“เรืองไกร” ร้อง กกต. ส่งศาล รธน. ฟัน “สุริยะ” ปมย้ายอธิบดีฝนหลวงฯ
01 พ.ค. 2569

"เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ" ร้อง กกต. สอบ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ปมย้ายอธิบดีฝนหลวงฯ เข้าข่ายขาดความซื่อสัตย์สุจริตและผิดจริยธรรมร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160
ข่าว
01 พ.ค. 2569

"เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ" ร้อง กกต. สอบ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ปมย้ายอธิบดีฝนหลวงฯ เข้าข่ายขาดความซื่อสัตย์สุจริตและผิดจริยธรรมร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160
1 พฤษภาคม 2569 ประเด็นร้อนวงการการเมือง เมื่อ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เดินหน้ายื่นหนังสือถึง กกต. เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จากกรณีสั่งย้ายอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยอ้างเหตุผลเรื่องการแทรกแซงงบประมาณปี 2570 ซึ่งอาจเข้าข่ายการฝ่าฝืน มาตรฐานทางจริยธรรม อย่างร้ายแรง และขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ตามที่ระบุไว้ใน รัฐธรรมนูญ60 ทั้งนี้แรงกระเพื่อมดังกล่าวอาจนำไปสู่จุดสิ้นสุดของ ความเป็นรัฐมนตรี เช่นเดียวกับบรรทัดฐานที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วใน คดียุบพรรค หรือคดีถอดถอนในอดีต
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เปิดเผยว่า วันนี้ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS เพื่อขอให้ กกต. รีบตรวจสอบเพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นายสุริยะะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรณีย้าย นายราเชน ศิลปะรายะ ออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ว่าต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นการเฉพาะตัว ฐานไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฐานมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันเข้าลักษณะต้องห้ามตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (4) ประกอบมาตรา 160 (4) (5) หรือไม่
นายเรืองไกร กล่าวว่า ในหนังสือดังกล่าว แบ่งเป็นข้อ ๆ ดังนี้
ข้อ 1. กรณีปรากฏข้อเท็จจริงในสื่อต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย เกี่ยวกับการยื่นหนังสือลาออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ของนายราเชน ศิลปะรายะ โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากไม่สามารถสนองนโยบายของฝ่ายการเมืองได้ หนังสือดังกล่าว ลงวันที่ 28 เมษายน 2569 ให้มีผลในวันที่ 23 มิถุนายน 2569
ข้อ 2. ต่อมา นายราเชน ศิลปะรายะ ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กและให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ซึ่งมีข้อเท็จจริงที่จะนำมาเป็นหลักฐานในการไต่สวนความจริงจากนายราเชน ศิลปะรายะ ได้อย่างมีน้ำหนักว่า กรณีดังกล่าว เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของนายสุริยะะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง หรือไม่
ข้อ 3. ครั้นต่อมา นายสุริยะะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนในกรณีดังกล่าวเช่นกัน แต่เป็นข้อเท็จจริงที่ยอมรับว่า หลานตัวเองได้ติดต่อขอพบนายราเชน ศิลปะรายะ เพื่อขอดูงบประมาณปี 2570 ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการย้ายนายราเชน ศิลปะรายะ แต่อย่างใด และยังให้สัมภาษณ์ในทำนองว่า ยังไงก็จะต้องย้ายนายราเชน ศิลปะรายะ ออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพราะใกล้เกษียณแล้วนั้น
ข้อ 4. จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสื่อต่าง ๆ จึงมีพยานหลักฐานเพียงพอที่เป็นความปรากฏต่อ กกต. แล้ว และจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏอย่างแพร่หลายนั้น จึงทำให้ กกต. มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า นายสุริยะะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามฐานไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฐานมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (4) ประกอบมาตรา 160 (4) (5) หรือไม่
ข้อ 5. จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในข่าวต่าง ๆ เช่น ตามสำเนาข่าวที่แนบ และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงมีเหตุอันควรขอให้ กกต. รวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ จากนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ที่ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนต่าง ๆ ไปแล้ว รวมทั้งบันทึกการโทรติดต่อกับบุคคลต่าง ๆ โดยเร็ว พร้อมทั้งมีหนังสือเรียกนายสุริยะะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาให้ข้อเท็จจริงประกอบ เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป รวมทั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณามีคำสั่งให้นายสุริยะะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วย
ข้อ 6. การที่รัฐมนตรีจะมีลักษณะต้องห้ามฐานไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฐานมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (4) ประกอบมาตรา 160 (4) (5)นั้น ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ไว้ส่วนหนึ่งแล้วดังนี้
“พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 160 และมาตรา 170 เป็นบทบัญญัติในหมวด 8 คณะรัฐมนตรี มาตรา 160 บัญญัติว่า “รัฐมนตรีต้อง ...(4) มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ (5) ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ...” และมาตรา 170 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเมื่อ ... (4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 ...”
ข้อ 7. โดยผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในการตีความบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) (5) ดังกล่าว จึงทำให้ กกต. ต้องนำมาถือปฏิบัติในการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจด้วย
ข่าวล่าสุด