เนชั่นทีวี

ข่าว

"ดร.ณัฏฐ์" พยานคดีเลือกตั้ง ฝั่งกกต. ย้ำ "กกต." มีอำนาจพิมพ์บาร์โค้ด  

16 เม.ย. 2569

"ดร.ณัฏฐ์"  พยานคดีเลือกตั้ง ฝั่งกกต.  ย้ำ "กกต." มีอำนาจพิมพ์บาร์โค้ด   

"ดร.ณัฏฐ์" ให้ถ้อยคำ ในฐานะพยานคดีเลือกตั้ง ฝั่งกกต.  ย้ำ กกต.มีอำนาจพิมพ์บาร์โค้ด  มอง "สมชัย-พวก" เพ้อเจ้อป่วน  เปรียบเป็นสภาโจ๊ก –ละครลิง แนะมีหลักฐานยื่นต่อศาล มองเลือกตั้งยังลับ อยู่เพราะยังไม่มีใครรู้เลือกใคร ยินดีหากศาลรธน.ให้ขึ้นเบิกความเอง 

16 เมษายน 2569  ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นายณัฐวุฒิ  วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญคดีเลือกตั้ง และกฎหมายมหาชน  เดินทางเข้าให้ถ้อยคำต่อ กกต. หลังได้รับเชิญเป็นพยานในคดีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญว่าปัญหาเรื่องการเลือกตั้งลับหรือไม่ลับ สะเทือนต่อทิศทางการเมืองประเทศ แต่วันนี้คือเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะและเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองจึงรับที่จะมาเป็นพยานบุคคลให้กับ กกต.  

"การแสดงความคิดเห็นของผมก่อนหน้านี้ ไม่ใช่เป็นการเข้าข้าง กกต.แต่เป็นความเห็นทางวิชาการ และในทางปฏิบัติเหมือนต่างประเทศที่มีทั้งบาร์โค้ด (Barcode)และ คิวอาร์โค้ด (QR code)  แต่การเลือกตั้งในต่างประเทศไม่ถือเป็นโมฆะ เช่นที่ประเทศอังกฤษ และเยอรมนี  และจากที่ผมได้ไปศึกษาดูงาน ก็จะนำข้อมูลและรายละเอียดทั้งหมดมอบให้กับ กกต. เพราะกระบวนการการเลือกตั้ง กกต.มีอำนาจตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง  ปี 2566 ในข้อ 129 วรรค 2 ประกอบ 132 " 

โดยเรื่องบาร์โค้ดไม่สามารถที่จะล้วงข้อมูล หรือจะรู้ได้ว่าประชาชนเลือกบุคคลใด  ขออย่าเข้าใจผิด พร้อมฝากไปถึงนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ที่พยายามปั่นป่วนการเลือกตั้ง และจัดการเลือกตั้งจำลองร่วมกับกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา  โดยข้อมูลตรงนี้ไม่สามารถใช้เป็นข้อมูลหลักฐานในคดีได้ จึงถือได้ว่านี่เป็นสภาโจ๊ก เป็นละครลิงฉากหนึ่ง  

 นายณัฐวุฒิ  วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน

ส่วนกรณีที่นำรายชื่อประชาชน 5.2 ล้านคน มาเปิดเผยโดยอ้างว่าเป็นรายชื่อหลุดในตลาดมืดนั้น อธิบดีกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย ก็ได้ไปแจ้งความกล่าวโทษนายสมชัยแล้ว ดังนั้นขอให้หยุดปั่นป่วนต่อสังคม  ควรจะหันมาร่วมทำให้ประเทศสงบสุข เดินหน้าไปด้วยกัน  อะไรที่ไม่ถูกต้องและมีพยานหลักฐานควรยื่นต่อศาล  ไม่ใช่เพ้อเจ้อไปวันๆ 

ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่าในปี 2549 คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชัดเจนในกรณีการจัดคูหาแล้วหันหลังให้กับประชาชนได้เห็น  ซึ่งเป็นการเลือกตั้งแบบไม่ลับ  ขัดต่อรัฐธรรมนูญ  และในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2561  ที่ระบุว่าผู้พิการและผู้สูงอายุไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และมีกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเข้าไปอำนวยความสะดวกถึงคูหาว่าจะลับหรือไม่   ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาว่าการเลือกตั้งจะลับหรือไม่ขึ้นอยู่กับ "เป็นการเปิดเผยต่อสาธารณชนหรือไม่"  

