“รัฐบาลอนุทิน” ไทม์ไลน์ทางการเมือง “ไข่ในหินสีน้ำเงิน” จริงไหม?
17 มี.ค. 2569
“รัฐบาลอนุทิน” กับไทม์ไลน์การเมือง อะไรบ้างที่กำลังจะเกิดขึ้น สุดท้ายรัฐบาลใหม่ "นายกฯ หนู" จะเป็น “ไข่ในหินสีน้ำเงิน” ของจริงไหม?
ข่าว
17 มี.ค. 2569
“รัฐบาลอนุทิน” กับไทม์ไลน์การเมือง อะไรบ้างที่กำลังจะเกิดขึ้น สุดท้ายรัฐบาลใหม่ "นายกฯ หนู" จะเป็น “ไข่ในหินสีน้ำเงิน” ของจริงไหม?
17 มีนาคม 2569 สถานการณ์การเมืองของไทยขณะนี้ จะว่านิ่งก็เหมือนนิ่ง การมาอย่างเป็นทางการของรัฐบาลชุดใหม่ ที่นำโดยนายกฯ หนู นายอนุทิน ชาญวีรกูล น่าจะไม่มีอุปสรรคใดๆ แล้ว
แต่ภายใต้ฉากหน้าที่เงียบสงบ ก็ยังไว้วางใจไม่ได้ ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายใน จนนำมาสู่คำถามจากความรู้สึกลึกๆ ของผู้คนว่า รัฐบาลหนูภาคใหม่ จะไปได้ตลอดรอดฝั่งจริงหรือ?
เมื่อไล่เรียงฉากทัศน์ทางการเมืองขณะนี้ สิ่งที่ปรากฏคือ
- ประธานฯ โสภณ ซารัมย์ ทำภารกิจแรกทันที โดยการนัดประชุมสภาเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 มีนาคมนี้
- หมุดหมายวันที่ 19 มีนาคม ตรงกับข่าวคราวที่ออกมาก่อนหน้านี้ เหมือนมีการนัดกันไว้ล่วงหน้า รู้กำหนดการก่อนล่วงหน้า แต่แท้ที่จริงอาจมีการประเมินกรอบเวลาอย่างแม่นยำจาก “ผู้รู้” หรือ “กูรูด้านพิธีการ” ก็เป็นไปได้
- การเร่งรีบเลือกนายกฯ และจัดตั้งรัฐบาลให้ได้โดยเร็ว อาจเป็นความหวังดีของรัฐบาลที่ต้องการ “มีอำนาจเต็ม” ในการบริหารจัดการวิกฤต และนำพาประเทศฝ่าวิกฤตในภาวะสงคราม
- ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้นตามมาอย่างน่าจับตา ก็คือ คดีความต่างๆ ที่เกี่ยวโยงกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย / ว่าที่รัฐมนตรี / หรือผู้นำจิตวิญญาณของพรรค ล้วนทยอยปิดฉาก หรือมีทิศทาง “เป็นคุณ” กับผู้ถูกกล่าวหาฝ่ายการเมือง
มีข่าวว่า คณะอนุวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 สรุปความเห็น “ยกคำร้อง” ข้อกล่าวหาทั้ง 229 สำนวน 229 คน ทั้งๆ ที่คณะอนุสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 เสนอความเห็น “ฟ้อง-กล่าวหา” ยกล็อต
**สำนักงานคณะกรรมการ กกต. ออกเอกสารข่าวชี้แจง ไม่ได้ปฏิเสธข่าวคณะอนุวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 และไม่ได้ปฏิเสธข่าว ลงมติ 5 ต่อ 2 แต่กลับมีข้อความว่า เรื่องนี้อยู่ในกระบวนการ และคณะกรรมการ กกต.จะเร่งพิจารณาโดยเร็ว
**แปลว่าจะมีการลงมติชี้ขาดกันในสัปดาห์นี้หรือไม่
กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ยอมรับว่า ได้ยุติการสืบสวน และไม่รับเรื่องร้องทุกข์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือกล่าวโทษเจ้าหน้าที่รัฐ ออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินเขากระโดงโดยมิชอบ เป็นคดีพิเศษ โดยอ้างว่า เป็นการทำคดีซ้ำซ้อนกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ บก.ปปป. ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
และเมื่อ บก.ปปป.สรุปสำนวนส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.รับไปไต่สวนต่อแล้ว ในทางกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ ดีเอสไอไม่สามารถทำหน้าที่ต่อได้ ต้องส่งข้อมูลการสืบสวนให้ ป.ป.ช.พิจารณา
- สองคดีนี้ หากได้ข้อยุติก่อนวันโหวตเลือกนายกฯ หรือก่อนตั้ง ครม. ซึ่งมีข่าวว่า คดีฮั้ว สว. กกต.ชุดใหญ่จะลงมติก่อนวันที่ 23 มีนาคม ก็จะทำให้ ครม.ที่จะตั้งขึ้นใหม่ มีความบริสุทธิ์ผุดผ่อง รอดจาก “นิติสงคราม” ที่จะมีมือดีไปยื่นตรวจสอบคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี ในเรื่องมาตรฐานจริยธรรม และความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
