โดย นายปกรณ์วุฒิ เผยว่า แม้ ป.ป.ช. จะอ้างว่าคดีที่ตรวจสอบเป็นคนละข้อกล่าวหากับที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ในความเป็นจริงพยานหลักฐานและเส้นทางการเงินเป็นชุดเดียวกัน
ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญชี้ชัดแล้วว่ามีการคงไว้ซึ่งหุ้น เจตนาปกปิดทรัพย์สินจึงเห็นได้ชัดเจน การที่ ป.ป.ช. มีมติเช่นนี้จึงดูเหมือน "การเล่นละครโดยเอาศาลเป็นตัวประกอบ" และตั้งคำถามถึงมาตรฐานในการทำงานขององค์กรอิสระที่ดูจะไร้บรรทัดฐานที่ชัดเจน
เมื่อถามว่ารายละเอียดที่ ป.ป.ช.ชี้แจงมานั้น เป็นการแก้ต่างให้นายศักดิ์สยามหรือไม่
นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ด้วยความเป็นธรรม ป.ป.ช.ก็ชี้แจงตามการแก้ข้อกล่าวหาของนายศักดิ์สยาม แต่ตนมองว่าไม่สมเหตุสมผล ไม่สามารถพิสูจน์ย้อนกลับได้เลยว่าไม่เจตนาปกปิดทรัพย์สิน
ส่วนจะกลายเป็นบรรทัดฐานให้คดีอื่นหรือไม่
นายปกรณ์วุฒิ ถามกลับผู้สื่อข่าวว่า “เราเคยมีบรรทัดฐานด้วยหรือ” ตนคิดว่า ป.ป.ช. ไม่เคยมีบรรทัดฐานใดๆ ที่ผ่านมาคิดว่าก็ไม่เคยใช้บรรทัดฐานเดียวกันในแต่ละคดี
เมื่อถามว่าที่เป็นหลักการว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร สามารถใช้ได้หรือไม่
นายปกรณ์วุฒิ ย้ำอีกครั้งว่า คดีนี้มีผลเฉพาะผลของการวินิจฉัย ซึ่งกรณีของนายศักดิ์สยาม
คำวินิจฉัยที่ผูกพันทุกองค์กรคือนายศักดิ์สยามต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีและต้องห้ามดำรงตำแหน่งภายใน 2 ปี เช่นเดียวกับกรณีของพรรคก้าวไกล ผลคือพรรคก้าวไกลพ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ์รับเลือกตั้ง 10 ปี ดังนั้น ตนจึงเห็นด้วยกับรายละเอียด 50 หน้าของคดีนายศักดิ์สยามไม่ได้มีผลผูกพันทุกองค์กร
แต่ที่ตนถามคือพยานหลักฐานประกอบคดีเป็นชุดเดียวกัน สืบเจตนาได้ชัดเจนเป็นรูปธรรม เป็นหลักฐานที่มัดตัวจนดิ้นไม่หลุดอยู่แล้ว ผลการพิจารณาของ ป.ป.ช. จึงแทบเป็นอื่นไปไม่ได้เลย
"พริษฐ์" กางแผน 2 ขั้น: ล่าชื่อสอย ป.ป.ช. – แก้ รธน. ตัดวงจรขวางสอบ
ด้าน นายพริษฐ์ กล่าวเสริมว่า สิ่งที่เราเห็นจากคำแถลงของ ป.ป.ช. ทำให้กังวลว่าเป็นการแถลงเพื่อฟอกขาวพฤติกรรมนายศักดิ์สยาม ที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าเป็นเจตนาซุกหุ้น ดังนั้น พรรคประชาชนจึงมีข้อสรุปว่าคำแถลงของ ป.ป.ช. เข้าข่ายเป็นเหตุอันควรสงสัยว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงจะดำเนินการ 2 อย่าง 1. ใช้สิทธิตามมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ ร่วมกันเข้าชื่อ สส.ในสภา 1 ใน 5 หรือจำนวน 140 คน เสนอต่อประธานสภา เพื่อพิจารณาส่งไปที่ประธานศาลฎีกา ให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
โดย พรรคประชาชน จึงมีมติจะดำเนินการ 2 แนวทางหลัก คือ
1.ใช้อำนาจตามมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ: รวบรวมรายชื่อ สส. อย่างน้อย 1 ใน 5 (140 คน) เสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งต่อไปยังประธานศาลฎีกา ให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช. ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ โดยสัปดาห์หน้าจะนำเรื่องเข้าวิปฝ่ายค้านเพื่อขอมติร่วมกัน รวมถึงทาบทามสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เข้าร่วมด้วย
2.ผลักดันแก้ไขมาตรา 236: เพื่อยกเลิกการใช้ดุลยพินิจของประธานสภาฯ ในการพิจารณาว่าจะส่งหรือไม่ส่งเรื่องตรวจสอบองค์กรอิสระ ป้องกันไม่ให้เกิดกรณีการระงับเรื่องเหมือนในอดีตสมัย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ไม่ส่งเรื่องนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร และคลิปเสียงของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล เรื่องติดสินบน
ต่อข้อถามเรื่องความกังวลว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะใช้อำนาจยับยั้งการส่งเรื่องหรือไม่
นายพริษฐ์ ระบุว่า หวังว่าประธานสภาฯ จะปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงข้อเท็จจริงเป็นหลัก แต่เพื่อตัดความกังวลในระยะยาว จึงจำเป็นต้องเสนอแก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัดอำนาจดุลยพินิจส่วนนี้ออกไป ให้กระบวนการตรวจสอบเป็นไปตามความต้องการของสมาชิกสภาฯ อย่างแท้จริง
#พรรคประชาชน #ปปช #ศักดิ์สยาม #พริษฐ์ #ปกรณ์วุฒิ #ฝ่ายค้าน #ถอดถอนปปช #การเมืองไทย #ตรวจสอบทุจริต #ซุกหุ้น #NationOnline