 นายณัฐวุฒิ  วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน

อีกทั้งคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งปี 2557 เป็นโมฆะ เพราะไม่ได้เลือกตั้ง 28 หน่วยเลือกตั้ง ถือว่าไม่ได้เป็นการจัดการเลือกตั้งในวันเดียวกัน  

ขณะที่กรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งนั้น ที่ต่างประเทศก็มีการดำเนินการอยู่แล้ว และถือว่า กกต.ได้รับอำนาจตามที่กฎหมายระบุไว้ และถือว่าเป็นความลับตลอดไปเพราะมีกฎหมายในการควบคุม เพราะในขณะที่ประชาชนใช้สิทธิไม่มีคนเห็น และขณะจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง กกต.ก็ได้แยกต้นขั้วและบัญชีรายชื่อออกจากกัน โดยกรณีนี้เป็นการควบคุมโดยกฎหมาย และเป็นเจตนารมณ์ตามความหมายของคำว่าลับ  

ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านมีความกังวลว่าการมีบาร์โค้ดจะสามารถคาดเดาผลการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้นั้น นายณัฐวุฒิ  ได้ยกตัวอย่างการออกเสียงลงคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งที่ 15  เขตคันนายาว ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ว่า มีกลุ่มคนตั้งกล้องจับภาพหน้าหน่วยเลือกตั้งตลอดเวลาและซูมบัตรเลือกตั้งขณะขานคะแนน และให้คนแรกเข้าไปจำรหัส 3 ตัว แล้วทำนายผลการเลือกตั้ง  

โดยมองว่าการทำเช่นนี้ผิด พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA  และวิธีการเช่นนี้เป็นวิธีการปั่นป่วน ขัดขวางการเลือกตั้ง ซึ่ง กกต.ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายไปร้องทุกข์กับบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว  นายสมชัย ก็โดนด้วย  ทั้งนี้กรณีบาร์โค้ดมีปัญหามากประชาชนคนไทยอาจจะตื่นตัวว่ากรณีแบบนี้อาจจะขัดต่อกฎหมายหรือไม่  

"ดร.ณัฏฐ์"  พยานคดีเลือกตั้ง ฝั่งกกต.  ย้ำ "กกต." มีอำนาจพิมพ์บาร์โค้ด   
 

"ประเด็นนี้เฉพาะบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ผมมองว่ายังอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย  ถ้า กกต. มีอำนาจในกระบวนการออกแบบบัตรเลือกตั้ง แล้วบัตรจะไม่ลับอย่างไร  นายสมชัยจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด  ไม่มีทางครับ  มีแต่มโนเพ้อเจ้อไปวันๆ" นายณัฐวุฒิ กล่าว

เมื่อถามว่า การที่ยกกรณีการเลือกตั้งเป็นโมฆะปี 2549 มาเทียบเคียงกับกรณีนี้ใช้ได้หรือไม่  นายณัฐวุฒิ กล่าวว่าเป็นคนละเรื่องไม่เกี่ยวกัน   เรื่องนี้ต้องมองว่าบาร์โค้ดสามารถย้อนถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้หรือไม่  เช่นใบแจ้งหนี้ค่าน้ำ ค่าไฟ  ที่มีบาร์โค้ดก็ไม่สามารถละเมิดสิทธิได้ ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2566 ข้อ 132 กำหนดให้ กกต.จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งมีเลขที่ลำดับก็ตรวจสอบตามนั้น  แต่เฉพาะบัตรใบเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าประชาชนผู้ใช้สิทธิ์เลือกใคร เลือกพรรคการเมืองใด ไม่สามารถตรวจสอบได้เพราะกำกับควบคุมด้วยกฎหมาย 

