“พิพัฒน์” ยันไทยน้ำมันสำรองถึง 90 วัน พึ่งพาตะวันออกกลางแค่ 50%
04 มี.ค. 2569
ไม่ใช่แค่60 วัน!! “พิพัฒน์” ยันไทยมีน้ำมันสำรองถึง 90 วัน เหตุพึ่งพาตะวันออกกลางแค่ 50% ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก รัฐเตรียมหาพลังงานชดเชยแล้ว
ข่าว
04 มี.ค. 2569
ไม่ใช่แค่60 วัน!! “พิพัฒน์” ยันไทยมีน้ำมันสำรองถึง 90 วัน เหตุพึ่งพาตะวันออกกลางแค่ 50% ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก รัฐเตรียมหาพลังงานชดเชยแล้ว
4 มีนาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แถลงข่าวภายหลังการประชุมประเมินสถานการณ์ การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ว่า วันนี้เป็นการประชุมหารือในเรื่องสงครามอ่าวเปอร์เซีย สิ่งต่างๆ ที่คนไทยมีความกังวลเกี่ยวกับพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิงใช้กับรถ หรือเชื้อเพลิงที่จะมาทำการปั่นกระแสไฟฟ้า จากที่ได้ประชุมวันนี้ ได้มีการพูดคุยในหลายมิติ และสามารถบอกได้หนึ่งประโยคคือ
“คำว่าพลังงาน ขอให้พี่น้องคนไทยอย่าได้ตระหนก” เรามีการเตรียมความพร้อมที่จะหาพลังงานในส่วนต่างๆ เข้ามาชดเชย
ในเบื้องต้นพลังงานที่มีการประกาศไปคือ สามารถรองรับได้ 60 วัน นั่นหมายความว่า ไม่มีพลังงานหรือน้ำมันดิบเข้าสู่ประเทศไทย จะสามารถยืนได้ 60 วัน แต่ในขณะที่เรามีการใช้พร่องไปในวันต่อวัน แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะมีการปิดตัวลง แต่กระทรวงพลังงานยังมีความสามารถ ที่จะหาน้ำมันจากแหล่งอื่นๆ ประมาณ 50% มีการซื้อน้ำมันจากแหล่งอื่นอยู่แล้ว ไม่ได้พึ่งพาตะวันออกกลาง 100%
ฉะนั้นถึงแม้ว่า 60 วันจะหมดไป แต่ยังมีน้ำมันสำรองอีก 50% สรุปคือ แม้จะไม่มีพลังงานจากตะวันออกกลางมา แต่เรายังต้านได้อีก 30 วัน รวมเป็น 90 วัน ขณะนี้ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พยายามประสานในหลายตลาด ในการหาน้ำมันดิบ หรือ ก๊าซ LNG และอื่นๆ เข้ามาเพื่อรันเข้าสู่โรงไฟฟ้า แล้วปั่นกระแสไฟฟ้าออกมาให้ได้
แต่คำว่ากระแสไฟฟ้าตรงนี้ เรามีพลังงานจากแสงอาทิตย์โซลาร์ฟาร์ม มีพลังงานลม มีการรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว โดยพลังงานน้ำ และยังมีเขื่อนอีกหลายแห่งในประเทศไทย ที่ทำการปั่นกระแสไฟฟ้าได้ และที่สำคัญเรามีน้ำมันดิบที่เป็นของเราเอง ซึ่งเป็นน้ำมันดิบจากน้ำมันปาล์ม สามารถนำมาปั่นกระแสไฟฟ้า ซึ่งเคยใช้ในขณะที่เกิดปัญหายูเครน-รัสเซีย ในช่วงต้น ขณะนี้เครื่องตัวนี้ยังอยู่ที่บางปะกง
นอกจากนี้ ยังมีกองทุนที่เข้ามาช่วยเหลือเรื่องราคาน้ำมัน ที่จะประกันว่าการตรึงราคาพลังงาน 15 วัน ที่นายกรัฐมนตรีประกาศ จะคงรักษาไว้ ขอให้ประชาชนอย่าได้กังวล โดยใน 15 วันนี้เรามีกองทุนน้ำมันเป็นผู้รับผิดชอบอยู่แล้ว เราเคยมีกองทุนที่ติดลบระดับแสนล้าน แต่ขณะนี้มีผลบวกอยู่ประมาณ 2,500 ล้าน ฉะนั้นการที่จะคงน้ำมัน ไว้ ตนเชื่อว่าเรายังตรึงได้อีกนานพอสมควร
