ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่าในปี 2549 คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชัดเจนในกรณีการจัดคูหาแล้วหันหลังให้กับประชาชนได้เห็น ซึ่งเป็นการเลือกตั้งแบบไม่ลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2561 ที่ระบุว่าผู้พิการและผู้สูงอายุไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และมีกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเข้าไปอำนวยความสะดวกถึงคูหาว่าจะลับหรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาว่าการเลือกตั้งจะลับหรือไม่ขึ้นอยู่กับ "เป็นการเปิดเผยต่อสาธารณชนหรือไม่"
อีกทั้งคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งปี 2557 เป็นโมฆะ เพราะไม่ได้เลือกตั้ง 28 หน่วยเลือกตั้ง ถือว่าไม่ได้เป็นการจัดการเลือกตั้งในวันเดียวกัน
ขณะที่กรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งนั้น ที่ต่างประเทศก็มีการดำเนินการอยู่แล้ว และถือว่า กกต.ได้รับอำนาจตามที่กฎหมายระบุไว้ และถือว่าเป็นความลับตลอดไปเพราะมีกฎหมายในการควบคุม เพราะในขณะที่ประชาชนใช้สิทธิไม่มีคนเห็น และขณะจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง กกต.ก็ได้แยกต้นขั้วและบัญชีรายชื่อออกจากกัน โดยกรณีนี้เป็นการควบคุมโดยกฎหมาย และเป็นเจตนารมณ์ตามความหมายของคำว่าลับ
ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านมีความกังวลว่าการมีบาร์โค้ดจะสามารถคาดเดาผลการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้นั้น นายณัฐวุฒิ ได้ยกตัวอย่างการออกเสียงลงคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งที่ 15 เขตคันนายาว ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ว่า มีกลุ่มคนตั้งกล้องจับภาพหน้าหน่วยเลือกตั้งตลอดเวลาและซูมบัตรเลือกตั้งขณะขานคะแนน และให้คนแรกเข้าไปจำรหัส 3 ตัว แล้วทำนายผลการเลือกตั้ง
โดยมองว่าการทำเช่นนี้ผิด พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA และวิธีการเช่นนี้เป็นวิธีการปั่นป่วน ขัดขวางการเลือกตั้ง ซึ่ง กกต.ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายไปร้องทุกข์กับบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว นายสมชัย ก็โดนด้วย ทั้งนี้กรณีบาร์โค้ดมีปัญหามากประชาชนคนไทยอาจจะตื่นตัวว่ากรณีแบบนี้อาจจะขัดต่อกฎหมายหรือไม่
"ประเด็นนี้เฉพาะบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ผมมองว่ายังอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย ถ้า กกต. มีอำนาจในกระบวนการออกแบบบัตรเลือกตั้ง แล้วบัตรจะไม่ลับอย่างไร นายสมชัยจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ไม่มีทางครับ มีแต่มโนเพ้อเจ้อไปวันๆ" นายณัฐวุฒิ กล่าว
เมื่อถามว่า การที่ยกกรณีการเลือกตั้งเป็นโมฆะปี 2549 มาเทียบเคียงกับกรณีนี้ใช้ได้หรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่าเป็นคนละเรื่องไม่เกี่ยวกัน เรื่องนี้ต้องมองว่าบาร์โค้ดสามารถย้อนถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้หรือไม่ เช่นใบแจ้งหนี้ค่าน้ำ ค่าไฟ ที่มีบาร์โค้ดก็ไม่สามารถละเมิดสิทธิได้ ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2566 ข้อ 132 กำหนดให้ กกต.จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งมีเลขที่ลำดับก็ตรวจสอบตามนั้น แต่เฉพาะบัตรใบเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าประชาชนผู้ใช้สิทธิ์เลือกใคร เลือกพรรคการเมืองใด ไม่สามารถตรวจสอบได้เพราะกำกับควบคุมด้วยกฎหมาย
