สส.ประชาธิปัตย์ ชำแหละปัญหาพืชผลตกต่ำ ชง พณ.แก้ราคาปาล์มยั่งยืน
23 เม.ย. 2569

สส.ประชาธิปัตย์ ชำแหละปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ พร้อมชงแนวทางถึง “รมว.พาณิชย์” แก้ปัญหาปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน ชี้นโยบายรัฐซ้ำเติมราคาดิ่ง
ข่าว
23 เม.ย. 2569

สส.ประชาธิปัตย์ ชำแหละปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ พร้อมชงแนวทางถึง “รมว.พาณิชย์” แก้ปัญหาปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน ชี้นโยบายรัฐซ้ำเติมราคาดิ่ง
นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการพิจารณาญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ และเยียวยาความเดือดร้อนของเกษตรกรจากภาวการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง โดยได้สะท้อนวิกฤตราคาปาล์มน้ำมันที่กำลังส่งผลกระทบต่อเกษตรกรกว่า 300,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ พร้อมตั้งคำถามต่อการบริหารนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ หลังราคาปาล์มในประเทศปรับตัวลดลงสวนทางตลาดโลก
รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์
นางรัดเกล้า ระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อน “3 ปรากฏการณ์สำคัญ” ที่ทำให้ราคาปาล์มไทยดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ได้แก่
1.ตลาดช็อก จากนโยบายควบคุมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ที่ประกาศเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ส่งผลให้ราคาหน้าลานปรับลดลงทันทีจากเกือบ 9 บาท เหลือประมาณ 7 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้รายได้เกษตรกรหายไปกว่า 21% ภายในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์
2.อ้างนโยบายกดราคา จากความไม่ชัดเจนในการสื่อสาร ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกในตลาด ผู้ประกอบการรายย่อยไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจน ขณะที่คนกลางใช้ช่องว่างนี้กดราคาซื้อ
3.สุกแดดซ้ำเติม จากผลกระทบภัยแล้งเอลนีโญ ทำให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันในผลปาล์มต่ำกว่ามาตรฐาน และถูกใช้เป็นข้ออ้างในการกดราคาเพิ่มเติม
นอกจากนี้ นางรัดเกล้า ยังชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมปาล์มไทย โดยเฉพาะระบบลานเทที่ยังใช้การประเมินคุณภาพด้วยสายตาและประสบการณ์ แทนการใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่แม่นยำ พร้อมได้เสนอ 5 แนวทางเชิงนโยบาย เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ได้แก่
1. ปรับนโยบายให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องต้นทุนจริง โดยพิจารณามาตรการประกันรายได้ที่สมเหตุสมผล หรือระบบโควตาบริหารสต๊อก ควบคู่กลไกตลาด เพื่อไม่ให้รัฐกลายเป็นตัวบิดเบือนราคา
2. ยกระดับมาตรฐานหน้าลาน โดยสนับสนุนงบประมาณติดตั้งเครื่องวัดเปอร์เซ็นต์น้ำมันที่ได้มาตรฐาน พร้อมเชื่อมข้อมูลแบบเรียลไทม์เข้าสู่ระบบกลาง เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม
3. จัดตั้งองค์กรกำกับดูแลปาล์มน้ำมันแบบบูรณาการ เสนอให้มีหน่วยงานเฉพาะด้าน คล้าย “Malaysia Palm Oil Board (MPOB)” ของมาเลเซีย เพื่อบริหารจัดการทั้งระบบอย่างมีเอกภาพ
4. เร่งพัฒนาอุตสาหกรรม SAF (Sustainable Aviation Fuel) ชี้ว่าเป็นทางรอดระยะยาวในการดูดซับน้ำมันปาล์มส่วนเกิน โดยตลาดโลกมีแนวโน้มเติบโตสูงถึง 29.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่กำลังการผลิตยังไม่เพียงพอ
5. ผลักดันการลงทุนและลดการพึ่งพาการนำเข้า SAF ปัจจุบันประเทศไทยยังต้องนำเข้าน้ำมัน SAF ทั้งหมด 100% แม้จะมีผู้ประกอบการไทยเริ่มลงทุนแล้ว แต่กำลังผลิตยังคิดเป็นเพียงประมาณ 5% ของความต้องการใช้ในประเทศ
นางรัดเกล้า แสดงความกังวลว่า วิกฤตจากปัจจัยภายนอก เช่น สงคราม หรือภัยแล้ง อาจควบคุมไม่ได้ แต่วิกฤตจากนโยบายรัฐที่ขาดความรอบคอบและการพลาดโอกาสในอุตสาหกรรมใหม่อย่าง SAF เป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถป้องกันและแก้ไขได้ ซึ่งรัฐไม่ควรเป็นผู้ปิดประตูโอกาสของเกษตรกรไทย ในจังหวะที่ตลาดโลกกำลังเปิดรับ
ขณะที่ นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ พร้อมย้ำความกังวลต่อท่าทีของรัฐบาลที่อาจมองข้ามปัญหาปากท้องของเกษตรกร โดยระบุว่า หากไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้ ก็ขอให้คณะรัฐมนตรีนำข้อเสนอแนะไปปฏิบัติจริง อย่าปล่อยให้ปัญหาเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาจนสายเกินแก้
