"ทวี" ชำแหละงบปี 69 หนี้จ่อพุ่ง 13.4 ล้านล้าน อัดรัฐเสพติดกู้
07 พ.ค. 2569

“ทวี สอดส่อง” เปิดข้อมูลหนี้สาธารณะปี 69 ทะลุ 13.4 ล้านล้านบาท อัดรัฐบาลเสพติดหนี้ กู้เงินผิดที่ผิดทาง กระจุกตัวกลุ่มทุนใหญ่ แต่ประชาชนต้องแบกภาระ
ข่าว
07 พ.ค. 2569

“ทวี สอดส่อง” เปิดข้อมูลหนี้สาธารณะปี 69 ทะลุ 13.4 ล้านล้านบาท อัดรัฐบาลเสพติดหนี้ กู้เงินผิดที่ผิดทาง กระจุกตัวกลุ่มทุนใหญ่ แต่ประชาชนต้องแบกภาระ
7 พฤษภาคม 2569 เปิดข้อมูลเชิงลึก หนี้สาธารณะ ปี 2569 หลังรัฐบาลเตรียมกู้เพิ่มรวม 1.26 ล้านล้านบาท สะท้อนภาวะ วิกฤตการคลัง ที่น่ากังวล พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ชี้พิรุธการจัดสรรงบประมาณที่กระจุกตัวในกลุ่มทุนใหญ่ผ่านช่องทาง พ.ร.ก.กู้เงิน จนอาจทำให้สัดส่วนหนี้จ่อเพดาน วินัยการเงินการคลัง ในอนาคตอันใกล้ โดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า
ปี 2569 รัฐบาล กู้ใหม่ 4 แสนล้าน ทับกู้เดิม 8.6 แสนล้าน รวม 1.26 ล้านล้าน ใครได้ประโยชน์ ? แต่ประชาชนต้องจ่าย
ท่ามกลางวิกฤตทางการคลังที่หนักหน่วง รัฐบาลเดินหน้ากู้เงินมหาศาลผ่าน 2 ช่องทางหลัก คือการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินฉบับใหม่วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยอ้างเหตุผลเรื่องช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท กับสนับสนุนใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรม วงเงิน 200,000 ล้านบาท
เมื่อรวมกับเงินกู้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณตาม พ.ร.บ. งบประมาณปี 2569 อีก 860,000 ล้านบาท ทำให้ยอดการก่อหนี้ในปีเดียวสูงถึง 1,260,000 ล้านบาท
หากพิจารณาจากข้อมูล หนี้สาธารณะ ณ วันสิ้นปีงบประมาณ 2568 คือวันที่ 30 กันยายน 2568 มีหนี้สาธารณะคงค้างรวมอยู่ที่ 12,226,290.33 ล้านบาท ล่าสุด ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 12,681,203.98 ล้านบาท ดังนั้นเมื่อกู้เพิ่มครบจำนวนจะส่งผลให้หนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2569 ( 30 กันยายน 2569) พุ่งสูงถึงประมาณ 13,486,290.33 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 68.97% ของ GDP (คาดการณ์ GDP ที่ 19.5 ล้านล้านบาท) ปัจจุบันเพดานหนี้สาธารณะกำหนดไว้ไม่เกิน 70% ต่อ GDP
การออกพระราชกำหนดกู้เงิน จำนวน 400,000 ล้านบาท เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร โดยคณะรัฐมนตรีเห็นว่า “เป็นกรณีฉุกเฉินที่จำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ” เมื่อ ครม. ประกาศใช้พระราชกำหนดแล้วต้องส่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาโดยเร็วต่อไป
หนี้สาธารณะเป็นความกังวล และความทุกข์ของคนไทยทั้งประเทศ เพราะเป็นเงินกู้ที่มีดอกเบี้ยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 2.95 ต่อปี (ข้อมูลจากผู้แทนกระทรวงการคลังชี้แจง กมธ.งบประมาณฯ) จากการตรวจสอบข้อมูลรายงานผลการดำเนินการตามมาตรา 17 พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.2548 ของปี 2567 ซึ่งเป็นข้อมูล “ผลที่เกิดขึ้นจริงหลังสิ้นปีงบประมาณ” ไม่ใช่เพียง “กรอบอนุมัติหรือแผนการกู้” ส่วนตัวจะขอชี้ให้เห็นวิกฤตหนี้สาธารณะ ดังนี้
การกู้เงินที่เกิดขึ้นทุกปีส่วนใหญ่เป็น “หนี้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ” ตามหลักการเงินกู้สาธารณะควรถูกจัดสรรเพื่อการลงทุนที่สร้างรายได้ใหม่ แต่ความเป็นจริงกลับไปใช้หนี้งบประมาณที่รัฐทำสัญญาผูกพันข้ามปี หรือสัมปทานให้เอกชนไม่กี่ราย และพบการกระจุกตัวของงบประมาณอย่างรุนแรง
การลงทุนที่ไม่สมดุล จากข้อมูลปี 2567 พบว่า เงินกู้เพื่อลงทุนกว่าร้อยละ 88 กระจุกตัวอยู่ในเพียง 2 กลุ่ม คือ ระบบราง/คมนาคม (ร้อยละ 48.52) และพลังงาน/ไฟฟ้า (ร้อยละ 39.40) ผลประโยชน์ไหลสู่ธุรกิจขนาดใหญ่ โครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ถูกครอบครองโดยกลุ่มบริษัทรับเหมาขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่งที่มีงบประมาณผูกพันต่อเนื่อง จากการตรวจเรื่องการก่อสร้างคมนาคม ระบบราง และโลจิสติกส์ บริษัทที่ได้รับงานจากรัฐอันดับ 1 ขอสมมุติชื่อบริษัท A มูลค่ารวมกว่า 337,396 ล้านบาทเศษ อันดับ 2 สมมุติชื่อบริษัท B มูลค่ารวมกว่า 315,016 ล้านบาทเศษ อันดับ 3 สมมุติชื่อบริษัท C มูลค่ารวมกว่า 117,948 ล้านบาทเศษ เป็นต้น
ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ มีเงินกู้จำนวนมากถูกใช้ในพื้นที่เมืองหลักหรือเขตเศรษฐกิจเดิม ขณะที่การลงทุนในเศรษฐกิจฐานราก เช่น ระบบประปามีเพียงร้อยละ 2.7 และด้านที่อยู่อาศัยไม่ถึงร้อยละ 1 เท่านั้น
ในช่วงปี 2566-2569 รัฐบาลมีการกู้เงินเฉลี่ยสูงถึงปีละ 8 แสนล้านบาท แต่กลับสร้างการเติบโตของ GDP ได้เพียงปีละ 4 แสนล้านบาท นี่คือหลักฐานชัดเจนว่าหนี้ขยายตัวเร็วกว่าฐานเศรษฐกิจของประเทศถึง 2 เท่า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางการคลังในระยะยาว และพบว่าหนี้ที่กู้มา นำไปชดเชยขาดดุลงบประมาณ ไม่ใช่การลงทุนที่ระบุโครงการได้โดยตรง ส่วนการกู้ของรัฐวิสาหกิจบางส่วนเป็นการกู้เพื่อเสริมสภาพคล่อง รายได้ไม่พอรายจ่ายลักษณะพยุงฐานะรัฐวิสาหกิจมากกว่าสร้างสินทรัพย์ใหม่ทางเศรษฐกิจ โครงการและบริษัทรับงานส่วนใหญ่จะกระจุกตัวเฉพาะบริษัทใหญ่เดิมๆ ทั้งด้านคมนาคมและธุรกิจพลังงาน เงินกู้มักใช้ในพื้นที่เมืองหลัก พื้นที่เศรษฐกิจ หรือแนวทางที่รัฐลงทุนต่อเนื่องมาหลายปี เช่น กรุงเทพฯ ปริมณฑล เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก และแนวระบบรางหลักของประเทศ