ด้าน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ต้องเข้มงวดเรื่องแรกคือ ราคาสินค้าและการกักตุนสินค้า ตอนนี้ให้ทางกรมการค้าภายใน เข้าไปติดตามอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการกักตุนสินค้าที่ไม่มีเหตุสมควร และร่วมกับพาณิชย์จังหวัด เข้าไปตรวจสอบทั่วทุกพื้นที่ โดยใช้ พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับราคาสินค้าและบริการเข้าไปควบคุม ซึ่งถ้ามีเหตุการณ์ที่ประชาชนหรือผู้ใดเห็นสิ่งผิดสังเกตสามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1569 จะรีบส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแล
เรื่องที่สอง เกี่ยวกับเรื่องการขนส่ง ตนได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมมือประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งทางเรือ ทางอากาศ เพื่อหาแนวทางเฝ้าระวังและดูแลต้นทุนค่าขนส่ง ซึ่งจะมีการประชุมนัดแรกวันศุกร์นี้ ที่กระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่า เราจะต้องดูในเรื่องของการขนส่ง ที่ควบคุมได้อย่างไม่ติดขัด ถ้ามีข้อร้องเรียน หรือข้อสังเกตที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งและส่งออก สามารถติดต่อได้ที่สายด่วน 1569 เช่นกัน
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของต้นทุนสินค้า อย่างเช่นเรื่องปุ๋ย ที่มีการนำเข้าจากหลายประเทศพอสมควร ซึ่งต้องเร่งเจรจากับตลาดอื่น เพื่อให้มีปุ๋ยเข้ามาในราคาที่เหมาะสม และช่วยเกษตรกรได้ และเพื่อไม่ให้มีผลกระทบ กับผู้ประกอบการเช่นเดียวกัน รวมถึงเรื่องการสนับสนุนการใช้ปาล์มเข้ามา ทดแทนด้านพลังงานต่างๆ เป็นต้น
ขณะที่ นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนมีได้ประชุมในเรื่องเดียวกัน สิ่งที่สำคัญคือ พลังงานจะขาดหรือไม่ ซึ่งมีความชัดเจนแล้วว่าไม่ขาด แต่ก็อยากจะรณรงค์ในการประหยัดพลังงาน การใช้ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ส่วนการขึ้นราคาก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งภาครัฐมีการตื่นตัวในการช่วยเหลืออยู่แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนให้ความกังวล แต่ขณะนี้ก็คลี่คลายลง พร้อมยอมรับว่า ยังกังวลว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อหรือไม่ ซึ่งต้องติดต่อสถานการณ์ต่อไป ขณะนี้มีการหาช่องทางอื่นอยู่ โดยเฉพาะการส่งออกทางเรือ ที่จะต้องผ่านเส้นทางดังกล่าว ที่จะต้องต้องมีค่าระวางเรือ และค่าใช้จ่ายการประกันมากขึ้น จึงต้องมีการศึกษาเส้นทางการเดินเรือ และแนวทางการขนส่งต่อไป
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงถึงผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง ว่า ช่องทางหลักที่ได้รับผลกระทบ มาจากน้ำมัน เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเส้นเลือดใหญ่ 1 ใน 5 ของโลก กว่า 20% มาจากแหล่งนั้น ซึ่งถือเป็นช่องทางที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และราคาปรับขึ้นประมาณ 5% ซึ่งวันนี้สถานการณ์พัฒนาไปเร็วมากส่งผลกระทบต่อราคา