เมื่อถามว่า มีเจตนาการสร้างความปั่นป่วนหรือไม่ หลังการรับรอง สส.ไปแล้ว ผู้ที่เรียกร้องก็เงียบหายไป  นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งมีการปูดขึ้นมาหลังเลือกตั้ง 2 วัน และเรื่องนี้ก็ไปโผล่ในการออกเสียงลงคะแนนใหม่ มีการตั้งกล้องวีดีโอถ่ายภาพ ประชาชนได้รับผลกระทบและไม่กล้าออกไปใช้สิทธิ์  แต่เจตนารมณ์ที่มีการกระทำเช่นนั้น เพราะต้องการขัดขวางกระบวนการการเลือกตั้ง  ซึ่งกระบวนการตรงนี้เป็นการกระทำต่อเนื่อง  กฎหมายไม่ให้อำนาจและไม่สามารถนำไปเป็นพยานหลักฐานในคดีได้  

ส่วน สส.ที่เคยออกมาเรียกร้องเขาก็ได้ประโยชน์ เขาก็เงียบ  หลังจากนี้เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วไม่ว่าจะออกบวกหรือลบ ต้องจบ แต่ถ้าไม่จบคดีตามมาเป็นพรวน  และยังมองว่าการวิจารณ์ทางการเมืองทั่วไปสามารถทำได้  การตรวจสอบว่า กกต.จัดการเลือกตั้งโปร่งใสหรือไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือไม่ ก็สามารถตรวจสอบได้ แต่กระบวนการตรวจสอบนั้นถ้าไปละเมิดสิทธิต่อประชาชน หรือไปใช้สิทธิเกินสิทธิ์  หากเป็นการล่วงล้ำสิทธิ์ อาจถูกดำเนินคดีอาญา  

เมื่อถามว่า ในความเห็นคำว่าการเลือกตั้งโดยตรงและลับเป็นความลับตลอดไปหรือ ลับเฉพาะตอนลงคะแนน นายณัฐวุฒิกล่าวว่า แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ลับขณะใช้สิทธิ  ในขณะกาบัตรก็ไม่มีใครเห็น  และลับหลังจากใช้สิทธิ์  เมื่อนับคะแนนเสร็จ กกต.ก็ยุบหีบรวม และเก็บรักษาตามที่กฎหมายกำกับควบคุม ตรงนี้เป็นการลับตลอดไป  ซึ่งในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 85 วรรค 1 ก็ระบุว่าไม่สามารถมองเห็นได้ในขณะใช้สิทธิ์  และการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ หมายความว่าประชาชนไปแสดงตนลงชื่อ ดังนั้นพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าลับหรือไม่ลับ คือนำบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วและบัญชีรายชื่อของผู้มีสิทธิ์ นำมาชนกัน แต่ถ้าเฉพาะบัตรเลือกตั้งอย่างเดียวที่ใช้สิทธิ์แล้ว ตนยืนยันว่าไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงตัวบุคคลได้ว่าเลือกใคร  

ส่วนกรณีหากการร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญจำลองเหตุการณ์นำต้นขั้วกับบัตรมาชนกันทำได้หรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้อยคำที่ตนจะให้ กกต.ในวันนี้หากยังไม่ชัดแจ้ง ศาลจะเรียกไปไต่สวนเบิกความต่อศาลก็ยินดีเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะและประโยชน์ต่อบ้านเมือง 

"ยืนยันว่า กกต.ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อนุ 1 และ 2  ใช้อำนาจระเบียบ กกต.ไว้ด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2566  ข้อ 129 วรรค 2 ประกอบข้อ 132  เขามีอำนาจ  กฎหมายให้อำนาจ  ลับหรือไม่ ไปดูกระบวนการ 2 ส่วนคือขณะใช้สิทธิเลือกตั้งและหลังจากนับคะแนนเสร็จ กกต.จัดการเก็บรักษาด้วยกฎหมาย  ถามว่าวันนี้พี่น้องสื่อไปตรวจสอบได้ไหม ว่า ดร.ณัฏฐ์ไปเลือกใคร คำตอบคือไม่ได้ แล้วไม่ลับหรืออย่างนี้  ที่บอกว่าไม่ลับ เป็นการปั่นกระแสให้กับสังคม ทำให้ประชาชนสับสนมากกว่า ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของหลักกฎหมาย และไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของหลักนิติธรรม" นายณัฐวุฒิ กล่าว