นายพิทักษ์เดช ระบุว่า ปัญหาใหญ่ที่เกษตรกรไทยต้องเผชิญคือความผันผวนของราคาพืชผลที่ไม่ได้สัดส่วนกับต้นทุนปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งปุ๋ย น้ำมัน และการขนส่ง ประกอบกับระบบแจ้งเตือนภัยธรรมชาติที่ยังไม่ครอบคลุม ทำให้เกษตรกรตกอยู่ในสถานะผู้รับความเสี่ยงเพียงฝ่ายเดียวและขาดอำนาจในการต่อรองราคา พร้อมหยิบยกสถานการณ์จริงมาฉายภาพให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาตามภูมิประเทศ ว่า
1. สวนผลไม้ ขาดระบบเตือนภัยโรคพืชและ หน้าต่างเวลาเก็บเกี่ยว ทำให้ผลผลิตออกมากระจุกตัวจนราคาล่ม
2. สวนยาง-ปาล์ม เกษตรกรขาดข้อมูลเปรียบเทียบต้นทุนและการจัดการดิน-น้ำแบบบูรณาการ
3. ระบบคัดแยก รัฐควรสนับสนุนศูนย์รวบรวมและแพ็กผลผลิตผ่านสหกรณ์ แทนการผลักภาระให้ชาวบ้านทำเอง
4. พื้นที่น้ำท่วม ขาดกองทุนฟื้นฟูและแผนพืชทางเลือกที่ชัดเจนหลังน้ำลด
5. ประมงชายฝั่ง ในช่วงมรสุมชาวประมงต้องหยุดงานขาดรายได้ รัฐควรจัดตั้งกองทุนดูแลหรือหาอาชีพเสริมรองรับ
นอกจากนี้ นายพิทักษ์เดช ยังได้เสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการใน 6 ข้อสำคัญ เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างภาคเกษตรให้เข้มแข็ง ประกอบด้วย
1. ตั้งศูนย์เกษตรแม่นยำระดับอำเภอ เป็นจุดบริการข้อมูลฝน น้ำ ราคา และโรคพืชแบบเข้าใจง่าย
2. สหกรณ์จัดการ Traceability ใช้กลุ่มเกษตรกรเป็นผู้จัดการระบบตรวจสอบย้อนกลับแทนรายบุคคล
3. ทำสัญญามาตรฐาน (Model Contract) สร้างพันธสัญญาที่เป็นกลางระหว่างรัฐ-เอกชน-เกษตรกร เพื่อลดข้อพิพาท
4. แพ็กเกจแก้หนี้ควบคู่สินเชื่อ ไม่ใช่แค่ปล่อยกู้ใหม่ แต่ต้องมีมาตรการสะสางหนี้เดิมที่ผูกพันมานาน
5. กำหนด KPI รายจังหวัด วัดผลที่การลดต้นทุน การเพิ่มรายได้สุทธิ และการลดการเผาในพื้นที่
6. ความมั่นคงในที่ดิน เร่งแก้ปัญหาเขตที่ดินทับซ้อนและเชื่อมโยงฐานข้อมูลการปฏิรูปที่ดินทุกหน่วยงาน
ขณะเดียวกัน กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันจากทุ่งรังสิต ประกอบด้วยจังหวัดอยุธยา ปทุมธานี สระบุรี และนครนายก ได้รวมตัวกันยื่นหนังสือถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขอให้ช่วยติดตามและแก้ไขปัญหาราคาปาล์มน้ำมันที่ตกต่ำอย่างรุนแรงในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รับหนังสือจากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันจากทุ่งรังสิตเพื่อขอให้ช่วยติดตามและแก้ไขปัญหาราคาปาล์มน้ำมันที่ตกต่ำอย่างรุนแรงในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ
นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เกษตรกรในทุ่งรังสิตต้องเผชิญกับภาวะราคาปาล์มน้ำมันที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้จะลงทุนปลูกและดูแลต้นปาล์มมาเป็นปี แต่เมื่อถึงเวลาขายผลผลิตกลับถูกกดราคาจากโรงงาน ทำให้รายได้ลดลงอย่างมาก จนเกือบจะไม่พอค่าใช้จ่ายในครัวเรือน จึงอยากให้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ช่วยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และผลักดันให้รัฐบาลมีมาตรการที่เป็นธรรมต่อเกษตรกร ไม่ใช่เพียงแค่การควบคุมราคา แต่ต้องมีระบบการจัดการที่โปร่งใส ยุติธรรม และมีการตรวจสอบได้
ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เห็นว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่ผู้แทนราษฎรและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญมาโดยตลอด และต้องมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องมีระบบการดูแลที่ยั่งยืน ซึ่งแม้รัฐบาลจะมีมาตรการขึ้นราคาปาล์มน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา แต่ปัญหาที่แท้จริงคือการกำหนดให้ต้องขออนุญาตส่งออก ไปจนถึงมีความเข้าใจผิดไปว่าเป็นการห้ามส่งออก ส่งผลให้ราคาในประเทศตกต่ำทันที และส่งผลกระทบต่อเกษตรกรโดยตรง ซึ่งสิ่งที่จะต้องติดตามคือ การรัฐจะต้องออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อมารองรับในการบริหารจัดการตรงนี้ทั้งหมดควบคู่ไปกับการดูแลเรื่องปาล์มน้ำมันในระยะยาว เพราะสิ่งหนึ่งที่ประชาธิปัตย์ เคยทำมาก็คือ การผลักดันกฎหมายที่จะดูแลปาล์มอย่างครบวงจร โดยจะได้สานต่อ และนำเสนอกฎหมายต่อสภาต่อไป
ข่าวล่าสุด