เนชั่นทีวี

ข่าว

“ทวี” จี้ “อนุทิน” กลางสภา ล่าคนบงการยิงถล่ม สส.กมลศักดิ์

09 เม.ย. 2569

“ทวี” จี้ “อนุทิน” กลางสภา ล่าคนบงการยิงถล่ม สส.กมลศักดิ์

“ทวี” จี้ “อนุทิน” กลางสภา ล่าคนบงการยิงถล่ม สส.กมลศักดิ์ ไม่ว่าจะเป็นใคร ลั่นสะท้อนหลักนิติธรรมที่คนใต้โหยหา

9 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาเรื่องด่วนคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภาเป็นประธานในที่ประชุม โดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชาติ อภิปรายว่า ในมิติของการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ ตามหลักการ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพื่อนำสันติสุขกลับมาสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเขียนไว้เพียงบรรทัดเดียวถึงโครงสร้างและบริบท แต่ส่วนตัวเห็นว่าเรื่องชายแดนใต้มีคำถามมากกว่าคำตอบ

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง

 

คำถามแรก คือความไม่สงบเมื่อไหร่จะจบ จากเหตุการณ์ลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ กับพวก เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 หลังการโหวตนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกมลศักดิ์ ได้โหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี แต่กลับได้รับของตอบแทนเป็นอาวุธสงคราม คือ ปืน M16 จำนวน 2 กระบอก ยิงเข้าที่รถขณะกำลังจะเข้าบ้าน จำนวน 33 นัด  ต่อมาเจ้าหน้าที่รัฐสามารถจับกุมผู้กระทำความผิด แต่ที่น่าตกใจคือรถกระบะคันก่อเหตุมีผู้ถือกรรมสิทธิ์ คือ สำนักงานนายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร

พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ ต้องทำพร้อมกัน 2 ขา คือ กอ.รมน. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการ ดูเรื่องเหตุการณ์ความไม่สงบ ซึ่งทราบว่านายกรัฐมนตรีน่าจะรอให้นโยบายเสร็จสิ้นก่อน ถึงจะเปิดปากพูดเรื่องของนายกมลศักดิ์ แต่สังคมกำลังสงสัยว่าเหตุใด กอ.รมน. ปล่อยให้มีการใช้รถไปเข่นฆ่า สส. โดยมีทหารระดับนาวาเอกเซ็นอนุมัติ และมีการใช้กฎอัยการศึกบังคับเอาคนมาสอบสวน 7 วัน แต่ผู้อนุญาตให้เอารถไปซึ่งเป็นทหารใช้กลับไม่เคยมาพบ นายกรัฐมนตรีจะต้องทำให้ชัดเจนว่าไม่ว่าจะเป็น ผู้บงการ ผู้ใช้ ผู้จ้างวาน ต้องทำให้ปรากฏ เพราะจะแสดงถึงหลักนิติธรรมและเป็นสิ่งที่ชาวจังหวัดชายแดนใต้โหยหามาโดยตลอด

 

พ.ต.อ.ทวี ยังกล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายเรื่องพลังงาน โดยได้ไปพูดในหลายงานว่าจะต้องเป็นไปตามกลไกการค้าเสรี หรือกลไกตลาด ทั้งที่รัฐธรรมนูญระบุไว้ว่าสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า น้ำมัน เป็นสิ่งที่รัฐต้องจัดการ แต่นายกรัฐมนตรีได้เอาผลประโยชน์ เอาเงินของประชาชนไปให้นายทุนโดยไม่ต้องเสียอะไร แต่ได้เงินไป 1 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม ต่อไปค่าไฟฟ้าจะยิ่งลำบาก ซึ่งตนจะติดตามการแก้ไขปัญหาต่อไป