"กรณ์" จี้ ก.ล.ต.สอบพิรุธ "บางจาก" แต่งตั้งบอร์ดโยงทุนเทา
13 เม.ย. 2569

"กรณ์" จี้ ก.ล.ต.สอบพิรุธ "บางจาก" ตั้งบอร์ดโยงทุนเทา - บี้นายกฯ-ไชยชนก ปิดชื่อ-เปิดพฤติกรรม เร่งสอบทุนเทาเสนอสินบน 40 ล้าน
ข่าว
13 เม.ย. 2569

"กรณ์" จี้ ก.ล.ต.สอบพิรุธ "บางจาก" ตั้งบอร์ดโยงทุนเทา - บี้นายกฯ-ไชยชนก ปิดชื่อ-เปิดพฤติกรรม เร่งสอบทุนเทาเสนอสินบน 40 ล้าน
นายกรณ์ จาติกวนิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งคำถามต่อกรณีการบริหารงานและความโปร่งใสของ “บางจาก” ในโพสต์ข้อความระบุว่า “ก.ล.ต. เงียบ ปิดชื่อถือพฤติกรรมอย่างที่นายกฯ พูดไว้จริงหรือไม่ อาทิตย์ที่ผ่านมา มีประชุมผู้ถือหุ้น มีข้อเสนอที่จะแก้ข้อบังคับบริษัท เพื่อกันตัวแทนของทุนเทาออกจากคณะกรรมการบริษัท (หุ้นที่ตอนนี้ถูกอายัดไปและอยู่ในขั้นตอนพิจารณาในชั้นศาล) แต่ล้มเหลวเพราะได้คะแนนสนับสนุนไม่พอ
บริษัทบอกว่า การมีทุนเทาอยู่ในบริษัทเป็นปัญหา เพราะต่างชาติที่เข้มงวดเรื่องแบบนี้ถึงขั้นออกมาตรการควํ่าบาตร และแม้แต่ตลาดหลักทรัพย์ไทยก็ถอนชื่อบางจากออกจากทะเบียนบริษัทที่มีการกำกับดูแลที่ดี
แต่บริษัทเองโทษใครไม่ได้ และยังไม่เคยชี้แจงว่าทำไมจึงได้เอื้อต่อกลุ่มทุนเทานี้ให้เข้ามาเป็นกรรมการบริษัทอย่างรวดเร็วสายด่วน โดยในวันที่ 11 เมษายน 2568 ที่ประชุมผู้ถือหุ้น ได้มีการแต่งตั้งกรรมการตามวาระ 5 ท่าน โดยมี 4 ท่านกลับเข้าดำรงตำแหน่ง แต่ต่อมาเพียง 1 สัปดาห์ ในวันที่ 18 เมษายน 2568 โดยไม่มีวาระตามรอบใดๆ ไม่มีการต้องลงคะแนนเสียงผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด คณะกรรมการกลับมีมติอนุมัติการลาออกของกรรมการ 2 ท่าน และให้แต่งตั้งกรรมการตัวแทนจาก ACE 2 ท่าน ซึ่ง ACE ได้หุ้นมาอย่างไม่ปรกติจำนวนมากจาก Capital Asia Investment ถึง 3 รายการ เป็นกิจการซึ่งเพิ่งจัดตั้ง วันที่ 23 มกราคม 2568 (เพียง 3 เดือน) และ ซื้อหุ้น บริษัทฯ มูลค่า 10,000 ล้านบาท แต่มีทุนจดทะเบียนเพียง 50 ล้านบาท (หนี้/ทุน 200 เท่า)
คำถามที่ คณะกรรมการฯ ต้องทบทวนจริงจัง คือ ทำไมจึงได้เปิดประตูอย่างหละหลวม เร่งร้อนเกินรอบเวลา และไม่โปร่งใส เพราะไม่ต้องผ่านที่ประชุมผู้ถือหุ้น และมติล่าสุดก็ชี้ให้เห็นว่า แม้เสียงแก้ข้อบังคับจะไม่พอ 75% แต่เสียงสนับสนุน ACE ก็มีน้อยมาก และเป็นพฤติกรรมจงใจร่วมมือให้มีกรรมการลาออก 2 คน และให้คณะกรรมการแต่งตั้งแทน โดยไม่ผ่านที่ประชุมผู้ถือหุ้น บทเรียนการไม่ได้ทำหน้าที่อย่างรอบคอบ ครบถ้วน ทำให้เกิดปัญหาต่อบริษัทในวันนี้ และ ควรที่จะเปิดโปง อำนาจ ”ไอ้โม่ง“ ที่ผลักดันการแต่งตั้งในครั้งนี้
นอกจากนั้น ยังได้แต่งตั้งในเดือน พฤษภาคม ในฐานะที่ บริษัทฯ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน BCPG ยังดำเนินการให้มีการแต่งตั้งให้ตัวแทน ACE เป็นรองประธานบริษัท BCPG และ เป็นประธานการลงทุนของ BCPG โดยไม่มีรอบเวลาที่จำเป็นแต่อย่างใด และในอดีต ตั้งแต่ ปลายปี 2563 ยังอนุมัติให้บริษัทลูกคือ BCPG ขายหุ้นก้อนใหญ่ 4,500 ล้านบาทให้กับกลุ่มนายเบน สมิธ อีกด้วย และหลังจากนั้นยังมีการซื้อทรัพย์สินในราคาที่แพงเกินจริง มูลค่า 9,000 ล้านบาท อย่างไม่โปร่งใส โดยบริษัทที่ซื้อมานั้น จัดตั้งบริษัทขึ้น หลังมติกรรมการ BCPG ไม่มีข้อมูลกำไร และ มูลค่าสินทรัพย์สุทธิแต่อย่างใด แต่จ่ายเงิน 9,000 ล้านบาทไปแล้วในเดือนพฤษภาคม 2566 โดยกิจการนั้นซื้อจากกิจการกลุ่มครอบครัว กลุ่ม Cosmo ของ ”เสี่ยตือ“ ที่เคยมีสมาชิกครอบครัว ถูกจับคดีเว็บพนันออนไลน์และการฟอกเงินในปี 2565
นายกรณ์ กล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนกังวลใจ คือ ความสัมพันธ์ ของกลุ่มเสี่ยตือ คอสโม กับกลุ่มท่านนายกฯ และพรรคภูมิใจไทย โดย “นายคิว” บุตรเสี่ยตือคอสโม มีข่าวเสนอสินบนให้ท่านไชยชนก ชิดชอบ 40 ล้านบาท เพื่อชะลอคดีปราบสแกมเมอร์ กลับตามข่าว Next News เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย รัฐบาลจึงควรจะดำเนินการทุกเรื่องนี้ อย่าง “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” อย่างที่กล่าวอ้าง และ พรรคประชาธิปัตย์ จะทำหน้าที่ตัวแทนประชาชนติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป
“คณะกรรมการของบางจากทั้งชุดปัจจุบันและชุดในอดีต ควรต้องชี้แจงว่า ได้มีส่วนเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่ม scammer หรือไม่ อย่างไร โดยใคร? และที่สำคัญเมื่อแก้ปัญหานี้ไม่ได้ แกะปมไม่ออก จะรับผิดชอบต่อความเสียหายให้กับผู้ถือหุ้นอย่างไร” นายกรณ์ กล่าว
พร้อมเรียกร้องให้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบการกระทำที่ไม่ชอบ ต้องมีมาตรการลงโทษที่ชัดเจนตามกฎหมาย
ข่าวล่าสุด