เนชั่นทีวี

ข่าว

เผย 12 ข้อสังเกต "รอยโหว่" แบ่งงานความมั่นคง รัฐบาล "อนุทิน2"

09 เม.ย. 2569

เผย 12 ข้อสังเกต "รอยโหว่" แบ่งงานความมั่นคง รัฐบาล "อนุทิน2"

อ.สุรชาติ ออกโรงวิจารณ์แบ่งสายงาน ครม. "อนุทิน2" ชี้การไม่มี "รองนายกฯ ความมั่นคง" - แยกหน่วยงานหลัก "สมช.-สขช.-ศอ.บต." ออกจากกัน เป็นสัญญาณอันตรายที่อาจทำให้งานความมั่นคงกลายเป็น "งานรอง"

9 เมษายน 2569 ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคงชื่อดัง เปิดเผยบทวิเคราะห์ถึงการแบ่งงานความมั่นคงในรัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกุล โดยระบุว่ามีความน่ากังวลในเชิงโครงสร้างที่อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการบริหารงานด้านความมั่นคง

อาจารย์สุรชาติ ระบุว่า คนที่สนใจติดตามการเมือง มักจะต้องติดตามด้วยว่า การแบ่งสายงานของคณะรัฐมนตรีจะออกมาในลักษณะใด เพราะการแบ่งงานดังกล่าวจะสะท้อนความเป็นไปในแต่ละภาคส่วนของรัฐบาลในอนาคต 

ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข

ดังนั้น หากพิจารณาเฉพาะส่วนของมิติด้านความมั่นคงแล้ว การแบ่งงานของคณะรัฐมนตรีล่าสุดของรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกุล มีข้อสังเกตดังนี้

1) รัฐบาลนายกฯ อนุทิน มีความคล้ายคลึงกับรัฐบาลนายกฯ เศรษฐา ที่ไม่มีการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง
2) การไม่มีรองฯ ความมั่นคงอาจเป็นสัญญาณว่า รัฐบาลต้องพึ่งพากลไกของระบบราชการคือ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นหลัก
3) การพึ่งพากลไกเช่นนี้ อาจมีนัยถึงการมอบงานเชิงนโยบายให้กับเลขาธิการสภาความมั่นคง (เลขา สมช.) ให้รับบทบาทหลักในเรื่องนี้ อาจทำให้เกิดการตีความว่า นายกฯ ผลักงานในระดับนโยบายในมิติด้านความมั่นคงมาให้ข้าราชการรับภาระแทน
4) การดำเนินงานในลักษณะเช่นนี้อาจเป็นเรื่องง่าย ที่นายกฯ จะมีเลขา สมช. มาเป็นผู้รับมอบงานไปทำแทน แต่ต้องระวังไม่ให้สิ่งที่เกิดกลายเป็น “นโยบายความมั่นคงของรัฐราชการ” เนื่องจาก ฝ่ายการเมืองควรเป็นผู้กำหนดความต้องการทางยุทธศาสตร์ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นการกำหนดของข้าราชการ
5) การตัดสินใจที่จะไม่มีรองฯ ความมั่นคง อาจเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ในทางการเมือง เพราะมีความจำเป็นในการจัดสรรเก้าอี้ของคณะรัฐมนตรีให้ลงตัว เนื่องจากความจำกัดของจำนวน ครม. จึงไม่มีการแต่งตั้งเพิ่ม

6) แต่ถ้าจะจัดในลักษณะดังกล่าว นายกฯ ควรเข้ามาเป็นผู้ดูแลงานความมั่นคงด้วยตัวเอง มิใช่แจกงานบางส่วนไปที่รองนายกฯ บางท่าน ซึ่ง 3 ส่วนงานความมั่นคงหลักที่นายกฯ ควรจะต้องดูแลโดยตรง ได้แก่ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) 
7) ในระบบงานความมั่นคง สมช. สขช. และ ศอ. บต. ล้วนต้องทำงานประสานกับ กอ.รมน. ที่นายกฯ เป็นประธานด้วย การกำกับดูแลทั้ง 3 หน่วยงานนี้ ควรอยู่ภายใต้บุคคลคนเดียวกัน ที่มีอำนาจสูงสุด ในกรณีที่จะไม่มีการแต่งตั้งรองฯ ที่จะเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง
8) การแยกการกำกับการทำงานของ สมช. ไว้ที่นายกฯ และเอา สขช. และ ศอ.บต. ไปไว้ที่รองนายกฯ อาจจะทำให้เกิดปัญหาในระบบงานความมั่นคง และอาจเป็นสัญญาณว่า งานความมั่นคงเป็น “งานรอง” และแยกส่วนไว้คนละที่
9) การแยกงานเช่นนี้ อาจทำให้เกิดการตีความว่า นายกฯ ไม่สนใจงานความมั่นคง หรืออาจถูกมองในอีกทางว่า นายกฯ ไม่เข้าใจระบบงานความมั่นคง
10) การแยกงาน สขช. และ ศอ. บต. ไปไว้ที่รองนายกฯ นั้น อาจทำให้เกิดคำถามในทางปฏิบัติว่า รองนายกฯ ท่านนั้น ทำหน้าที่เป็นรองฯ ความมั่นคงด้วยหรือไม่ เพราะต้องกำกับดูแลงานภาคใต้ภายใต้การดำเนินการของ ศอ. บต. และงานการข่าวของประเทศภายใต้ สขช.
11) การแบ่งงานเช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามจากคนทำงานภาคใต้ว่า รองนายกฯ ท่านนี้ จะกำกับงานภาคใต้ทั้งหมด ที่รวมถึงเรื่องการเจรจากับ BRN ด้วยหรือไม่
12) ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาความมั่นคงจากการเมืองโลก และจากความมั่นคงภายใน หากนายกฯ ไม่ต้องการมีรองฯ ความมั่นคง ที่จะช่วยกำกับดูแลเรื่องนี้ นายกฯ ควรนำมาไว้กับตนเอง อย่างน้อยเพื่อเป็นสัญญาณว่า รัฐบาลโดยนายกฯ มีความสนใจงานความมั่นคงอย่างแท้จริง 

ที่กล่าวทั้งหมดในข้างต้น ก็เพื่ออยากเห็นหน่วยงานความมั่นคงถูก “มัดรวม” อยู่ภายใต้บุคคลผู้เดียวที่จะเป็นเสมือน “เซ็นเตอร์ความมั่นคง” ของรัฐบาล ซึ่งควรจะเป็นหน้าที่ของนายกฯ เป็นผู้รับผิดชอบดูแล (เนื่องจากไม่มีรองฯ ความมั่นคง) มิใช่เกิดภาพของการ “แยกส่วน” งานความมั่นคงออกจากกัน ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหา มากกว่าการช่วยแก้ปัญหาความมั่นคงของประเทศในปัจจุบัน 

มิเช่นนั้น รัฐบาลอาจถูกวิจารณ์ไม่ต่างจากรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมาว่า รัฐบาล “ทอดทิ้ง” งานความมั่นคง ทั้งที่ความมั่นคงของประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างมาก !