คำกล่าวนี้สะท้อนถึงนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ผู้แสวงบุญชาวไทย ไม่เพียงแต่ไปปฏิบัติศาสนกิจ แต่ยังเป็นตัวแทนในการสร้าง Soft Power และขอพร (ดุอาร์) ให้เกิดสันติสุขและความสามัคคีกลับคืนสู่มาตุภูมิ
ด้าน นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ซึ่งถือเป็น "หน่วยงานหลัก" ในการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนใต้ ได้ลงพื้นที่ร่วมส่งผู้แสวงบุญพร้อมระบุว่า ศอ.บต. ให้ความสำคัญกับการบูรณาการทุกหน่วยงานเพื่อให้การปฏิบัติศาสนกิจครั้งนี้ "สมบูรณ์และราบรื่น" ที่สุด
"การเห็นความสุขของพี่น้องประชาชนในวันนี้คือหัวใจสำคัญ ศอ.บต. พร้อมสนับสนุนในทุกมิติ ไม่ใช่แค่เรื่องการเดินทาง แต่คือการสร้างขวัญกำลังใจและสะท้อนความห่วงใยจากรัฐถึงประชาชน เพื่อให้ทุกท่านนำสิ่งดีงามกลับมาพัฒนาครอบครัวและสังคมให้เกิดความยั่งยืน" เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวด้วยรอยยิ้ม
ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มาร่วมงานอย่างคับคั่ง ทั้ง นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และ นายศักดิ์กรียา บิลแสละ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา สิ่งที่น่าสนใจคือระบบการจัดการหน้างานที่ดูเป็นระเบียบมากขึ้น
ยังสังเกตเห็นการบูรณาการด้านสาธารณสุขและการตรวจคนเข้าเมืองที่มีความรวดเร็ว เพื่อรองรับผู้แสวงบุญส่วนใหญ่ที่เป็นผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงจะเริ่มขึ้นเมื่อเครื่องบินแตะรันเวย์ที่สนามบินมาดีนะห์หรือเจดดาห์ ซึ่งระบบการดูแลของ "แซะห์" (ผู้ประกอบการฮัจญ์) และเจ้าหน้าที่ประสานงานของไทยในซาอุดีอาระเบีย จะต้องทำงานสอดรับกันอย่างเหนียวแน่น
การส่งผู้แสวงบุญในวันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการขนส่งผู้โดยสารทางอากาศ แต่คือการบริหารจัดการความเชื่อและความศรัทธาให้เป็นเนื้อเดียวกับการบริหารรัฐกิจ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ความเปราะบางยังมีอยู่สูง การที่ภาครัฐเข้ามาอำนวยความสะดวกอย่างเต็มกำลังเช่นนี้ จึงเปรียบเสมือนการ "ซื้อใจ" และสร้าง "สะพานเชื่อมความสัมพันธ์" ที่มีประสิทธิภาพที่สุด
เมื่อเครื่องบินเที่ยวบิน SV3647 ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า สิ่งที่ติดตามไปไม่ใช่แค่ผู้แสวงบุญ 300 คน แต่คือความหวังของคนในพื้นที่ว่า "ฮัจญ์ที่มับรูร" (ฮัจญ์ที่ได้รับตอบรับจากพระผู้เป็นเจ้า) จะนำพาความสงบสุขกลับมาสู่ปลายด้ามขวานไทยอย่างเป็นรูปธรรม