โพลชี้ คนไทยอยากได้ รมต.ซื่อสัตย์ โปร่งใส ยึดประชาชนศูนย์กลาง
18 มี.ค. 2569
โพลชี้คนไทยต้องการ รมต. “ซื่อสัตย์-โปร่งใส” สูงสุด ขณะคนรุ่นใหม่เน้นเท่าเทียม สะท้อนการเมืองเปลี่ยนสู่รัฐที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
ข่าว
18 มี.ค. 2569
โพลชี้คนไทยต้องการ รมต. “ซื่อสัตย์-โปร่งใส” สูงสุด ขณะคนรุ่นใหม่เน้นเท่าเทียม สะท้อนการเมืองเปลี่ยนสู่รัฐที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
18 มีนาคม 2569 สมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเพื่อทราบความต้องการคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของผู้จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี(รมต.)ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงหลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยทำการสุ่มตัวอย่างทางสื่อสังคมออนไลน์ และออนไซด์ จาก ประชาชนทั่วประเทศไทยจำนวน 448 คน
ประกอบด้วย ลักษณะประชากรที่มีความหลากหลายเชิงโครงสร้าง เพื่อให้เกิดความครอบคลุมในทุกมิติ ดังนี้ ด้านเพศ กลุ่มตัวอย่างมีสัดส่วนใกล้เคียงกันระหว่างเพศหญิง (ร้อยละ 49.8) และเพศชาย (ร้อยละ 48.7) รวมถึงกลุ่มเพศหลากหลาย (ร้อยละ 1.5) ด้านช่วงอายุ ส่วนใหญ่เป็นกล่มคนรุ่นใหม่ช่วงอายุต่า กว่า 30 ปี (ร้อยละ 51.3) รองลงมาคือ กลุ่มวัยทำงานช่วงอายุ 30-60 ปี (ร้อยละ 32.4) และกลุ่มวัยเกษียณที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ขึ้นไป (ร้อยละ 15.0) ตามลำดับ ด้านระดับการศึกษา กลามตัวอย่างส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 49.3) รองลงมาคือ ระดับสูงกว่าปริญญาตรี (ร้อยละ 18.8) และมัธยมศึกษา (ร้อยละ 13.4) ด้านลักษณะพื้นที่การอยู่อาศัย ข้อมูลมีการกระจายตัวครอบคลุมบริบทสังคมที่หลากหลาย
เพื่อสะท้อนทัศนคติที่รอบด้าน ประกอบด้วยผู้อาศัยใน เขตเทศบาล (ร้อยละ 58.7) นอกเขตเทศบาล (ร้อยละ 25.7) และ กรุงเทพมหานคร (ร้อยละ 15.6) ซึ่งการกระจายตัวเชิงพื้นที่ในสัดส่วนดังกล่าวช่วยยืนยันความ น่าเชื่อถือของผลการสำรวจว่าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริบทพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่สามารถเป็นตัวแทนมุมมองของ ประชาชนในสภาวะแวดล้อมทางสังคมที่แตกต่างกันได้อย่างมีนัยสาคัญ
ผลการศึกษา จากการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของคุณลักษณะ 9 ด้าน พบว่าประชาชนให้ ความสำคัญอยู่ในระดับ "มาก" ทุกด้าน โดยมีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ประมาณ 3.91 จากคะแนนเต็ม 5 สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มสำคัญของสังคมไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและค่ำนิยมสาธารณะ โดยพบว่าประชาชนให้ความสำคัญต่อคุณลักษณะของรัฐมนตรีในระดับสูงมาก โดยมีค่ำเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 3.91 จากคะแนนเต็ม 5
Top 5 คุณลักษณะ (คะแนนเต็ม 5 สูงสุด) อันดับ คุณลักษณะ 1. ซื่อสัตย์สุจริต 51.79% 2.โปร่งใส ตรวจสอบได้ 50.89% 3.วิสัยทัศน์ระยะยาว 49.11% 4.สื่อสารชัดเจน สร้างความเชื่อมั่น 46.65% 5.เปิดรับฟังประชาชน 46.21%
กล่าวคือ คนไทยให้ความสำคัญสูงมาก ต่อคุณลักษณะรัฐมนตรี (ค่าเฉลี่ย 3.91/5) อันดับแรกที่ประชาชนต้องการมากที่สุด 1.ซื่อสัตย์สุจริต (51.79%) 2.โปร่งใส ตรวจสอบได้ (50.89%)
คนรุ่นใหม่ กับ คนรุ่นใหญ่ คิดต่างกันชัดเจน คนรุ่นใหญ่ เน้นคุณธรรมกับประสิทธิภาพรัฐ ส่วนคนรุ่นใหม่ เน้นความเท่าเทียม กับ ค่านิยมสังคมใหม่
ผลการสำรวจไม่ได้เพียงสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็น การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของวัฒนธรรมการเมืองไทยอย่างมีนัยสำคัญ
ในความคาดหวัง : คุณธรรมยังคงเป็นศูนย์กลาง ข้อค้นพบสำคัญที่สุด คือ ประชาชนไทยยังคงยึด “คุณธรรม” เป็นฐานของความชอบธรรมทางการเมือง โดยคุณลักษณะที่ได้รับการให้คะแนนสูงสุด ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต , ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ , วิสัยทัศน์ระยะยาว สิ่งนี้สะท้อนว่า ในสายตาของประชาชน “ผู้นำที่ดี ไม่ใช่เพียงผู้มีความสามารถ แต่ต้องเป็นผู้ที่สามารถสร้างความไว้วางใจ (Trust) ได้ในระดับโครงสร้างของสังคม
