svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Business

ดัชนีอุตฯ มี.ค. ส่อทรุด หลังสงครามยืดเยื้อ ดันต้นทุนพลังงานพุ่ง

18 มี.ค. 2569

ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน มี.ค. ส่อทรุด สวนทาง ก.พ. ฟื้นตัว หลังสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ดันต้นทุนพลังงานพุ่ง

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วย ดร.วิรัช ฉัตรดรงค์ กรรมการ ส.อ.ท. และรองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ ส.อ.ท. ร่วมเปิดเผยผลการสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ระดับ 90.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 88.7 ในเดือนมกราคม 2569

การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีดังกล่าวมีปัจจัยสนับสนุนจากหลายด้าน โดยศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกามีมติให้มาตรการภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) เป็นโมฆะ อย่างไรก็ตาม ได้มีการประกาศใช้มาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าสหรัฐฯ (The Trade Act of 1974) เพื่อจัดเก็บภาษีในอัตรา 10% กับทุกประเทศ ส่งผลให้อัตราภาษีของไทยปรับลดลงเป็นระยะเวลา 150 วัน ซึ่งช่วยบรรเทาภาระต้นทุนของผู้ส่งออกในระยะสั้น 

ดัชนีอุตฯ มี.ค. ส่อทรุด หลังสงครามยืดเยื้อ ดันต้นทุนพลังงานพุ่ง

นอกจากนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.25% เหลือ 1.00% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมทั้งช่วยบรรเทาภาระหนี้ของผู้ประกอบการ SMEs และภาคครัวเรือน ขณะเดียวกัน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีแนวโน้มขยายตัว โดยในเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่าการลงทุน 33,779 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ส่งผลให้เกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้น 15% (YoY) ช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการจ้างงาน และสนับสนุนกิจกรรมการผลิตในประเทศ 

ดัชนีอุตฯ มี.ค. ส่อทรุด หลังสงครามยืดเยื้อ ดันต้นทุนพลังงานพุ่ง

ในส่วนของมาตรการภาครัฐ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เป็นการชั่วคราวระยะเวลา 1 ปี จาก 0.46% เหลือ 0.32% ต่อปี ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนของสถาบันการเงิน สนับสนุนการขยายสินเชื่อ และเพิ่มสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs 

ขณะเดียวกัน การจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลตรุษจีนมีแนวโน้มคึกคัก โดยคาดว่ามีมูลค่าการใช้จ่ายรวมประมาณ 54,221 ล้านบาท ขยายตัว 5.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลดีต่อการบริโภคสินค้า โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เสื้อผ้า รวมถึงอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์

อย่างไรก็ตาม ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ยังมีปัจจัยลบที่ต้องติดตาม ได้แก่ กำลังการผลิตในบางอุตสาหกรรมที่ยังอยู่ในระดับต่ำ อาทิ อุตสาหกรรมสิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ ผลิตภัณฑ์เซรามิก เครื่องจักรกลการเกษตร และเครื่องดื่ม นอกจากนี้ ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ไฟป่าตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศและควันข้ามแดน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน รวมถึงการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในจังหวัดชายแดนของไทย 

ดัชนีอุตฯ มี.ค. ส่อทรุด หลังสงครามยืดเยื้อ ดันต้นทุนพลังงานพุ่ง ดัชนีอุตฯ มี.ค. ส่อทรุด หลังสงครามยืดเยื้อ ดันต้นทุนพลังงานพุ่ง

สำหรับการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในเดือนมกราคม 2569 การนำเข้าขยายตัว 29.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีนที่เพิ่มขึ้น 29.5% ในกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน (22.12%) เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ (53.69%) และเคมีภัณฑ์ (5.15%) ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ และเพิ่มความเสี่ยงด้านการสวมสิทธิ์สินค้า

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ล่าสุดในเดือนมีนาคม 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยืดเยื้อ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา–อิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตในภาพรวม

ภาครัฐมีการขยับกรอบการตรึงราคาน้ำมันดีเซลจากเดิมไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เป็น 33 บาทต่อลิตร โดยอยู่ระหว่างการทยอยปรับขึ้น เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถปรับตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป

ดัชนีอุตฯ มี.ค. ส่อทรุด หลังสงครามยืดเยื้อ ดันต้นทุนพลังงานพุ่ง ดัชนีอุตฯ มี.ค. ส่อทรุด หลังสงครามยืดเยื้อ ดันต้นทุนพลังงานพุ่ง

ภาคอุตสาหกรรมประเมินว่า หากราคายังไม่เกินระดับดังกล่าว ธุรกิจยังสามารถบริหารจัดการได้ แต่หากปรับตัวสูงกว่านี้จะส่งผลให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น 5-12% และอาจผลักดันราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 3-5% โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ กลุ่มเหล็ก อลูมิเนียม พลาสติก เยื่อกระดาษ แก้ว เซรามิก

ปิโตรเคมีและปูนซีเมนต์ จากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อแนวโน้มการปรับราคาสินค้า ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นยังได้รับผลกระทบในระดับจำกัด

นอกจากนี้ ต้นทุนการขนส่งทางเรือปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากข้อจำกัดด้านเส้นทางการเดินเรือและความล่าช้าในการขนส่งสินค้า ส่งผลให้ราคาสินค้าและแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น

ในส่วนของต้นทุนพลังงาน ราคาน้ำมันเตามีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจาก 7-8 บาทมาอยู่ที่ประมาณ 23–24 บาทต่อลิตร ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยังเป็นเชื้อเพลิงหลักในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็ก สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเร่งบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด 

ขณะเดียวกัน ยังเกิดปัญหาราคาเขย่งในตลาดน้ำมัน โดยราคาหน้าปั๊มและราคาขายผ่านผู้ค้ารายย่อย (Jobber) ต่างกันสูงถึง 11-12 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ผู้ค้าขาดสภาพคล่องในการจัดหาน้ำมันไปป้อนภาคการผลิตและเกษตรกรรม จนเริ่มเกิดภาวะขาดแคลนในบางพื้นที่ ทั้งนี้ ส.อ.ท. ประเมินแนวโน้มราคาสินค้าไทยภายใต้ความไม่แน่นอนของสงครามและราคาน้ำมัน แบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์หลัก ได้แก่

กรณีฉากทัศน์ที่หนึ่ง หากราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นในช่วง 1–2 บาทต่อลิตร จะถือเป็นการปรับขึ้นในระดับต่ำ โดยผลกระทบจะอยู่ในวงจำกัด ต้นทุนด้านการขนส่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 3–5% ส่งผลให้ราคาสินค้าโดยรวมปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อก็คาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำ ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการ SMEs อาจเริ่มเผชิญแรงกดดันด้านกำไรมากขึ้น 

สำหรับฉากทัศน์ที่สอง หากราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นในช่วง 2–4 บาทต่อลิตร ผลกระทบจะขยายตัวในวงกว้างมากขึ้น โดยคาดว่าต้นทุนด้านการขนส่งจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 5–12% ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าและบริการในหลายภาคส่วนปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกัน ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) อาจมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับ 4 บาทต่อหน่วย จากความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งส่งผลให้ภาพรวมราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นราว 3–5% และเริ่มเห็นแรงกดดันเงินเฟ้อในระดับ 0.5–1.0% ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs จะเริ่มประสบปัญหาสภาพคล่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม เซรามิก ปูนซีเมนต์ เยื่อกระดาษ และเคมี จะได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนพลังงานคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 35–50% ของต้นทุนการผลิต โดยภาพรวมถือเป็นช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อจากต้นทุน 

