ในวันเดียวกัน นายจรัส บำรุงเสนา ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. (กปส.) ได้รับมอบหมายให้ลงพื้นที่พบปะและให้กำลังใจเยาวชนอย่างใกล้ชิด โดยระบุว่าการพัฒนาภาษาอังกฤษคือกลไกสำคัญในการยกระดับทรัพยากรมนุษย์ของไทยให้สอดคล้องกับโลกศตวรรษที่ 21
“ท่านเลขาธิการฯ มองว่าชายแดนใต้มีจุดแข็งเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรม เรามีทั้งภาษามลายู ภาษาอาหรับ และภาษาจีน หากเราเติมภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาสากลเข้าไปอย่างเข้มข้น เยาวชนเหล่านี้จะกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ไม่ใช่แค่ในไทย แต่รวมถึงในกลุ่มประเทศอาเซียนและตะวันออกกลาง” นายจรัส กล่าว
โครงการนี้ยังได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายสำคัญ อาทิ ศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้, มหาวิทยาลัยฟาฏอนี และสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการคัดกรองและหลักสูตรตลอด 10 วัน (21–30 เมษายน 2569) จะเป็นหลักสูตรคุณภาพสูงที่เทียบเท่ามาตรฐานสากล
การก้าวข้ามผ่านวาทกรรม “การศึกษาชายแดนใต้ล้าหลัง” กำลังถูกทดสอบด้วยค่ายโอลิมปิกภาษาอังกฤษในครั้งนี้ เยาวชน 100 คนที่เข้าร่วมโครงการ ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงนักเรียน แต่ถูกวางตัวให้เป็น “ทูตทางวัฒนธรรม” และ “แรงงานทักษะสูง” ที่จะกลับมาพัฒนาบ้านเกิดให้มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน
ข้อสังเกตว่า แนวคิด “การกระทำ คือ คำพูด” ของนายปิยะศิริ จะสามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะยาวได้หรือไม่? เพราะที่ผ่านมา โครงการค่ายเยาวชนมักถูกวิจารณ์ว่าเป็นกิจกรรมแบบ “ไฟไหม้ฟาง”
แต่ด้วยการย้ำชัดถึง “การวัดผลเชิงคุณภาพ” และการเป้าหมายที่ “เวทีโลก” ของเลขาธิการ ศอ.บต. คนปัจจุบัน อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การศึกษาชายแดนใต้ไม่ต้องพึ่งพิงเพียงแค่ความสงบเรียบร้อย แต่นำหน้าไปด้วย “ปัญญา” และ “ความสามารถ” ที่คนทั้งโลกยอมรับ
นี่คือบทพิสูจน์ครั้งสำคัญว่า เมื่อคนรุ่นใหม่ในพื้นที่พ้นจากข้อจำกัดทางภาษา พวกเขาจะกลายเป็นพลังสำคัญในการดับไฟใต้ด้วยวิถีทางแห่งการพัฒนาที่แท้จริงหรือไม่.. เราคงต้องติดตาม “ผลลัพธ์” จากเยาวชน 100 คนนี้หลังจบโครงการอย่างใกล้ชิด