เนชั่นทีวี

ข่าว

เปิดมติ ก.พ.ค. 6:1 ชี้โยกย้าย 2 อธิบดีมหาดไทย สมัยภูมิธรรม มิชอบ

08 พ.ค. 2569

เปิดมติ ก.พ.ค. 6:1 ชี้โยกย้าย 2 อธิบดีมหาดไทย สมัยภูมิธรรม มิชอบ

เปิดมติ ก.พ.ค. 6:1 ชี้คำสั่งโยกย้าย 2 อธิบดีมหาดไทย สมัย “ภูมิธรรม เวชยชัย” เป็น รมว.มท. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดระบบคุณธรรม

สะท้อนระบบคุณธรรม! “ก.พ.ค.” ฟันคำสั่ง “โยกย้ายอธิบดีมหาดไทย” สมัย “ภูมิธรรม เวชยชัย” มิชอบด้วยกฎหมาย สะเทือนวงการข้าราชการครั้งใหญ่ ชี้ชัดการย้าย “อธิบดีกรมการปกครอง-อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น” มีลักษณะเร่งรีบ ไม่ใช่เหตุผลจำเป็นของราชการ

 

8 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ที่สำนักงาน ก.พ. นายวรวิทย์ สุขบุญ ประธาน ก.พ.ค. ได้แถลงผลการประชุม ก.พ.ค. (คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม) ว่า ตามที่ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชน เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 กรณีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอรายชื่อต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.)ให้มีการโยกย้ายอธิบดี 2 รายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ในกระทรวงมหาดไทยโดยให้เหตุผลว่า

เพื่อเหตุผลความจำเป็นของราชการ ต่อมาข้าราชการ 2 รายดังกล่าวได้ร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค. เมื่อวันที่ 6 และวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ตามลำดับ ซึ่ง ก.พ.ค. ได้มีมติรับเรื่องร้องทุกข์ไว้พิจารณาและดำเนินการตามกระบวนการ บัดนี้ ก.พ.ค. ได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าว ดังนี้

     

เปิดมติ ก.พ.ค. 6:1 ชี้โยกย้าย 2 อธิบดีมหาดไทย สมัยภูมิธรรม มิชอบ

 

ผลการพิจารณา

     

ก.พ.ค. ฝ่ายเสียงข้างมาก จำนวน 6 เสียง (นายวรวิทย์  สุขบุญ , นายภาณุ  สังขะวร , นายสุรพันธ์  บุรานนท์ ,  นายอติโชค ผลดี , นายธรรมนูญ  เรืองดิษฐ์ และนายชำนาญ  ทิพยชนวงศ์) พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยเสนอชื่อ ผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย (นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น และ นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งเป็นตำแหน่งในขณะนั้น) ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายภูมิธรรม เวชยชัย) ภายหลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบนโยบายแก่ผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งในขณะนั้น

นฤชา โฆษาศิวิไลซ์

 

ผู้ร้องทุกข์ยังดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และอธิบดีกรมการปกครอง ตามลำดับ ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่ต้องนำนโยบายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมอบหมายมา นำไปหาวิธีการหรือแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับภารกิจของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมการปกครอง

 

อีกทั้งในฐานะผู้บริหารของหน่วยงาน ย่อมต้องถ่ายทอดนโยบายสู่ข้าราชการของกรมซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร เพื่อให้ปรากฏประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อหน่วยงานและประชาชนเสียก่อน

 

เปิดเหตุผล ก.พ.ค. ชี้คำสั่งโยกย้ายข้าราชการ 2 อธิบดีมหาดไทย ไม่ชอบ

 

แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่า นายภูมิธรรม ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 ต่อมาวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 ได้ประชุมมอบนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และต่อมาวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ปลัดกระทรวงมหาดไทยกลับดำเนินการเสนอรายชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 รายให้พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและให้พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ตามลำดับ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้เสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี

 

ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์

 

ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ ซึ่งเป็นเวลาเพียง 4 วัน นับแต่วันมอบนโยบาย แสดงให้เห็นว่าไม่มีระยะเวลาให้ผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ได้ดำเนินการนำนโยบายที่ได้รับมอบหมายมาไปสู่การปฏิบัติราชการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมการปกครองเลย ดังจะเห็นได้จากกระทรวงมหาดไทย

 

เพิ่งมีคำสั่งที่ 2704/2568 ลงวันที่ 3 กันยายน 2568 มอบหมายให้ผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 รับผิดชอบเขตตรวจราชการ ซึ่งเป็นระยะเวลาล่วงเลยมา 1 เดือนเศษ นับแต่วันมีคำสั่งแต่งตั้งให้ผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 เป็นผู้ตรวจราชการมีผลโดยเฉพาะกรณีของนายไชยวัฒน์ จะเหลือเวลาปฏิบัติราชการไม่ถึง 1 เดือน ก็จะเกษียณอายุราชการ จึงไม่อาจขับเคลื่อนนโยบาย (แก้ไขปัญหายาเสพติด) ให้สำเร็จได้ และแม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและปลัดกระทรวงมหาดไทยจะมีอำนาจตามกฎหมาย แต่ต้องใช้อำนาจดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย

 

