นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือ ไปยังกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม กรุงเทพมหานคร และตำรวจจราจร ในการผ่อนปรนเวลาวิ่งรถบรรทุกขนน้ำมัน ซึ่งจากนี้จะติดตามว่า จะเริ่มผ่อนปรนได้เร็วที่สุดเมื่อใด เพราะเรื่องนี้จะช่วยในเรื่องของการเพิ่มเที่ยวการขนส่งน้ำมัน ซึ่งหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยผ่อนคลายสถานการณ์ ที่บริเวณหน้าสถานีบริการน้ำมันให้คลี่คลาย พร้อมยังขอความร่วมมือประชาชน อย่ากักตุนน้ำมัน หากช่วยกันใช้ช่วยกันเติม ในปริมาณปกติ สถานการณ์จะกลับเข้าสู่ปกติโดยเร็ว
นายอรรถพล ยังเปิดเผยถึงราคาน้ำมัน โดยในส่วนของน้ำมันดีเซล ที่ก่อนหน้านี้มีการตรึงราคาไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ซึ่งจะสิ้นสุดกำหนด 15 วัน ในวันพรุ่งนี้ว่า
โดยหลักการที่หารือร่วมกันในที่ประชุม จะขอขยับเพดานราคาน้ำมันดีเซลพื้นฐาน หรือ B7 ไปที่ 33 บาทต่อลิตร แต่จะไม่ขยับราคาแบบกระชาก เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชน และราคาสินค้า ส่วนที่มาของราคา 33 บาทต่อลิตร หากเปรียบเทียบราคาน้ำมันกับประเทศมาเลเซีย จะพบว่าถูกกว่าประเทศไทย อยู่ที่ลิตรละ 23 บาทต่อลิตร ปัจจุบันขยับเป็น 32 บาทกว่าต่อลิตร แต่ในไทยขยับไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร
ซึ่งหากเปรียบเทียบกับราคาน้ำมันในปีที่ผ่านมา ก็เคยขึ้นถึง 33 บาทต่อลิตร โดยจะเป็นการทยอยปรับขึ้นเริ่มวันพรุ่งนี้ 18 มี.ค 69 จำนวน 50 สตางค์ ต่อลิตร ซึ่งถือเป็นราคาขึ้นลงตามปกติ ของกลไกราคาน้ำมันของไทยอยู่แล้ว
ขณะเดียวกันเพิ่มตัวเลือกให้กับประชาชน และส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ ที่ผลิตในประเทศ โดยการปรับ
สเปคน้ำมันจาก B5 และ B7 เป็น B10 และ B20 หรือการเพิ่มเปอร์เซ็นต์ของน้ำมันปาล์ม เป็น 10% และ 20% โดยราคา B10 จะถูกกว่า B7 อยู่ 2 บาท ส่วน B20 ที่รถบรรทุกสามารถใช้ได้ จะถูกกว่า B7 อยู่ 5 บาท แต่จะไม่ได้จำหน่ายอยู่หน้าสถานีบริการน้ำมันเพื่อลดการจราจร โดยให้รถบรรทุกไปเติมที่คลังน้ำมัน
ขณะที่น้ำมันเบนซิน ปัจจุบันมี E10 E20 และ E85 จะไม่มีการเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมัน จะปล่อยราคาไปตามต้นทุน โดยวันพรุ่งนี้ E20 จะปรับลง 79 สตางค์ต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ 95 โดยจะมีการปรับขึ้น 1 บาทต่อลิตร ทำให้ผลต่างของราคาน้ำมัน 2 ชนิดดังกล่าวเพิ่มขึ้น ต่างกัน 5 บาท จึงขอเชิญชวนประชาชน เติมน้ำมัน E20 ให้มาก ซึ่งในความจริงรถรุ่นใหม่กว่า 60% ที่ใช้ในปัจจุบัน สามารถเติม E20 ทั้งหมดแล้ว แต่ยอดขายคิดเป็น 16% ของการขายน้ำมันเบนซินทั้งหมด
นายอรรถพล ยังกล่าวถึงมาตรการควบคุมดูแลการกักตุนน้ำมัน และการขายราคาเกินควร โดยจะร่วมกันระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงพลังงาน ในการลงพื้นที่ตรวจระบบการค้าน้ำมัน ว่าไม่มีส่วนใดในการกักตุน หรือค้ากำไรเกินควร ซึ่งก่อนหน้านี้กรมธุรกิจพลังงานได้ลงพื้นที่ไปตรวจคลังน้ำมัน เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการกักตุน โดยเฉพาะบางสถานีบริการที่มีการติดป้ายประกาศว่า น้ำมันหมด นั้นหมดจริงหรือไม่
เมื่อถามว่า หากปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 50 สตางค์ต่อลิตร จะลดเงินไหลออกจากกองทุนน้ำมันในแต่ละวันได้เท่าใด นายอรรถพลกล่าวว่า ปัจจุบันมีการใช้น้ำมันดีเซล 70 ล้านลิตรต่อวัน สามารถลดภาระกองทุนน้ำมันได้ 35 ล้านบาทต่อวัน ยอมรับว่ามีผลบางส่วน แต่จะเริ่มใช้ในวันพรุ่งนี้ พร้อมยืนยันว่า ประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียน มีการปรับขยายเพดานน้ำมันแล้ว และไทยก็ต้องปรับบ้าง
