เนชั่นทีวี

ข่าว

“สาทิตย์” ฉะ นายกฯ 2 มาตรฐาน ตั้งแต่ตรวจสอบคุณสมบัติ รมต.

09 เม.ย. 2569

“สาทิตย์” ฉะ นายกฯ 2 มาตรฐาน ตั้งแต่ตรวจสอบคุณสมบัติ รมต.

“สาทิตย์” ฉะ นายกฯ 2 มาตรฐานตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี ทั้งคดีฮั้ว สว. - MOU ม่านตา – เตือนอย่านำการเมืองซ้ำเติมวิกฤต - ระวัง! ศรัทธาประชาชนหมดปั๊ม จนต้องลงถนน

9 เมษายน 2569 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ว่า ตนได้อภิปรายการแถลงนโยบายของรัฐบาลมาหลายชุด และในครั้งนี้ อยู่ในภาวะวิกฤตที่สุดของประเทศอีกครั้งหนึ่ง ส่งผลให้ประชาชนได้รับความลำบากมากกว่าครั้งใดๆ ซึ่งประชาชน คาดหวังว่า รัฐบาล และนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี จะทำหน้าที่เต็มความสามารถ ไม่นำการเมืองไปซ้ำเติมวิกฤตประชาชน และต้องแก้วิกฤตให้ประชาชน

 

นายสาทิตย์ ยังกล่าวถึงคำแถลงนโยบายของรัฐบาลที่ระบุการยึดมั่นในหลักนิติธรรม บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม บริหารราชการแผ่นดินบนหลักธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ประชาชน ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เคยปาฐกถานิยามคำว่า “หลักนิติธรรม” ว่า เป็นเรื่องความยุติธรรม ที่เป็นเสาเข็มของทุกสังคม ที่จำเป็นต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ ความยุติธรรม ต้องเป็นของทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่จำกัดไว้เฉพาะคนบางกลุ่ม

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์

 

ซึ่งหากหลักการบริหารราชการแผ่นดินเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องสำคัญที่สุดก่อนแถลงนโยบายจะต้องคัดสรรบุคคลก่อนเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรี แม้นายกรัฐมนตรี จะยืนยันว่าจะมีการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีอย่างเข้มข้น แต่ก็ยังพบรัฐมนตรี 1 คน ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ยืนยันการส่งสำนวนที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว ที่เกี่ยวข้องกับการบุกรุกที่ดินให้อัยการแล้ว ดังนั้น สถานะของบุคคลที่ถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยใช้หลักการเดียวกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มีสถานะเป็นผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหา และคดีอยู่ในชั้นอัยการ จึงไม่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี

 

มั่นใจได้อย่างไรว่า รัฐมนตรีคนอื่นๆ ใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ไม่มีถูกแจ้งข้อกล่าวหาอีกแล้ว เพราะในคดีฮั้ว สว.ยังมีผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี จนถึงรัฐมนตรี อีกหลายคน ซึ่งมีสถานะเดียวกับบุคคลที่ถูกตีตก เหตุใดนายกรัฐมนตรีจึงไม่มีหลักนิติธรรมต่อกรณีนี้ หรือนายกรัฐมนตรี ใช้วิธีการเลือกเฉพาะพวกของตน คนที่ไม่ใช่พวก ก็ไม่เลือก ดังนั้น จึงถือเป็นการยึดหลักการที่หลอกลวง และจะเป็นการเมืองที่ซ้ำเติมวิกฤตประเทศ เพราะศรัทธาที่หมดปั๊มแล้ว จะหมดศรัทธาถึงตัวนักการเมืองในคณะรัฐมนตรีด้วย

นายสาทิตย์ ยังย้ำว่า คดีฮั้ว สว.เป็นคดีที่บ่อนทำลายความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย และไม่เคยเกิดมาก่อน ร้ายแรงเทียบเท่าการรัฐประหารประชาธิปไตย

 

นายสาทิตย์ ยังตั้งคำถามต่อกรณีที่ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สั่งยกเลิก MOU ม่านตา ของรัฐบาลก่อน ที่มีการพบข้อพิรุธ เพราะความไม่โปร่งใสในการจัดทำ และอาจมีการนำไปใช้ประโยชน์จนเกิดความเสียหาย จนมีการส่งเรื่องไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง.ดำเนินการต่อ และดีเอสไอ ได้ส่งต่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.เพื่อไต่สวน 6 ราย ประกอบด้วย ข้าราชการการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงนายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมด้วย ซึ่งหากนายกรัฐมนตรี ตรวจสอบคุณสมบัติเข้มข้น ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแล้ว เหตุใดกรณีของนายประเสริฐ จึงไม่เข้าหลักการ ดังนั้น หลักการการคัดเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจึงผิดเพี้ยนตั้งแต่ต้น

 

นายสาทิตย์ ยังย้ำว่า ในสถานการณ์วิกฤตที่รุมล้อมประชาชน รัฐบาลต้องอย่านำการเมืองที่สมคบ คบคิดเพื่อประโยชน์ของตน จนลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนในการตรวจสอบเรื่องต่างๆ เมื่อดีลกันลงตัว และผลประโยชน์ลงตัวแล้ว เพราะจะไปซ้ำเติมกลุ่มบุคคลที่ได้รับผลประโยชน์ในรัฐบาล อย่างกรณีน้ำมันด้วย

 

นายสาทิตย์ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีเคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน กังวลโรงกลั่นจะไม่ยอมกลั่นน้ำมัน และประชาชนจะเดือดร้อนว่า คำพูดดังกล่าว เสมือนว่า นายทุนจะจนน้อยลง และยังมีความคิดของชนชั้นนำบางกลุ่ม ที่ระบุว่า น้ำมันแพงก็ไปซื้อรถไฟฟ้า ตนก็กลัวว่า ประชาชนที่เจอวิกฤตจนจนมุม รายได้หด เงินหายาก น้ำมันแพงและหายากแล้ว ประชาชนจะหมดความอดทนออกมาบนท้องถนน และบอกรัฐบาลว่า พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว

 

ทั้งนี้ ระหว่างที่นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ได้ประท้วงการอภิปรายของนายสาทิตย์ โดยระบุว่า ในวันนี้ (9 เม.ย.) ตนต้องการฟังคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ไม่ได้มาฟังคดีฮั้ว สว.และกระบวนการต่าง ๆ ได้เข้าสู่การตรวจสอบขององค์กรอิสระแล้ว