- เป็นที่น่าสังเกตว่า การโอนคดีไปที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. แทนที่ประชาชนจะเชื่อมั่น เพราะเป็น “องค์กรอิสระปราบโกง” แต่เมื่อฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม กลับกลายเป็นผิดหวัง และกลัวจะมีการ “ฮั้ว” เกิดขึ้นอีกรอบหรือไม่ แต่เป็นการ “ฮั้วคดี” ด้วยเหตุผลคือ
หนึ่ง องค์กรอิสระทุกวันนี้ (ย้ำว่า ไม่ได้พูดเจาะจง ป.ป.ช.) ถูกตั้งคำถามถึงความเป็นอิสระ เพราะกรรมการหลายๆ องค์กร ถูกเลือกโดยวุฒิสภาที่มีความเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมืองสีน้ำเงิน บางองค์กร กรรมการเหล่านี้กลายเป็นเสียงข้างมาก ทำให้ไม่ได้รับความเชื่อมั่นว่าจะมีการวินิจฉัยเอื้อฝ่ายการเมืองสีน้ำเงินหรือไม่
บางองค์กรถูกวิจารณ์หนักถึงขั้นว่าเป็น “องค์กรอิสระสีน้ำเงิน” กันเลยทีเดียว
สอง พูดถึง ป.ป.ช. ระยะหลังมีหลายกรณีที่ตกเป็นที่วิจารณ์ เช่น มีกรรมการ ป.ป.ช.บางท่าน ถูกกล่าวหาด้วยข้อหาฉกรรจ์ “รับสินบนทองคำ” แต่ก็ยังทำหน้าที่อยู่ ไม่ได้ลาออกแสดงสปิริต หรือยุติการปฏิบัติหน้าที่อย่างสมบูรณ์แต่อย่างใด
สาม การไต่สวนข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช. มีช่องโหว่ของกฎหมาย คือ “ไม่มีกรอบเวลา” เรื่องนี้ อาจารย์มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เคยให้ข้อมูลเอาไว้ว่า กรอบเวลา 2 ปีของการไต่สวนของ ป.ป.ช.นั้น เริ่มนับเมื่อมีการตั้งอนุกรรมการไต่สวน ซึ่งต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 2 ปี แล้วส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ชี้มูล
แต่ขั้นตอนก่อนตั้งอนุกรรมการไต่สวน เป็นช่วง “สุญญากาศ” เรียกว่า “ช่วงแสวงหาข้อเท็จจริง” ไม่มีกรอบเวลา ดึงไปกี่ปีก็ได้ ทำให้คดีเงียบหายไปเลยก็ได้
สี่ การทำงานของ ป.ป.ช.ระยะหลังๆ ถูกตั้งคำถาม บางเรื่องไม่สื่อสารกับสังคม เช่น คำร้องกล่าวหา ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม และอดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ปกปิดบัญชีทรัพย์สิน จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า “คงไว้ซึ่งหุ้น” หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และใช้ “นอมินี” ทำการแทน
ป.ป.ช.ไม่ได้เชื่อตามศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่เชื่อตามคำชี้แจงของคุณศักดิ์สยามว่า ไม่รู้มาก่อนว่าตนเองยังถือหุ้นอยู่ และยกคำร้องปกปิดบัญชีทรัพย์สิน แต่มติของ ป.ป.ช.กลับไม่มีการแถลง หรือสื่อสารต่อสังคม ทั้งๆ ที่เป็นคดีใหญ่ ประชาชนให้ความสนใจ และเป็นคดีต่อเนื่องจากที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยตัดสิน ที่สำคัญ ศักดิ์สยาม ก็เป็นบุคคลสาธารณะ
สุดท้ายเมื่อสื่อมวลชนขุดคุ้ย เลขาธิการ ป.ป.ช.ก็ออกมาปฏิเสธข่าวในตอนแรก และมายอมรับภายหลัง แถมยอมรับด้วยว่า ยกคำร้องไปตั้งแต่ปีที่แล้วอย่างเงียบกริบ
เกิดคำถามว่า มีอีกกี่คดีที่เป็นแบบนี้ ประชาชนไม่มีทางรับรู้ได้เลย แล้วจะเชื่อ ป.ป.ช.ได้อย่างไร
ห้า “ทนายอั๋น” ให้ข้อมูลผ่านรายการ “เนชั่นวิเคราะห์ข่าว” ว่า ระยะหลัง ป.ป.ช.ปล่อยสำนวนคดีขาดอายุความเป็นร้อยเรื่อง
นอกจากนั้น ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า หาก ป.ป.ช.ไม่มีความเชี่ยวชาญไต่สวนเรื่องที่ดิน ซึ่งมีความซับซ้อนอย่างเขากระโดง ควรโอนสำนวนให้ดีเอสไอทำต่อ และรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่
ขณะที่ดีเอสไอ ก็สามารถทำเรื่องขอสำนวนจาก ป.ป.ช.มาทำต่อได้ เหมือนกับที่ตำรวจเคยขอสำนวนคดี “บิ๊กโจ๊ก” มาทำเอง ซึ่งบางสำนวน ทาง ป.ป.ช.ก็ส่งให้ตำรวจเช่นกัน
