โดย กกต.อาศัย พรป.กกต.มาตรา 41 ประกอบ ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืทบสวน การไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 3) พ.ศ.2566
พูดภาษาชาวบ้าน คือ การอำนวยความยุติธรรมในคดีเลือกตั้ง มีกระบวนการและขั้นตอน ระยะเวลา 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง เป็นระยะเวลากระชั้นชิด กกต.ไม่อาจ สืบสวนและไต่สวนหรือวินิจฉัยชี้ขาดให้เสร็จสิ้นได้
โดย กกต.รับรองไปก่อน แล้วสอยทีหลัง อธิบายได้ว่า การประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ไม่ตัดอำนาจ กกต.ในการสืบสวนและไต่สวน ในเหตุที่ร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง
ส่วนที่มีผู้ร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือฟ้องคดีปกครองหรือฟ้องคดีอาญา เป็นการนำคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เป็นดุลพินิจของแต่ละองค์กร ย่อมไม่มีผลกระทบที่ กกต.องค์กรอิสระประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง เพราะถือ “เป็นคนละส่วนกัน”
โดย พรป.สส.มาตรา 17 วรรคหนึ่ง ในการจัดการเลือกตั้งของ กกต.แม้ให้มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุด แต่กฎหมาย “มิให้นำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้”แก่คดี จึง “ไม่มี”ผลกระทบต่อการ “จัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่”
ส่วนที่ กกต.มีมติเสียงข้างมาก ดำเนินคดีอาญากับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.กับพวก ต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ตนเห็นว่า การตรวจสอบความโปร่งใสในการจัดการเลือกตั้ง จะต้องใช้สิทธิไม่เกินขอบเขตของกฎหมายและต้องมีส่วนได้เสีย โดยมีกฎหมายรับรองให้กระทำได้ เช่น การถ่ายภาพบรรยากาศการเลือกตั้ง เป็นต้น แต่การจงใจถ่ายภาพรูปหน้าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเป้าหมายถ่ายซูมบาร์โค้ดเพื่อถอดรหัสเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของ กกต.ย่อมไม่มีอำนาจกระได้ เพื่อก่อกวน ปลุกปั่น ขัดขวาง ทำลายบรรยากาศทางการเมือง มิใช่เป็นการทำหน้าที่ของพลเมือง แต่กระทำเฉพาะกลุ่มที่ “แพ้แล้วพาล” พยายามปลุกปั่นกระแสให้สังคมเข้าใจผิดว่า การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ เป็นการใช้สิทธิเกินส่วน เชื่อว่า ฝ่ายกฎหมายของ กกต. รวบรวมพยานหลักฐานมีหมัดเด็ดมัดตัวผู้กระทำผิดก่อนที่ไปกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน
ย้ำว่า กลุ่มปั่นป่วนของนายสมชัยฯกับพวก ไม่ได้เป็นกลุ่มตัวแทนประชาชน จะอ้างว่า ตัวแทนภาคเป็นประชาชนไม่ได้ ควรดำเนินคดีอาญามิให้เป็นเยี่ยงอย่างเพราะประเทศปกครองโดยนิติรัฐ ส่วนสื่อบางสำนักฯ ที่ถูกแจ้งจับ ต้องถามว่า ได้ทำหน้าที่ ภายในกรอบสื่อมวลชนและจริยธรรมสื่อมวลชนหรือไม่ ต้องว่ากันเป็นไปตามพยานหลักฐาน
ถามว่า หากกลุ่มนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.กับพวก จะแจ้งความกลับฐานแจ้งความเท็จเพื่อกลั่นแกล้งให้บุคคลอื่นรับโทษทางอาญา สามารถกระทำได้หรือไม่ ตนเห็นว่า ต้องดูข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน หากไปแจ้งความกลับ “โดยใช้โมเดลชลบุรี” อาจโดนข้อหาเพิ่มฐานแจ้งข้อหาเพิ่มแจ้งความเท็จเสียเอง “คนที่เมาหมัด” น่าจะไม่ใช่ กกต. แต่อาจเป็นกลุ่มนายสมชัยฯกับพวกเสียเอง