2. หนี้รถไฟฟ้า
ทุกวันนี้ มีการพูดว่า กทม. ขนาดนำเงินไปชำระหนี้ยังมีเงินเหลือ เกินดุล อีกกว่า 5,000 ล้านบาท
ในอดีต พล.ต.อ.อัศวิน พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ปัญหานี้เช่นกัน ถึงแม้ว่าหนี้ก้อนนี้จะมีมาก่อนที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง
- ขอให้ สภา กทม. อนุมัติใช้เงินสะสม เพื่อชำระหนี้ แต่ก็ไม่ได้รับการอนุมัติ เนื่องจากสภา กทม. มีความกังวลว่าภาระหนี้จะใหญ่เกินกว่าที่ กทม. จะแบกรับไหว และกลัวว่าเมืองจะล้มละลาย
- จากนั้น ก็ได้ไปขอ สภา กทม. พร้อม "ร่างข้อบัญญัติกู้เงิน" เพื่อขอนำเงินมารับโอนทรัพย์สินและชำระหนี้ก้อนนี้ให้จบ ซึ่งสามารถแบ่งชำระได้ในส่วนของ หมอชิต-คูคต
- ในส่วนหนี้ที่เหลือ ก็หันไปหารัฐบาลกลาง ขอเงินอุดหนุนเพราะรัฐบาลเป็นคนสร้างโครงสร้างนี้ขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้รับความเห็นชอบ
- สุดท้าย มีความพยายามจากรัฐบาลในการใช้ ม.44 เพื่อเจรจากับเอกชน ซึ่งสุดท้ายก็ไม่สามารถหาข้อตกลงได้
3. วาทกรรม "เหลือเงินให้ 94 ล้าน"
นี่เป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมที่สุดคือ มีการพูดซ้ำๆ ว่าผู้บริหารชุดเก่าทิ้งเงินไว้ให้ผู้บริหารชุดใหม่เพียงแค่ 94 ล้านบาท… (ภายหลัง ผู้ว่าฯปัจจุบัน ออกมาชี้แจงว่าไม่จริง)
"บัญชีเงินสะสมรวม" ของ กทม. ที่ผู้บริหารชุดเก่าส่งต่อให้นั้น สูงถึงประมาณ 76,000 ล้านบาท
(เพื่อเป็นบำนาญให้ข้าราชการ เพื่อสำรองยามฉุกเฉิน และเพื่อให้ใช้ไปแนวทางผู้บริหารใหม่ช่วงเวลาสำคัญ)
ซึ่งต่อมา ผู้บริหารและ สภา กทม. ชุดใหม่ ได้อนุมัติให้ใช้"เงินสะสม 76,000 ล้านบาท" ออกมาจ่ายหนี้ค่าระบบ (E&M) กว่า 23,000 ล้านบาท และค่าเดินรถ (O&M) อีกกว่า 40,000 ล้านบาทได้สำเร็จ
ทำให้ปัจจุบันยังเหลือหนี้ในโครงการนี้ อีกประมาณ 50,000-60,000 กว่าล้านบาท
ปัจจุบันเงินสะสมนี้คาดการณ์ว่าเหลืออยู่ที่หลักพันล้านบาท
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าการบริหารเงินจะออกมาในรูปแบบ "เกินดุล" “สมดุล” หรือ"ขาดดุล" มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความมั่นคงและผลประโยชน์ของพี่น้องชาวกรุงเทพฯ
การที่ผู้บริหารชุดปัจจุบันและสภา กทม. ชุดใหม่ สามารถหาทางออกและชำระหนี้ก้อนใหญ่ได้สำเร็จ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งครับ
และขอเป็นกำลังให้ท่านผู้ว่าฯ ท่านปัจจุบัน และ สก. ทุกท่าน ขอให้ทุกท่านทำหน้าที่เพื่อเมืองนี้ให้สำเร็จลุล่วง
เพราะความสำเร็จของพวกท่าน คือ ”กรุงเทพมหานครของพวกเราทุกคน“