปริมาณไฟฟ้าสำรองอันเกี่ยวกับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของเอกชนอันส่งผลต่ออัตราค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากประชาชน ให้สอดคล้องและใกล้เคียงกับความเป็นจริงตามความต้องการใช้ไฟฟ้าของทั้งประเทศในแต่ละช่วงเวลา หากกำหนดกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองสูงเกินสมควร และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์สาธารณะ อาจถูกดำเนินการโดยองค์กรอื่นหรือศาลอื่นได้"
ผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติล่าสุด ที่พบว่า ความเดือดร้อนของประชาชนค่าครองชีพสูง ค่าไฟฟ้าแพง น้ำมันแพง รายได้ไม่พอรายจ่าย เป็นปัญหาของประชาชนสูงสุดเป็นอันดับแรก เรียกว่าถึงขั้น ‘กำหนดกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองสูงเกินสมควร และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์สาธารณะ’ แล้ว ในขณะที่นายทุนพลังงาน“รวยจนทนไม่ไหวแล้ว” ดังนั้นรัฐบาล โดย กพช. และ กกพ. ต้องแก้ไขโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม ไม่ให้ “ค่าไฟทิพย์” ทับถมคนไทยจนโงหัวไม่ขึ้นอีกต่อไปครับ
ข่าวล่าสุด