กรณีฉากทัศน์ที่สาม หากราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 บาทต่อลิตร จะถือเป็นระดับที่ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงในลักษณะใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตราคาพลังงานจากสงครามรัสเซีย–ยูเครนในปี 2565–2566 ซึ่งราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงถึง 120–140 เหรียญต่อบาร์เรล โดยในช่วงดังกล่าวรัฐบาลได้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ที่ลิตรละ 34.94 บาท ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบสูงสุดถึง 132,671 ล้านบาท ในไตรมาส 4 ปี 2565 อย่างไรก็ตามระดับราคาน้ำมันดังกล่าวยังคงส่งผลทำให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 15–20% ขณะที่ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ปรับสูงขึ้นถึง 5.16 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ภาพรวมราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นราว 6–8% และทำให้อัตราเงินเฟ้อของไทยเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 6% ซึ่งสะท้อนถึงผลกระทบในวงกว้างต่อค่าครองชีพและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการรองรับเพื่อป้องกันผลกระทบลุกลาม ได้แก่ การอุดหนุนผู้ค้ารายย่อย (Jobber) เพื่อลดช่องว่างราคาน้ำมัน การพิจารณาระงับการส่งออกเศษเหล็ก เศษอลูมิเนียม และเศษกระดาษ เพื่อรักษาวัตถุดิบในประเทศ และการบริหารราคาดีเซลแบบค่อยเป็นค่อยไปจากผลการสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 1,340 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ เศรษฐกิจภายในประเทศ 57.5% เศรษฐกิจโลก 53.1% นโยบายภาครัฐ 37.7% ส่วนปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยน (โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก) 53.6% ราคาพลังงาน 27.5% การเข้าถึงสินเชื่อ 26.9% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 19.8% 

ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 97.4 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 95.9 ในเดือนมกราคม 2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากผลผลิตทางการเกษตรที่ทยอยออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น อาทิ ทุเรียน มังคุด เงาะ และขนุน ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนรายได้ของเกษตรกร และกระตุ้นการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจภูมิภาค นอกจากนี้ การขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนภาครัฐภายใต้รัฐบาลใหม่ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย การลงทุน และการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างประเทศจากการใช้มาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา อาทิ มาตรา 201 มาตรา 232 มาตรา 301 และมาตรา 338 ซึ่งอาจส่งผลกดดันต่อการค้าโลก การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ยังคงเป็นอีกปัจจัยที่สร้างความกังวลต่อทิศทางราคาพลังงานโลก และบรรยากาศการค้าในตลาดโลกในระยะต่อไป

ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ  

1. เสนอให้ยกระดับกลไกติดตามมาตรการการค้าของสหรัฐฯ โดยบูรณาการภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบเพื่อร่วมประเมินผลกระทบจากมาตรการตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ เช่น มาตรา 232, 301 รวมถึงมาตรการกีดกันรูปแบบอื่นๆ ควบคู่กับการจัดทำยุทธศาสตร์การเจรจาเชิงรุกเพื่อลดข้อจำกัดทางการค้าและรักษาความสามารถในการแข่งขัน


2. เสนอให้ภาครัฐเร่งบังคับใช้มาตรการเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ เช่น มาตรการ AD (Anti-Dumping), CVD (Countervailing Duty) และ SG (Safeguard Measure) โดยจัดตั้งศูนย์ติดตามความเสี่ยงการนำเข้าเพื่อคัดกรองสินค้าเสี่ยงและเปิดไต่สวนเชิงรุก พร้อมยกระดับการตรวจสอบการนำเข้า ป้องกันการสำแดงราคาต่ำ สวมพิกัด เปลี่ยนแหล่งกำเนิด และการส่งผ่านประเทศที่สาม


3. เสนอให้ภาครัฐเร่งสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับ Smart Agriculture Industry (SAI) และเพิ่มมูลค่าการแปรรูปวัตถุดิบเกษตร แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและยกระดับความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปไทย โดยสนับสนุนเงินทุนปรับปรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์ ผลักดัน R&D และยกระดับมาตรฐานสากล