ดังนั้น การเสนอชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย จึงแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ของการกระทำที่มีลักษณะเร่งรีบ อันแฝงไว้ด้วยวัตถุประสงค์อื่นที่มิใช่เหตุผลความจำเป็นของทางราชการที่แท้จริง

     

นอกจากนี้ แม้การโอนผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 รายจากตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมการปกครอง ตามลำดับ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง จะเป็นการโอนให้ไปดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงเช่นกัน ซึ่งทั้ง 2 ตำแหน่งมีเงินประจำตำแหน่งและค่าตอบแทนรายเดือนในอัตราที่เท่ากัน แต่เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบหน้าที่ความรับผิดชอบหลัก กับลักษณะงานที่ปฏิบัติในด้านต่าง ๆ ของตำแหน่งอธิบดีกับตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ตามที่ ก.พ. กำหนดไว้ในมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง จะเห็นข้อแตกต่างอย่างชัดเจนว่าผู้ตรวจราชการกระทรวงไม่มีลักษณะงานที่ปฏิบัติในด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล และในด้านบริหารทรัพยากรและงบประมาณ

 

และเมื่อพิจารณาถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมายตามคำสั่งของกระทรวงมหาดไทยแล้ว ถือเป็นการบริหารงานในฐานะผู้ตรวจราชการและแนะนำการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ หรือให้คำปรึกษาของส่วนราชการระดับกระทรวง และปลัดกระทรวงมหาดไทย ยังได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงและผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นการมอบหมายให้ทำหน้าที่ตรวจราชการในพื้นที่ยุทธศาสตร์ รวมถึงให้มีอำนาจกำกับดูแลในภาพรวมครอบคลุมทุกเขตตรวจราชการ แต่ไม่มีหน่วยงานในสังกัดของตน มีหน้าที่เพียงการตรวจราชการและให้คำแนะนำในการปฏิบัติราชการแก่หน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้มีอำนาจสั่งการให้ปฏิบัติงานและไม่อาจใช้อำนาจในการบริหารรวมถึงการบังคับบัญชาได้จริง

 

ในขณะที่ในส่วนของการดำรงตำแหน่งอธิบดีกรม อันเป็นหน่วยงานเดิมของผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย นั้น ตำแหน่งอธิบดีทำหน้าที่ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของกรม เป็นผู้นำนโยบายจากรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมาสู่การปฏิบัติ และมีอำนาจในการบริหารงาน สั่งการในฐานะผู้บังคับบัญชาข้าราชการทั้งกรม และขับเคลื่อนภารกิจของกรมให้สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

 

อีกทั้ง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมการปกครองนับว่ามีภารกิจเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับการปฏิบัติงานในจังหวัดและพื้นที่ทั่วทั้งประเทศ จึงถือเป็นหน่วยงานที่สำคัญอย่างยิ่งหน่วยงานหนึ่งของกระทรวงมหาดไทย

 

กรณีจึงเชื่อได้ว่า การแต่งตั้งผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 รายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย มิได้เกิดจากความจำเป็นของทางราชการ หรือเหตุผลด้านประสิทธิภาพของทางราชการแต่อย่างใด ดังนั้นการโอนผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย จากตำแหน่งอธิบดีไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง จึงถือเป็นการลดบทบาทและความสำคัญ รวมทั้งความรับผิดชอบของผู้ร้องทุกข์ที่เคยได้รับอยู่ให้ลดน้อยถอยลง และอาจสร้างความเสื่อมเสียต่อเกียรติและชื่อเสียงของผู้ร้องทุกข์ เป็นการกระทำอันมิชอบ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม ตามนัยมาตรา 42 และมาตรา 57 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551

     

อย่างไรก็ตาม แม้การที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย เสนอให้ผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 รายพ้นจากตำแหน่งอธิบดี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จะเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในเวลาต่อมา ว่า นายนฤชา ผู้ร้องทุกข์ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งดังกล่าวเป็นตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีลักษณะเดียวกัน และนายไชยวัฒน์ ผู้ร้องทุกข์อีกรายได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว

 

ดังนั้น การจะเพิกถอนการแต่งตั้งผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 รายจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีในหน่วยงานเดิมย่อมไม่เกิดประโยชน์แก่ทางราชการ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ก.พ.ค. ฝ่ายเสียงข้างมาก จึงมีคำวินิจฉัยให้จำหน่ายเรื่องร้องทุกข์ออกจากสารบบ

     

ก.พ.ค. ฝ่ายเสียงข้างน้อย จำนวน 1 เสียง (นายสิทธิพงษ์ ปึงวงศานุรักษ์) พิจารณาแล้วเห็นว่า การโอนย้ายผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย จากตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและอธิบดีกรมการปกครอง ตามลำดับ ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นไปตามขั้นตอน และวิธีการตามนัยมาตรา 57 วรรคหนึ่ง (2) มาตรา 63 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และกฎ ก.พ. ว่าด้วยการย้าย การโอนหรือการเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งประเภทบริหารในหรือต่างกระทรวงหรือกรม พ.ศ. 2567 และเป็นการใช้ดุลพินิจในการโอนผู้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว คำร้องทุกข์ฟังไม่ขึ้น ก.พ.ค. ฝ่ายเสียงข้างน้อยจึงเห็นควรวินิจฉัยให้ยกคำร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย