เนชั่นทีวี

ข่าว

"อนุทิน" รุดถก ศอ.บต. มอบนโยบายยึดหลัก “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” ลั่นแรง ปล่อยให้ไฟใต้คุกรุ่นแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป

17 เม.ย. 2569

"อนุทิน" รุดถก ศอ.บต. มอบนโยบายยึดหลัก “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” ลั่นแรง ปล่อยให้ไฟใต้คุกรุ่นแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป

นายกฯ ควง “วันนอร์-เกรียงไกร” มอบนโยบาย ศอ.บต. น้อมนำแนวทาง "เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา" สู่การปฏิบัติจริง หวัง ปชช. เข้าใจเจตนารมณ์ รบ. ลั่น ปล่อยให้เหตุการณ์อยู่แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด ย้ำ ชัด มาช่วยทำงานไม่ได้ฟื้นฝอยหาตะเข็บ

17 เมษายน 2569 เวลา 10.10 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะเดินทางถึงศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) อ.เมือง จ.ยะลา เพื่อประชุมร่วมกันกับส่วนราชการในพื้นที่ โดยมีนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูล เลขาธิการ ศอ.บต. พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และผู้ว่าราชการจังหวัด 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้  นายวันมูฮะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก พล.ร.อ.ไพรโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และพล.อ.อุกฤษณ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เข้าร่วมประชุม

โดยนายกฯ อนุทิน กล่าวตอนหนึ่งว่า พวกเราเดินทางมาที่ ศอ.บต. ซึ่งเป็นความตั้งใจที่จะมาพบปะเพื่อนข้าราชการที่มาปฎิบัติหน้าที่อยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อยืนยันว่า ตนและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในหน่วยงานความมั่นคงทุกคนให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างมาก ในการแถลงนโยบาย รัฐบาลได้กำหนดการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นนโยบายที่สำคัญ ที่เราได้แถลงต่อที่ประชุมรัฐสภาถือว่ารัฐบาลนี้ได้มาบริหารราชการแผ่นดินเต็มรูปแบบ

"อนุทิน" รุดถก ศอ.บต. มอบนโยบายยึดหลัก “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” ลั่นแรง ปล่อยให้ไฟใต้คุกรุ่นแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป

ตนได้รับเกียรติจากนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี อดีตประธานมาเป็นที่ประธานปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งในความเหมาะสม และความอาวุโส ทำให้ตนคิดว่าสถานการณ์ตอนนี้ น่าจะเป็นจังหวะที่ดี ที่เราได้บุคลากรที่มีประสบการณ์ มีบารมี มีความชำนาญในพื้นที่มาเป็นเรี่ยวแรงของรัฐบาล

ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราใช้หลักการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ซึ่งเป็นการน้อมนำแนวทางการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ซึ่งเราเชื่อว่า ด้วยแนวทางนี้จะสามารถนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับมาคืนสู่พื้นที่ชายแดนภาคใต้โดยเร็ว ทั้ง 3 คำเป็นคำง่ายๆ แต่มีความหมาย คำว่าเข้าใจ หมายถึง เราศึกษาข้อมูลอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้เข้าใจปัญหา เข้าใจพื้นที่ และเข้าใจวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนในพื้นที่

คำว่าเข้าถึง หมายถึง การลงพื้นที่อย่างจริงจังไปพบปะกับพี่น้องประชาชนไปรับรู้ รับทราบสิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นต้องการ รับทราบปัญหา สร้างความเข้าใจในตัวพวกเขา เพื่อที่จะสร้างความไว้วางใจของพวกเขาที่มีต่อพวกเรา และการพัฒนา คือการแก้ไขปัญหาและการสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยใช้วิธีการที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในบริบทของชุมชนที่เราเข้าไปบริหารจัดการ

สุดท้ายเราต้องมาร่วมกันพัฒนาพื้นที่นี้ ให้เกิดความสงบสุข สันติสุข ความเจริญทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในพื้นที่ให้ได้ผลสัมฤทธิ์ ซึ่งหากเราได้ความร่วมมือจากประชาชนความไว้วางใจ และมั่นใจ เราจะสำเร็จผลตามที่เราตั้งเป้าหมายไว้ ก็จะเกิดขึ้นได้โดยเร็ว

"อนุทิน" รุดถก ศอ.บต. มอบนโยบายยึดหลัก “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” ลั่นแรง ปล่อยให้ไฟใต้คุกรุ่นแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป

นายกฯ อนุทิน กล่าวอีกว่า ตนมาอัพเดตสถานการณ์ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เพราะมีปัจจัยและปัญหาใหม่ๆ เข้ามา ทำให้เราต้องทบทวนความเข้าใจเสมอ ซึ่งเป็นประการด่านแรกที่เราต้องปรับให้ได้ ทั้งนี้ ตนได้ให้แนวทางข้าราชการกระทรวงมหาดไทยในฐานะฝ่ายปกครอง ทำงานทันโลก ทันสมัย ทันท่วงที ซึ่งสถานการณ์ในภาคใต้ขณะนี้ต้องอยู่กับโลก เพราะโลกมีปัญหาและเป็นปัญหาที่สามารถเกี่ยวโยง ทำให้เกิดผลกระทบกับ 5 จังหวัดของ ศอ.บต. คือ สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส

ฉะนั้นเราต้องทันโลก ทันสมัย ทันเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลา ขอให้หน่วยที่สังกัดของสำนักนายกรัฐมนตรีได้ยึดถือหลักการนี้เป็นแนวทางในการทำงาน เพื่อทำให้ภารกิจของ ศอ.บต.ได้บรรลุเป้าหมายต่อไป

และการที่เรามาประชุมในวันนี้ นอกเหนือจากปัญหาที่เป็นปัญหาเรื่องความมั่นคงแล้ว ตนมาที่นี่ เพื่อยืนยันการสนับสนุน ศอ.บต. ที่เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในทุกมิติ ซึ่งตนพร้อมที่จะรับฟังว่า มีสิ่งใดที่จะให้ ครม. และรัฐบาลให้การสนับสนุนเป้าหมายของ ศอ.บต.บ้าง และให้ความมั่นใจหน่วยงานความมั่นคง ที่ทำหน้าที่อย่างทุ่มเทในการดูแลชายแดนและความสงบ รวมถึงการสร้างความสันติสุขในพื้นที่ ซึ่งพวกเราทุกคนเต็มใจ ตั้งใจที่จะลงมา และคาดว่าสิ่งที่จะได้หารือวันในวันนี้ จะสามารถกำหนดแนวทางปฏิบัติ เพื่อที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่เป็นประโยชน์กับประชาชนและประเทศของเรา

ทั้งนี้ตนทราบมาว่า ไม่มีผู้บริหารระดับนายกฯ ลงมาประชุมกับ ศอ.บต. ตนก็รู้สึกดีใจที่ได้มาร่วมกับท่านในการแก้ไขปัญหาในภูมิภาคนี้

"อนุทิน" รุดถก ศอ.บต. มอบนโยบายยึดหลัก “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” ลั่นแรง ปล่อยให้ไฟใต้คุกรุ่นแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป

 

”เรามีผู้ทรงคุณวุฒิ มีบารมี อยู่ในพื้นที่ด้วยอย่างนายวันนอร์มาช่วยอีก 1 แรง และผมคิดว่าเราคงจะปล่อยให้เหตุการณ์มันอยู่แบบนี้ต่อไปอีกไม่ได้เป็นอันขาด เรามีรองประวุฒิสภา ซึ่งเป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ที่เข้าใจพื้นที่เป็นอย่างดี เรามาช่วยกันทำงาน ไม่ได้มาจ้องจับผิดใครหรือมาฟื้นฝอยหาตะเข็บอะไรที่ไหน เรามองไปข้างหน้าอย่างเดียว แต่เราต้องทำให้พี่น้องประชาชนมีความเข้าใจเจตนารมณ์ของเรา และสร้างความมั่นใจ ความเชื่อมั่นให้กับพวกเขาให้ได้“ นายอนุทิน กล่าว

อย่างไรก็ตาม ทุกภารกิจที่ลงพื้นที่ ล้วนมุ่งหวังให้ชายแดนใต้ เป็นโอกาสของประเทศไทย เป็นโอกาสของประชาชนทุกกลุ่มทั้งชาวไทยมุสลิม และชาวไทยพุทธ และต้องพัฒนาพื้นที่ชายแดนภาคใต้มีศักยภาพในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศ รวมถึงยกระดับเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่ ให้สามารถมีรายได้ที่มั่นคง ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายกฯ กล่าวต่อว่า บทความที่ได้อ่านเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งสะท้อนมุมมองต่อพี่น้องชาวมุสลิม โดยชี้ว่า ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ พนักงาน แคชเชียร์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือแรงงานบริการต่าง ๆ ต่างมีความสัมพันธ์ที่ดี มีรอยยิ้มและความเชื่อใจต่อกัน แต่เมื่อบุคคลเดียวกันกลับไปอยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้ กลับถูกมองต่างออกไป ราวกับเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่ง เราต้องถอดอคติที่มีต่อสภาพแวดล้อม ไม่ใช่อคติต่อคน แต่บางครั้งเรามองว่าพื้นที่นี้ไม่มีความสงบ และเหมารวมว่าคนในพื้นที่เกี่ยวข้องกับความไม่สงบ ซึ่งไม่ใช่

"อนุทิน" รุดถก ศอ.บต. มอบนโยบายยึดหลัก “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” ลั่นแรง ปล่อยให้ไฟใต้คุกรุ่นแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป

นายอนุทิน กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาต้องมุ่งแก้ที่ต้นเหตุอย่างตรงจุด ไม่เหมารวมประชาชน โดยเชื่อว่าทุกคนในพื้นที่ล้วนต้องการความสงบสุขและสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพคือ ความยุติธรรม จากการศึกษาประวัติศาสตร์ พบว่าความต้องการหลักของประชาชนในพื้นที่ คือความเป็นธรรม แม้ในบางช่วงจะมีแนวคิดหรือการแสดงออกที่เกินกรอบอุดมการณ์ แต่หากรัฐสามารถสร้างความเข้าใจ และแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหา ก็จะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น