"ประชาธิปัตย์" ชงญัตติสภาฯ ตั้ง กมธ.ปฏิรูปการจัดการน้ำท่วม
09 เม.ย. 2569

"ประชาธิปัตย์" ชงญัตติสภาฯ ตั้ง กมธ.ปฏิรูปการจัดการน้ำท่วม (หาดใหญ่โมเดล) ซัดเยียวยาช้า-รัฐไร้เอกภาพช่วยเหลือ - "รัดเกล้า" ชี้ รร.-นร.กว่า 76,000 คนยังถูกลืม
ข่าว
09 เม.ย. 2569

"ประชาธิปัตย์" ชงญัตติสภาฯ ตั้ง กมธ.ปฏิรูปการจัดการน้ำท่วม (หาดใหญ่โมเดล) ซัดเยียวยาช้า-รัฐไร้เอกภาพช่วยเหลือ - "รัดเกล้า" ชี้ รร.-นร.กว่า 76,000 คนยังถูกลืม
นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เสนอญัตติด่วนต่อสภาผู้แทนราษฎร ขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการอุทกภัยแบบบูรณาการ (หาดใหญ่โมเดล) เมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อคนทุกกลุ่ม ตั้งแต่แม่ค้าไปจนถึงนักธุรกิจโรงเรียนและข้าราชการ เฉพาะหาดใหญ่ประเมินมูลค่าความเสียหายสูงถึง 20,000 กว่าล้านบาท พร้อมชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการของภาครัฐที่แบ่งเป็น 3 ระยะหลัก
จูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์
ระยะแรก เตือนภัยล้มเหลว ข้อมูลดีแต่เข้าไม่ถึงชาวบ้าน
นายจูรี ชี้ว่า แม้ไทยจะมีหน่วยงานที่มีข้อมูลดีอย่างกรมอุตุฯ กรมชลฯ หรือ GISTDA แต่ข้อมูลเหล่านั้นกลับไม่ถูกแปลเป็นภาษาที่ชาวบ้านเข้าใจง่าย ทำให้เกิดเหตุการณ์ “น้องโฉม” ที่ตื่นมาตอนตี 2 แล้วพบว่าน้ำท่วมบ้านสูงกว่า 3 เมตรโดยไม่ทันตั้งตัว จึงเสนอให้รัฐบาลนำเทคโนโลยี Digital Twin (เมืองฝาแฝดดิจิทัล) และ AI มาใช้แจ้งเตือนรายบุคคลล่วงหน้า 24-48 ชั่วโมงเพื่อให้ประชาชนตั้งตัวได้ทัน
ระยะเผชิญเหตุ บริหารมั่วตั้ว-ทิ้งประชาชนเพื่อรอรับคณะรัฐมนตรี
นายจูรี ชี้ถึงความไร้เอกภาพในการช่วยเหลือ โดยเปรียบเทียบว่าเป็นการทำงานแบบ “มั่วตั้วคั่วตอก” ประสานงานล้มเหลวจนระบบสื่อสารล่มทั้งเมือง นอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงที่น่าสลดใจ เมื่อเจ้าหน้าที่บางส่วนปฏิเสธการนำเรือและรถใหญ่เข้าไปช่วยประชาชนที่นอนรอความตาย โดยอ้างว่าต้องสแตนบายรอรับคณะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ที่เดินทางลงพื้นที่ จนนำไปสู่ยอดผู้เสียชีวิตถึง 145 ราย
ระยะฟื้นฟู เยียวยาเต่าเรียกพี่ 150 วัน ได้เงินเพียง 150 บาท
ความล่าช้าของเงินเยียวยาซ่อมแซมบ้าน ซึ่งนายจูรีเปรียบเทียบว่า องค์การนาซาส่งคนไปดวงจันทร์ใช้เวลาแค่ 3 วัน แต่เงินเยียวยารัฐบาลไทยผ่านไป 150 วันยังเดินทางไม่ถึงผู้ประสบภัย “ชาวบ้านถามผมทุกวัน ล่าสุดเห็นมีการโอนเงินเยียวยาเข้ามา 150 บาท จากเพดานสูงสุดที่ควรได้ 49,000 บาท ผมถามว่า 150 บาทรัฐบาลให้เขาเอาไปซ่อมอะไร?” นายจูรีกล่าว
นายจูรี ขอให้สภาฯ เร่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เพื่อปฏิรูปโครงสร้างน้ำแบบบูรณาการ โดยเน้น 3 ภารกิจหลัก ประกอบด้วย
1. เตรียมพร้อม ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เตือนภัยและปรับผังเมืองระบายน้ำ
2. เผชิญเหตุ บูรณาการหน่วยงานแบบเบ็ดเสร็จ มีเอกภาพในการอพยพ
3. ฟื้นฟู ปฏิรูประบบเยียวยา ลดขั้นตอนเอกสาร และออกมาตรการ Soft Loan ช่วยเหลือ SME
“อีกไม่กี่เดือนน้ำรอบใหม่จะมาแล้ว แต่คูคลองยังตื้นเขิน เครื่องสูบน้ำยังซ่อมไม่เสร็จ ชาวบ้านเขาเข็ดหลาบแล้วจริงๆ เขาไม่อยากกินข้าวผัดจากฝีมือนายกฯ อีกแล้ว แต่เขาต้องการการจัดการที่ยั่งยืน” นายจูรี ระบุ
นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนญัตติดังกล่าว โดยระบุว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะที่หาดใหญ่ สะท้อนถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการภัยพิบัติของรัฐบาลอย่างรุนแรง ก่อนเกิดเหตุ รัฐขาดการเตรียมความพร้อม ทั้งการพร่องน้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และการติดตั้งเครื่องสูบน้ำล่วงหน้า แต่มักจะรอให้น้ำท่วมก่อนค่อยตั้งเครื่อง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ขณะเกิดเหตุ ระบบบัญชาการสั่งการไร้เอกภาพ นายพิทักษ์เดช ย้ำว่าอำนาจสูงสุดอยู่ที่นายกรัฐมนตรี แต่กลับมีการบริหารที่ผิดพลาดจนเกิดความซ้ำซ้อนและซ้ำซาก ส่งผลให้กู้ชีพกู้ภัยทำงานอย่างสะเปะสะปะ ขาดผู้นำในพื้นที่คอยนำทางเข้าหาผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มเปราะบาง และหลังเกิดเหตุ การเยียวยาสภาพจิตใจและเศรษฐกิจล่าช้า ปล่อยให้นักธุรกิจและประชาชนเคว้งคว้างท่ามกลางความพังทลายของทรัพย์สิน
พิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์
นายพิทักษ์เดช ได้ฝากข้อความถึงนายกรัฐมนตรีว่า หมดยุคแล้วที่ผู้บริหารประเทศ จะเดินลุยน้ำไปคนเดียว หน้าที่เดินแจกข้าวกล่อง ทำอาหาร หรือเยี่ยมเยียนให้กำลังใจชาวบ้าน ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ สส. พร้อมย้ำว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการจากนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ภาพลักษณ์ในการลงพื้นที่ แต่คือวิธีคิดและสติปัญญา ในการบัญชาการและบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างมีเอกภาพภายใต้อำนาจที่มีตามกฎหมาย เพื่อรักษาชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนให้ได้รวดเร็วที่สุด
ขณะที่ นายทรงศักดิ์ มุสิกอง สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสนับสนุนญัตติขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการบริหารจัดการอุทกภัยในภาคใต้ โดยหยิบยกสถานการณ์วิกฤตน้ำท่วมใหญ่จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อช่วงปลายปี 2568 มาเป็นกรณีศึกษา เพื่อให้รัฐบาลนำไปปรับปรุงแก้ไขอย่างเป็นระบบ พร้อมสะท้อนจาก “ด่านหน้า” ทั้งประธานชุมชน สมาชิก อบต. กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ที่ต้องรับหน้าเสื่อลงทะเบียนเงินเยียวยา 9,000 บาท แต่กลับติดล็อกระเบียบราชการที่ให้เพียง 1 สิทธิ์ต่อ 1 ทะเบียนบ้าน
“ความจริงคือบางบ้านอยู่กันเป็นครอบครัวขยาย 10-13 คน แยกย่อยเป็น 3-4 ครอบครัวแต่ต้องอาศัยในบ้านเดียวกันเพราะความลำบาก พอระเบียบให้สิทธิ์เดียว ครอบครัวอื่นที่เหลือก็ไม่ได้รับการเยียวยา คนที่โดนชาวบ้านดุด่าและตำหนิก่อนถึงรัฐบาลคือคนทำงานด่านหน้าเหล่านี้” นายทรงศักดิ์ กล่าว
นายทรงศักดิ์ ยังฝากให้รัฐบาลเร่งถอดบทเรียนและปรับเปลี่ยนระเบียบข้อกำหนดให้มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงของประชาชน เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งและความล่าช้าในอนาคต โดยย้ำว่า การบริหารจัดการน้ำที่ดีต้องมาพร้อมกับการเยียวยาที่เป็นธรรมและรวดเร็ว
ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์
นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสนับสนุนญัตติ “หาดใหญ่โมเดล” พร้อมชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติของข้อมูลการเยียวยาซ่อมแซมบ้าน โดยยกตัวอย่างบ้านในชุมชนเดียวกันที่เสียหายเท่ากัน แต่กลับได้รับการอนุมัติเงินไม่เท่ากัน บางรายแจ้งยอดเสียหาย 55,000 บาท แต่รัฐกลับอนุมัติเงินเพียง 798 บาท ซึ่งสร้างความสิ้นหวังให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ ยังตำหนิระเบียบการชดเชยอาชีพหลักที่ระบุว่ารถจักรยานยนต์ของกลุ่ม "ไรเดอร์" ที่จมน้ำเสียหาย ไม่ถือเป็นเครื่องมือทำมาหากิน ทำให้คนกลุ่มนี้ไม่ได้รับเงินช่วยเหลือครอบครัวละ 11,400 บาทตามสิทธิ์ที่ควรได้ พร้อมตั้งคำถามว่า “ท่านให้ความหวังประชาชน แต่สิ่งที่ท่านมอบให้จริงกลับมีแต่ความผิดหวัง”
นายศักดิ์สิทธิ์ แสดงความกังวลว่า ปัจจุบันยังไม่มีงบบูรณาการเพื่อขุดลอกคูคลองในจังหวัดสงขลา เพื่อเตรียมรับมือน้ำหลากรอบใหม่ที่กำลังจะมาถึงในอีก 8 เดือน โดยเปรียบเทียบว่า เหตุใดงบจัดงาน Moto GP ถึงอนุมัติได้รวดเร็วแต่เรื่องความเดือดร้อนกลับล่าช้า ทั้งยังตั้งข้อสังเกตเรื่องการอนุมัติงบให้ อบจ.สงขลา เป็นผู้ดำเนินการ แทนที่จะกระจายให้เทศบาลท้องถิ่นที่เข้าใจพื้นที่มากกว่า โดยตั้งคำถามว่าเป็นการบริหารผ่านระบบ “วปอ. Connection” ที่ให้ความสำคัญกับตัวบุคคลมากกว่าปากท้องของพี่น้องประชาชนหรือไม่
รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์
นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้หยิบยก “วิกฤตการศึกษา” ที่เป็นประเด็นถูกลืม พร้อมเปิดเผยสถิติว่า ขณะนี้มีโรงเรียนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมถึง 723 แห่ง อุปกรณ์การเรียนพัง และมีเด็กนักเรียนกว่า 76,000 คนที่ต้องสูญเสียโอกาสทางการศึกษา พร้อมตั้งคำถามถึง "ความเหลื่อมล้ำในการเยียวยา" ว่า รัฐบาลจัดงบช่วยครัวเรือน 9,000-29,000 บาท มีพักหนี้ พักดอกเบี้ย มีค่าปลงศพ - ซึ่งเป็นเรื่องดี - แต่ในเชิงเปรียบเทียบ กลับไม่มีมาตรการช่วยเหลือโรงเรียนโดยตรงบ้างเลย ทั้งที่เป็นหัวใจของการฟื้นฟูอนาคต
นางรัดเกล้า ได้เสนอทางออก ทั้งการบูรณาการฐานข้อมูล เชื่อมข้อมูลความเหลื่อมล้ำ (iSEE) เข้ากับข้อมูลภัยพิบัติเพื่อให้ความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน แม่นยำ รวดเร็ว ทันท่วงที และการแก้ไข พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง เพื่อปลดล็อกระเบียบราชการที่ล่าช้า พร้อมตั้งกองทุนเยียวยาฉุกเฉินให้โรงเรียนเข้าถึงงบได้ทันทีเหมือน "เงินสดย่อย" ไม่ต้องรอขั้นตอนที่รวมศูนย์อยู่แต่ในกรุงเทพฯ พร้อมย้ำว่า หากยังไม่เร่งปลดล็อกโครงสร้างและกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นอย่างแท้จริง น้ำท่วมครั้งต่อไปจะไม่ใช่แค่ความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่จะหมายถึงอนาคตของเด็กไทยที่ไหลหายไปกับสายน้ำ
นายพศิน ปิตุเตชะ สส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายสนับสนุนญัตติการป้องกันภัยพิบัติ "หาดใหญ่โมเดล" ของ นายจูรี พร้อมนำมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดระยองอย่างเร่งด่วน โดยชี้ให้เห็นว่าระยองเป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญที่ส่งภาษีเลี้ยงประเทศติดอันดับ 1 ใน 5 มาโดยตลอด แต่กลับต้องเผชิญวิกฤตน้ำท่วมซ้ำซาก
นายพศิน ยังได้เรียกร้องรัฐบาลและกรมชลประทานว่า ขอให้ความสำคัญกับงบประมาณก่อสร้างและป้องกันน้ำท่วมของจังหวัดระยอง อย่าให้ถูกตัดตอน เพราะระยองมีความพร้อมในเรื่องผลการศึกษาแผนงานต่างๆ โดย อบจ.ระยอง ได้ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมศึกษาแผนป้องกันน้ำท่วมไว้หมดแล้ว ขาดเพียงงบประมาณที่จะเข้ามาดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรม พร้อมกับได้ทิ้งท้ายว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมระยองไม่ใช่แค่เพื่อคนระยองเท่านั้น แต่เพื่อคนทั้งประเทศที่เข้ามาทำงานและใช้ชีวิตในพื้นที่แห่งนี้ รวมไปถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเกาะเสม็ดและแหลมแม่พิมพ์อีกด้วย
ข่าวล่าสุด