svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Business

"สงครามยืดเยื้อ" เรารับมือได้แค่ไหน? ผ่าโครงสร้าง "น้ำมันไทย" นำเข้าจาก "ตะวันออกกลาง" เกินครึ่ง

04 มี.ค. 2569

"สงครามยืดเยื้อ" เรารับมือได้แค่ไหน? ผ่าโครงสร้าง "น้ำมันไทย" นำเข้าจาก "ตะวันออกกลาง" เกินครึ่ง

4 มีนาคม 2569 ฐานเศรษฐกิจ รายงานข่าวว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดของสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งเกิดจากการที่สหรัฐ-อิสราเอลโจมตีอิหร่าน

 

 

ทั้งนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อทั้งโลก และประเทศไทยก็คือ ราคาน้ำมันที่จะปรับตัวพุ่งงสูงขึ้นจากสถานการณ์ดังกล่าว

 

คำถามที่สำคัญก็คือ ประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางมากหรือน้อยแค่ไหน อย่างไร

 

 

"สงครามยืดเยื้อ" เรารับมือได้แค่ไหน? ผ่าโครงสร้าง "น้ำมันไทย" นำเข้าจาก "ตะวันออกกลาง" เกินครึ่ง

 

 

 

 

 

นำเข้าน้ำมันตะวันออกกลาง 57%


จากการตรวจสอบของ “ฐานเศรษฐกิจ” พบว่า ตามข้อมูลในปี 2568 จากกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เมื่อดูแหล่งการจัดหาน้ำมันดิบเพื่อเข้ากลั่นต่อวันนั้น ผระมาณ 57% มาจากตะวันออกกลาง โดยในภูมิภาคนี้ไทยจัดหาน้ำมันจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สูงสุดถึง 39.4% ของปริมาณน้ำมันดิบเข้ากลั่นทั้งหมด ขณะที่ซาอุดิอาระเบีย เป็นอันดับที่สองในสัดส่วน 11.3%

 

แม้ประเทศไทยจะไม่ได้ซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่านโดยตรง แต่เพราะเส้นทางการขนส่งน้ำมันดิบที่ผลิตจากภูมิภาคตะวันออกกลางนั้นต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีพื้นที่ติดกับอิหร่านและโอมาน ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในดินแดนนี้จึงส่งผลต่อเส้นทางการขนส่งน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ

 

 

 

10 ประเทศที่ไทยนำเข้าน้ำมันมากที่สุด


ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย พบว่า 10 อันดับประเทศที่ไทยนำเข้าเชื้อเพิงมากที่สุด ประกอบด้วย

 

-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 416,060.06 ล้านบาท (28.87%)
-สหรัฐอเมริกา 184,931.44 ล้านบาท (12.83%)
-ซาอุดีอาระเบีย 130,918.71 ล้านบาท (9.08%)
-กาตาร์ 94,987.09 ล้านบาท (6.59%)
-มาเลเซีย 92,702.09 ล้านบาท (6.43%)
-อินโดนีเซีย 89,995.11 ล้านบาท (6.25%)
-สปป. ลาว 78,439.15 ล้านบาท (5.44%)
-ออสเตรเลีย 61,468.69 ล้านบาท (4.27%)
-เมียนมา 51,774.76 ล้านบาท (3.59%)
-ไนจีเรีย 31,517.44 ล้านบาท (2.19%)
-ส่วนอิหร่านอยู่อันดับที่ 29  มีมูลค่า 17.32 ล้านบาท (0%)

 

 

"สงครามยืดเยื้อ" เรารับมือได้แค่ไหน? ผ่าโครงสร้าง "น้ำมันไทย" นำเข้าจาก "ตะวันออกกลาง" เกินครึ่ง

 

ปรับแผนนำเข้าน้ำมัน

 


อย่างไรก็ดี ล่าสุด นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ได้วางแผนปรับเปลี่ยนมาซื้อน้ำมันจากฝั่งแอฟริกาตะวันตกและอเมริกา ซึ่งคาดว่าจะสามารถจัดหาและจัดส่งได้ภายในปลายเดือนเมษายนนี้ เนื่องจากความกังวลถึงความปลอดภัยของเรือที่ต้องแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุชตามแผนการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในเดือนมีนาคมนี้

นอกจากนี้ ล่าสุดยังใช้กลไกลกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ราคา 29.94 บาทต่อลิตร ต่อเนื่อง 15 วัน แม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นมีผลนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หลังจากนั้นจะพิจารณามาตราการช่วยเหลือประชาชนอีกครั้งหนึ่ง โดยเพิ่มการชดเชยน้ำมันดีเซล 2.77 บาทต่อลิตร อีกทั้งลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันในกลุ่มเบนซิน 0.38 – 0.70 บาทต่อลิตร ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในกลุ่มน้ำมันดีเซลและเบนซินทุกชนิดที่หน้าสถานีบริการมีราคาคงเดิม 

 

อีกทั้งยังได้ตั้งวอร์รูมเพื่อติดตามสถานการณ์สงครามและการสู้รบในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอล-สหรัฐฯ กับอิหร่าน เนื่องจากมีแนวโน้มขยายวงกว้างและอาจเกิดผลกระทบต่อการปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุช กระทรวงพลังงานจึงต้องเฝ้าระวังและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากระดับราคาน้ำมันดิบตลาดโลกส่งสัญญาณผันผวนต่อเนื่อง และเพื่อไม่ให้ประชาชนในประเทศได้รับผลกระทบมากเกินไป

 

 


น้ำมันขึ้น 10 เหรียญฯกดจีดีพี 0.1-0.15%


นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุถึงผลกระทบจากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลและอิหร่านต่อประเทศไทยว่า สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อตลาดเงิน และตลาดทุนทั่วโลก และผลกระทบที่รุนแรงจะมาจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น และยิ่งหากราคารน้ำมันปรับขึ้นแรงๆ จะมีผลกระทบมากแน่นอน 

โดยหากคิดตัวเลขเฉลี่ยทั้งปี หากราคาน้ำมันดิบโลกปรับขึ้นไป 10 เหรียญสหรัฐฯต่อบาเรลล์ก็จะมีผลต่อการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ประมาณ 0.1-0.15% ซึ่งผลกระทบตรงๆ ต่อจีดีพีอาจจะมีจำกัด แต่จะมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อให้เพิ่มสูงขึ้น เพราะราคาน้ำมันมีสัดส่วนคำนวณอยู่ในตระกร้าเงินเฟ้อประมาณ 13% ซึ่งส่วนนี้มีความเป็นห่วงมากกว่า เพราะหากราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีปรับเพิ่มขึ้น 10 เหรียญต่อบาเรลล์ จะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มชึ้น 0.4-0.5% ซึ่งจะกระทบต่อเนื่องถึงค่าครองชีพของประชาชน

 

ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ผ่านมา กนง.เห็นโอกาสที่จะเกิดสงครามอยู่แล้ว แต่สงครามที่เกิดขึ้นในขณะนี้รุนแรงกว่าที่ กนง.คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปริมาณน้ำมันดิบโลก 20-25% ต้องส่งผ่านช่องทางนี้ รวมทั้งน้ำมันที่ประเทศไทยนำเข้าด้วย ซึ่งคงจะต้องติดตามว่า สงครามที่เกิดขึ้นนี้ยาวนานแค่ไหน เพราะหากยาวนานอาจจะกระทบไปถึงเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน และทุกประเทศจะต้องหาแหล่งน้ำมันใหม่

 

โดยเฉพาะประเทศในเอเซียที่ใช้น้ำมันจากแหล่งนี้ค่อนข้างมาก ซึ่งไทยใช้น้ำมัน 60% ของทั้งหมดนำเข้าจากสหรัฐอาหรับอิมิเรสต์ และซาอุดิอาระเบีย ทำให้ต้องจับตาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงการจัดหาน้ำมันในโลก หรือหาพลังงานอื่นมาทดแทน และจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในด้านอื่นๆ เพิ่มขึ้นหรือไม่

 

 


ภาพและข้อมูลจาก thansettakij