แฉอาวุธลับกัมพูชา ใช้เกม UNCLOS กดดันไทยหลังยกเลิก MOU 44
10 พ.ค. 2569

อ.กฤษฎา วิเคราะห์กัมพูชาเตรียมพร้อมสู้เกม UNCLOS ชี้ไทยยกเลิก MOU 44 อาจเสียเปรียบคดีทะเล-พลังงาน เมื่อกัมพูชามีอดีตทูตชาวญี่ปุ่น เป็น “อาวุธลับ” สำคัญ
ข่าว
10 พ.ค. 2569

อ.กฤษฎา วิเคราะห์กัมพูชาเตรียมพร้อมสู้เกม UNCLOS ชี้ไทยยกเลิก MOU 44 อาจเสียเปรียบคดีทะเล-พลังงาน เมื่อกัมพูชามีอดีตทูตชาวญี่ปุ่น เป็น “อาวุธลับ” สำคัญ
10 พฤษภาคม 2569 อ.กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระชาวไทยที่พำนักในสหรัฐอเมริกา (แอตแลนตา รัฐจอร์เจีย) มีความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศ รวมถึงไทย-กัมพูชา เปิดเบื้องหลังความมั่นใจของกัมพูชาในการกระโดดเข้ากลไก UNCLOS ใช้เวทีกฎหมายทะเลระหว่างประเทศขีดเส้นเขตไหล่ทวีปใหม่ พร้อมแบ่งทรัพยากรมหาศาลกับไทย โดยมีฝ่ายกัมพูชามี “อาวุธลับ” เป็นแต้มต่อที่ปิดทางเสียเปรียบ
อ.กฤษฎา ให้สัมภาษณ์ซูมข้ามประเทศในรายการ “ข่าวข้นคนข่าว” ทางเนชั่นทีวี โดยตั้งประเด็นวิเคราะห์ว่า การที่ฝ่ายไทยบางกลุ่มเรียกร้องให้ยกเลิก MOU 44 นั้น อาจเป็นการเดินเข้าทางกัมพูชา หรืออาจมีการ "รู้เห็นเป็นใจ" กันในระดับนโยบายของฝ่ายการเมืองก็เป็นได้
เหตุผล คือ 1.MOU คือกรอบการเจรจาทวิภาคี เมื่อไทยยกเลิกฝ่ายเดียว กัมพูชาจะใช้เป็นข้ออ้างในเวทีสากลว่า ไทยไม่ยอมรับแนวทางการทูต และนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการตัดสินของ “คนกลาง” ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ซึ่งกัมพูชา "เตรียมตัวมาดีมาก"
2.การยกเลิก MOU ทำให้ไทยสูญเสียสถานะความได้เปรียบในบางจุดที่เคยตกลงไว้ในกรอบเดิม และเปิดช่องให้กัมพูชาดึงมือที่สามเข้าแทรกแซงได้ง่ายขึ้น
อ.กฤษฎา ขยายความว่า “อาวุธลับ" ของกัมพูชา คือ นายฮิเดฮิสะ โฮริโนอุจิ (Hidehisa) อดีตทูตและผู้พิพากษาชาวญี่ปุ่น นอกจากนั้นกัมพูชายังว่าจ้างที่ปรึกษาระดับโลกเพื่อเตรียมสู้คดีทางกฎหมายทะเลกับไทย
สำหรับ “อดีตทูตญี่ปุ่น” ท่านนี้ หมายถึงอดีตทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชา ซึ่งมีความเชี่ยวชาญสูงและมีสายสัมพันธ์กว้างขวาง ปัจจุบันเป็นผู้พิพากษาในศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ หรือ ITLOS (International Tribunal for the Law of the Sea) ซึ่งเป็นองค์กรตัดสินชี้ขาดเรื่องแนวเขตทางทะเลโดยตรง
ฉะนั้น การมีคนระดับนี้ช่วยร่างคำร้องหรือวางกลยุทธ์ ทำให้กัมพูชารู้ "ช่องโหว่" ของกฎหมายทะเลเป็นอย่างดี และรู้ว่าควรจะพรีเซนต์ข้อมูลอย่างไรให้ศาล หรือแม้ “คนกลาง” อย่างเช่น “คณะกรรมการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ” ต้องรับฟัง โดยกระบวนการ “ไกล่เกลี่ยภาคบังคับ” เป็นขั้นตอนตาม UNCLOS ที่ไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย
อ.กฤษฎา สรุปว่า กัมพูชาเตรียมการอย่างเป็นระบบมานาน จ้างผู้เชี่ยวชาญระดับโลก และมีแผนรองรับหากต้องสู้กันด้วยข้อกฎหมาย
ส่วนไทย แม้จะมีผู้เชี่ยวชาญจากกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และนักวิชาการเก่งๆ หลายท่าน แต่ปัญหาคือ "เอกภาพทางนโยบาย" และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่บ่อยครั้ง ทำให้ยุทธศาสตร์ขาดความต่อเนื่อง
“ไทยอย่าประมาทว่า เรามีทรัพยากรมากกว่า หรือมีกำลังทหารมากกว่า เพราะในเวทีโลก ความเก๋าทางการเมืองโลก และความแม่นยำในกฎหมายเฉพาะทาง คือตัวตัดสิน”
อ.กฤษฎา ยังฝากข้อสังเกตว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเขตแดน แต่เป็นเรื่อง “ผลประโยชน์ทางพลังงาน” มูลค่ามหาศาล การที่ไทยจะเดินหมากตัวไหน ต้องคิดให้รอบด้านว่า เรากำลังแก้ปัญหา หรือกำลังสร้างเงื่อนไขให้กัมพูชาใช้กฎหมายสากลมาบีบไทยให้จนมุม
หรืออาจมองอีกมุมหนึ่งก็ได้ว่า มีข้อตกลงลับระหว่างสองประเทศให้เกิดกระบวนการนี้ คือ ไทยเลิก MOU และสองประเทศเข้าสู่กลไก UNCLOS โดยมี “ผู้กำกับการแสดง” อยู่เบื้องหลัง เพื่อเป้าหมายสุดท้ายคือนำทรัพยากรใต้ทะเลขึ้นมาใช้ “วิน-วิน” ทั้งสองฝ่าย โดยใช้ UNCLOS เป็นคำตอบเพื่อหยุดกระแสชาตินิยมของสองประเทศ
ส่วนฝ่ายไทยก็มีผู้พิพากษา ITLOS คือ ศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ กิตติชัยเสรี แต่ อ.กฤษฎา บอกว่า แม้ไทยจะมีผู้เชี่ยวชาญระดับโลกอยู่ในศาลเดียวกัน แต่การต่อสู้ในเวทีสากลไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลที่เป็นผู้พิพากษาเท่านั้น เพราะผู้พิพากษาต้องมีความเป็นกลาง แต่ขึ้นอยู่กับ "การเตรียมข้อมูลของทีมกฎหมายฝ่ายรัฐบาล"
อ.กฤษฎา เตือนว่า กัมพูชาใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์และบารมีของผู้เชี่ยวชาญต่างชาติในการ "วางกลยุทธ์" มานานแล้ว ในขณะที่ไทยมักจะติดปัญหาเรื่องความขัดแย้งภายในและการเปลี่ยนนโยบายบ่อยครั้ง
ข่าวล่าสุด