จากการชี้แจงของผู้แทนกระทรวงการคลัง ต่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณ เฉลี่ยดอกเบี้ยเงินกู้ 2.95% ต่อปี เช่น งบประมาณในปี 2567-2568 ต้องแบกภาระจ่ายดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมสูงถึง 210,595 ล้านบาท และ 241,379 ล้านบาท เงินจำนวนมหาศาลนี้คือรายจ่ายสูญเปล่า ที่ไม่ก่อให้เกิดสวัสดิการ โรงเรียน หรือโรงพยาบาลใหม่ๆ แต่เป็นต้นทุนจากหนี้สะสมที่ถูกบริหารจัดการอย่างไม่มีประสิทธิภาพ
หน่วยรับงบประมาณไม่สามารถบริหารการใช้งบประมาณเงินกู้ ตามระยะเวลาที่ของบประมาณ ปล่อยให้เงินค้างท่อแต่ดอกเบี้ยเดิน รายจ่ายลงทุนเบิกจ่ายได้จริงเพียงร้อยละ 10.7–15.7 เท่านั้น สะท้อนถึงปัญหาเงินค้างท่อ ที่รัฐต้องเสียดอกเบี้ยรอไว้ทันทีที่กู้ แต่เม็ดเงินกลับไม่ถูกฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อสร้างรายได้ให้ประชาชนได้ทันท่วงที จากการศึกษาพบว่า กรณีที่การดำเนินโครงการล่าช้าไม่แล้วเสร็จตามระยะเวลา จะส่งผลให้ดอกเบี้ยเพิ่มผลักภาระหนี้เพิ่มให้ประชาชน และไม่ได้สร้าง GDP หรือเศรษฐกิจเจริญขึ้นแต่อย่างใด
สำหรับเหตุผลความจำเป็นของการออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ที่ระบุว่า “เป็นกรณีฉุกเฉินที่จำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือไม่นั้น” ส่วนตัวจะอภิปรายเมื่อรัฐบาลส่งเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่ความเห็นเบื้องต้น ก่อนรัฐบาลจะออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รัฐบาลควร "ออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณ" โดยนำงบประมาณปี 2569 ในส่วนที่ไม่จำเป็นมาปรับใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชน ตามภารกิจเร่งด่วนเสียก่อน และรัฐบาลต้องเลือกใช้วิธีการไม่กู้เงินก่อน โดยเฉพาะเรื่องพลังงานที่พบว่า เอกชนผู้ทำธุรกิจพลังงาน ทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน แทบทุกรายมีแต่กำไร ไม่ขาดทุนเลย และการกู้หนี้ต้องถูกไปใช้เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างอนาคตและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน ไม่ใช่กู้มาใช้หนี้ให้กลุ่มทุนที่ได้สัมปทานผูกขาด
สถานการณ์ในยามวิกฤต รัฐมีอำนาจในการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ สามารถเจรจาหรือแก้ไขสัญญากับเอกชนผู้รับสัมปทาน แต่ต้องรักษา “ดุลยภาพแห่งความเป็นธรรม” กับเอกชนและกลุ่มทุน ไม่ใช้อำนาจโดยพลการ หนี้สาธารณะคนก่อหนี้คือรัฐบาล แต่คนชดใช้หนี้คือประชาชนในปัจจุบันและอนาคต ตั้งแต่ยังไม่ได้เกิดมาดูโลก รัฐบาลต้องรับผิดชอบด้วยการบริหารที่โปร่งใส สร้างผลิตภาพ ส่งมอบอนาคตที่ดี และความผาสุกให้ประชาชนอย่างแท้จริง
ข่าวล่าสุด