จุดเปลี่ยนสำคัญ : ความแตกต่างระหว่างรุ่น โดยประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของผลการสำรวจนี้ คือ ความแตกต่างเชิงรุ่น คนรุ่นใหญ่ (30 ปีขึ้นไป) มีแนวโน้มให้คะแนนสูงอย่างสม่ำเสมอ และมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน สะท้อนการยึดมั่นใน “เสถียรภาพ คุณธรรม และประสิทธิภาพของรัฐ” คนรุ่นใหม่ (ต่ำกว่า 30 ปี ) แม้ค่าเฉลี่ยจะต่ำกว่า แต่กลับมี “ความหลากหลายทางความคิด” สูง และให้ความสำคัญกับ ความเสมอภาคทางเพศ การไม่เลือกปฏิบัติ คุณค่าทางสังคม
การตีความ : จาก “รัฐที่ดี” ถึง “สังคมที่เป็นธรรม” ความแตกต่างนี้ไม่ได้หมายถึงความขัดแย้ง แต่สะท้อน “การขยายตัวของความคาดหวัง” จากเดิม รัฐต้อง “ดี” (Good Governance) ไปสู่ รัฐต้อง “ยุติธรรมและครอบคลุม” (Inclusive Governance)
นี่คือสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านจาก State-centric หรือ แนวคิดที่เน้นรัฐเป็นศูนย์กลาง เป็น Citizen-centric governance หรือ แนวทางการบริหารภาครัฐที่ยึดความต้องการและปัญหาของประชาชนเป็นศูนย์กลางในการกำหนดนโยบายและการให้บริการ โดยเปลี่ยนจากมุมมองราชการเป็นหลัก มาสู่การทำงานเชิงรุกแบบ เพื่อสร้างคุณค่าและความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ประชาชน เน้นความโปร่งใส ทันสมัย และลดขั้นตอน
ปรากฎการณ์ใหม่ : สังคมคิดต่างมากขึ้น ข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่า คนรุ่นใหม่มีการกระจายของความคิดเห็นสูง (มีทั้งคนให้คะแนนต่ำและสูงในประเด็นเดียวกัน) สิ่งนี้สะท้อน “Pluralism” หรือสังคมพหุนิยม และ “Polarization” ในระดับหนึ่ง แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่คือสัญญาณของ “สังคมที่มีชีวิต” และมีการถกเถียงเชิงคุณค่า
นัยเชิงนโยบาย : รัฐต้องปรับตัวอย่างไร จากการบริหารแบบเดียว สู่ การบริหารแบบสองมิติ (Dual Model) รัฐบาลจำเป็นต้องบริหารสองมิติพร้อมกัน : มิติที่ 1 : ความชอบธรรม (Legitimacy) ประกอบด้วย ความโปร่งใส , การตรวจสอบได้ และ การต่อต้านคอร์รัปชัน
มิติที่ 2 : การตอบสนองสังคม (Responsiveness) ประกอบด้วย ความเท่าเทียม , การมีส่วนร่วม , การออกแบบนโยบายที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง การสื่อสาร : จากการประกาศ ถึง การมีส่วนร่วม ผู้นำในปัจจุบันไม่สามารถ “สื่อสารทางเดียว” ได้อีกต่อไป แต่ต้อง สื่อสารอย่างโปร่งใส เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม เชื่อมโยงนโยบายกับผลกระทบที่จับต้องได้
การเมือง : ต้อง “ผสาน” ไม่ใช่ “เลือกข้าง” การสำรวจนี้ชี้ชัดว่าการเมืองไทยไม่สามารถเลือกตอบสนองเฉพาะคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งได้ แต่ต้องออกแบบนโยบายที่ รักษาฐาน “คุณธรรมและประสิทธิภาพ” พร้อมกับขยายไปสู่ “ความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วม”
ระยะสั้น – จัดทำระบบเปิดเผยข้อมูล (Transparency Dashboard) เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Consultation) สื่อสารนโยบายแบบ real-time
ระยะกลาง - พัฒนาแพลตฟอร์มการมีส่วนร่วมระดับชาติ ส่งเสริมผู้นำเชิงจริยธรรม (Ethical Leadership) บูรณาการ Gender Equality ในทุกนโยบาย
ระยะยาว - ปฏิรูประบบราชการสู่ Open Government สร้างวัฒนธรรมความไว้วางใจ (Trust-based governance) พัฒนากฎหมายรองรับการมีส่วนร่วมของประชาชน
ข้อสรุปสำคัญ สังคมไทยไม่ได้เปลี่ยนแค่ “ผู้นำ” แต่กำลังเปลี่ยน “ความหมายของผู้นำ” จาก คนดี + คนเก่ง ไปสู่ คนดี + คนเก่ง + คนที่เข้าใจความหลากหลายของสังคม ดังนั้น “ความชอบธรรมของรัฐในยุคใหม่ ไม่ได้อยู่ที่อำนาจ แต่อยู่ที่ความโปร่งใส การมีส่วนร่วม และความเท่าเทียม”
หากพิจารณาจากผลโพล เมื่อเทียบกับสถานการณ์ในห้วงนี้ โดยเฉพาะวิกฤตน้ำมันในไทย ที่ปั๊มน้ำมันไม่มีน้ำมันบริการให้ประชาชนอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ขณะที่รัฐบาลบอกว่าน้ำมันเพียงพอ แต่เกิดปัญหาการขนส่งไม่ทัน เนื่องจากประชาชนต้องการน้ำมันเพิ่มขึ้น ในนาทีประชาชนต้องการผู้นำ ที่ไม่ใช่เพียงผู้มีความสามารถ แต่ต้องเป็นผู้ที่สามารถสร้างความไว้วางใจ ได้ในระดับโครงสร้างของสังคม และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