เมื่อถามว่า การประกาศราคาหน้าโรงกลั่นและราคาหน้าคลัง จะช่วยเรื่องการขาดแคลนน้ำมันบริเวณหน้าสถานีบริการน้ำมัน อย่างไร นายอรรถพล กล่าวว่า จะเป็นการช่วยระบบการค้าขายมากกว่า เพราะการค้าขายน้ำมัน ไม่ได้ผ่านเฉพาะสถานีบริการน้ำมัน เพราะสถานีบริการน้ำมันเราสามารถควบคุมได้ในเรื่องการขายปลีก ที่กำหนดให้ต้องประกาศราคาหน้าปั๊ม ให้ผู้บริโภคทราบ แต่ในการขายน้ำมัน ยังมีผู้ค้าโดยตรงผ่านการค้าส่ง ซึ่งเท่าที่รับฟังปัญหา บางกลุ่มมีปัญหาที่ต้องซื้อในราคาแพง
ดังนั้น การกำหนดให้มีราคาหน้าคลัง หรือหน้าโรงกลั่นจะช่วยให้เราตรวจสอบได้ว่า ราคาที่ไปถึงผู้ใช้โดยตรง เช่น กลุ่มก่อสร้างและภาคอุตสาหกรรม มีการบวกราคาเพิ่มสูงเกินไปหรือไม่ และสูงที่ตรงไหน จะเป็นการควบคุมไม่ให้ขายเกินราคา พร้อมย้ำว่า สิ่งที่ต้องขอความร่วมมือคือ ยอดการใช้และยอดการซื้อตอนนี้ยังสูงกว่าปกติค่อนข้างมาก
นายอรรถพล ยังกล่าวอีกว่า น้ำมันเบนซิน ทั้ง E20 และแก๊สโซฮอล์ 95 ออกมาจากระบบคลังพร้อมกัน โดยได้พูดคุยร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ในการผลิตเอทานอล ซึ่งผู้ผลิตมีความสามารถในการผลิต เพื่อให้สามารถผสม E20 ในสัดส่วนที่มากขึ้น
เมื่อถามว่า ได้มีการกำหนดกรอบราคาเพดานน้ำมันดีเซลที่ 33 บาทต่อลิตรไว้เมื่อใดหรือไม่ นายอรรถพลกล่าวว่า ไม่มีกำหนดเวลาไว้ แต่กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ดังนั้นในระหว่างที่มีการทยอยปรับขึ้นราคา ก็จะมีการประเมินสถานการณ์ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เพราะสถานการณ์สู้รบ ก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
เมื่อถามว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ รัฐบาลสามารถยืนยันได้หรือไม่ว่า ประเทศจะไม่ขาดแคลนน้ำมัน หรือจะต้องมีการจำกัดปริมาณการเติมน้ำมัน นายอรรถพล กล่าวยืนยันว่า น้ำมันต้นทางมีเพียงพอ เพราะสามารถหามาจากแหล่งอื่น ที่นอกเหนือจากตะวันออกกลาง ส่วนสถานการณ์ที่ไม่สามารถเติมน้ำมันได้อย่างเต็มที่อย่างที่ต้องการ เป็นปัญหาหน้างานของสถานีบริการน้ำมัน หรือปัญหาของการกระจายน้ำมัน เราก็จะพยายามมาแก้ที่การขนส่ง และหวังว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย พร้อมย้ำว่า ขณะนี้คือปัญหาคือการเข้ามาเติมมากกว่าปกติ ทำให้การขนส่งน้ำมันไม่ทัน
นายอรรถพล ยังอยากรณรงค์เรื่องการประหยัดพลังงาน ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตหรือไม่ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ควรทำ นอกจากจะเป็นการประหยัดพลังงาน ยังช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า และถ้าอยากลดราคาน้ำมันลง 3 บาทสามารถทำได้ด้วยตัวเราเอง เพราะ 3 บาทเท่ากับ 10% หากลดการใช้พลังงานลง 10% ก็สามารถลดราคาลง ก็จะทำให้เงินออกจากกระเป๋าลงถึง 10% เหมือนกัน
สุดท้ายนี้ กระทรวงพลังงาน ขอความร่วมมือ ให้ช่วยกันใช้น้ำมันอย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด และขออย่าตื่นตระหนกจนกักตุนน้ำมัน เพราะนอกจากจะทำให้เกิดสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนในวงกว้างแล้ว การเก็บรักษาน้ำมันไว้ในภาชนะที่ไม่เหมาะสม ยังเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายร้ายแรงอีกด้วย" นายอรรถพล กล่าว