เมื่อถามว่า มีเจตนาการสร้างความปั่นป่วนหรือไม่ หลังการรับรอง สส.ไปแล้ว ผู้ที่เรียกร้องก็เงียบหายไป นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งมีการปูดขึ้นมาหลังเลือกตั้ง 2 วัน และเรื่องนี้ก็ไปโผล่ในการออกเสียงลงคะแนนใหม่ มีการตั้งกล้องวีดีโอถ่ายภาพ ประชาชนได้รับผลกระทบและไม่กล้าออกไปใช้สิทธิ์ แต่เจตนารมณ์ที่มีการกระทำเช่นนั้น เพราะต้องการขัดขวางกระบวนการการเลือกตั้ง ซึ่งกระบวนการตรงนี้เป็นการกระทำต่อเนื่อง กฎหมายไม่ให้อำนาจและไม่สามารถนำไปเป็นพยานหลักฐานในคดีได้
ส่วน สส.ที่เคยออกมาเรียกร้องเขาก็ได้ประโยชน์ เขาก็เงียบ หลังจากนี้เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วไม่ว่าจะออกบวกหรือลบ ต้องจบ แต่ถ้าไม่จบคดีตามมาเป็นพรวน และยังมองว่าการวิจารณ์ทางการเมืองทั่วไปสามารถทำได้ การตรวจสอบว่า กกต.จัดการเลือกตั้งโปร่งใสหรือไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือไม่ ก็สามารถตรวจสอบได้ แต่กระบวนการตรวจสอบนั้นถ้าไปละเมิดสิทธิต่อประชาชน หรือไปใช้สิทธิเกินสิทธิ์ หากเป็นการล่วงล้ำสิทธิ์ อาจถูกดำเนินคดีอาญา
เมื่อถามว่า ในความเห็นคำว่าการเลือกตั้งโดยตรงและลับเป็นความลับตลอดไปหรือ ลับเฉพาะตอนลงคะแนน นายณัฐวุฒิกล่าวว่า แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ลับขณะใช้สิทธิ ในขณะกาบัตรก็ไม่มีใครเห็น และลับหลังจากใช้สิทธิ์ เมื่อนับคะแนนเสร็จ กกต.ก็ยุบหีบรวม และเก็บรักษาตามที่กฎหมายกำกับควบคุม ตรงนี้เป็นการลับตลอดไป ซึ่งในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 85 วรรค 1 ก็ระบุว่าไม่สามารถมองเห็นได้ในขณะใช้สิทธิ์ และการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ หมายความว่าประชาชนไปแสดงตนลงชื่อ ดังนั้นพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าลับหรือไม่ลับ คือนำบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วและบัญชีรายชื่อของผู้มีสิทธิ์ นำมาชนกัน แต่ถ้าเฉพาะบัตรเลือกตั้งอย่างเดียวที่ใช้สิทธิ์แล้ว ตนยืนยันว่าไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงตัวบุคคลได้ว่าเลือกใคร
ส่วนกรณีหากการร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญจำลองเหตุการณ์นำต้นขั้วกับบัตรมาชนกันทำได้หรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้อยคำที่ตนจะให้ กกต.ในวันนี้หากยังไม่ชัดแจ้ง ศาลจะเรียกไปไต่สวนเบิกความต่อศาลก็ยินดีเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะและประโยชน์ต่อบ้านเมือง
"ยืนยันว่า กกต.ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อนุ 1 และ 2 ใช้อำนาจระเบียบ กกต.ไว้ด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2566 ข้อ 129 วรรค 2 ประกอบข้อ 132 เขามีอำนาจ กฎหมายให้อำนาจ ลับหรือไม่ ไปดูกระบวนการ 2 ส่วนคือขณะใช้สิทธิเลือกตั้งและหลังจากนับคะแนนเสร็จ กกต.จัดการเก็บรักษาด้วยกฎหมาย ถามว่าวันนี้พี่น้องสื่อไปตรวจสอบได้ไหม ว่า ดร.ณัฏฐ์ไปเลือกใคร คำตอบคือไม่ได้ แล้วไม่ลับหรืออย่างนี้ ที่บอกว่าไม่ลับ เป็นการปั่นกระแสให้กับสังคม ทำให้ประชาชนสับสนมากกว่า ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของหลักกฎหมาย และไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของหลักนิติธรรม" นายณัฐวุฒิ กล่าว