ส่วนผลกระทบเรื่องปริมาณน้ำมันสำรองนั้น นายเอกนิติ ยืนยันว่า วันนี้เรายังสามารถอยู่ได้ 60 วัน สบายๆ แต่ไม่ใช่แค่นั้น ยังสามารถนำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่น โดยได้สั่งการเจรจาให้นำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่น จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่า จะมีน้ำมันเพียงพอแน่นอน ขอให้สบายใจได้ ขณะที่ราคาน้ำมัน จะผันผวนตามสถานการณ์ แต่เป็นไปตามกลไกราคา โดยมีกองทุนน้ำมันในการรักษาเสถียรภาพ เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชน
ส่วนก๊าซธรรมชาติ หรือ LNG นั้น การผลิตส่วนใหญ่มาจากในประเทศ แต่ที่ประชุมไม่ได้วางใจ มีเล็กน้อยที่ LNG มาจากตะวันออกกลาง และมีเรือติดอยู่ 2 ลำ ยังไม่สามารถออกจากช่องแคบฮอร์มุซได้ ทั้งนี้ แหล่งก๊าซธรรมชาติ LNG ส่วนใหญ่มาจากอ่าวไทย และมีท่อมาจากเมียนมา ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เร่งให้ผลิตมากขึ้น ส่วนแหล่งผลิตอื่นๆ ก็จะเร่งนำเข้า ครม. โดยเราทำสัญญากับมาเลเซีย ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรใหม่ที่จะเข้ามา ไม่เพิ่มผลกระทบภายในประเทศ และมีจะมีการนำเข้าพลังงานทดแทน ที่ผลิตจากน้ำจาก สปป.ลาว ซึ่งก๊าซธรรมชาติไม่น่าจะมีผลกระทบอะไร
นายเอกนิติ ยังกล่าวต่อว่า ที่ประชุมมีความเป็นห่วงเรื่องราคาสินค้า โดยจะใช้กลไกการค้าภายใน ป้องกันการฉวยโอกาสในการขึ้นราคา ซึ่งวันนี้ทางรัฐบาลพยายามใช้กลไกต่างๆ ในการไม่ให้ส่งผลกระทบมาสู่ประเทศไทย แต่หากมีการฉวยโอกาสขึ้นราคา กระทรวงพาณิชย์ จะช่วยใช้กฎหมายจัดการผู้ที่กักตุนสินค้าและฉวยโอกาส
นอกจากนี้ ได้ฟังเพราะความเห็นจากภาคเอกชน มีความกังวลถึงปริมาณน้ำมันเพียงพอหรือไม่ ก็ได้ข้อสรุปเดียวกันว่า น้ำมันพอแน่นอน อยู่ได้ 60 วัน และไม่ใช่แค่นั้น จะหาจากแหล่งอื่น รวมไปถึงด้านขนส่งทางเรือ ที่มีค่าความเสี่ยงสงครามของเรือสินค้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะรับไปพูดคุยกับภาคเอกชนในการดูแล เพื่อให้มีเรือในการขนส่งสินค้า ให้เพียงพอในการที่จะมารองรับสินค้า ให้การค้าระหว่างประเทศไม่ถูกผลกระทบ
ส่วนในด้านของตลาดทุน ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ และรองเลขาฯ ก.ล.ต. รายงานว่า วันนี้อาจจะมีความตกใจ แต่กลไก
เซอร์กิตเบรคเกอร์ ทะลุเกิน 8% คนก็เข้าใจสถานการณ์ ซึ่งก็ยังมีการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ เป็นการสะท้อนความเชื่อมั่น พร้อมย้ำว่า เสถียรภาพยังมั่นคง แม้ว่าค่าเงินบาทอ่อนลงตามสถานการณ์ ซึ่งได้เห็นพ้องต้องกันว่า ในช่วงนี้ ภาคเอกชนมองว่า ค่าเงินอ่อนเป็นสิ่งที่ดีต่อเศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกันสมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีการเตรียมสภาพคล่องให้กับภาคเอกชนไว้แล้ว
นายเอกนิติ ยังกล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ประสานกระทรวงต่างๆ และจะแถลงให้ประชาชนรับทราบข้อมูลทุกวันเวลา 18.00 น. จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ความสงบ เพื่อความไม่ตื่นตระหนก และเป็นการรับทราบข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร
ขณะเดียวกัน หากราคาน้ำมันพุ่งสูงเกินไป ทางกระทรวงการคลัง ก็จะพูดคุยเพื่อวางระบบดูแลรักษาเสถียรภาพ เพื่อให้มีกลไกที่สามารถทำงานได้ทันที เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงเกินไป
