svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

อัยการ-ดีเอสไอ ลุยต่อ ดิไอคอน สำนวนนอกราชฯ สอบผู้เสียหาย 13 ประเทศ

27 ก.พ. 2569

อัยการ-ดีเอสไอ ลุยต่อ ดิไอคอน สำนวนนอกราชฯ “วัชรินทร์”เผยเตรียมเรียกสอบผู้เสียหาย 13 ประเทศให้การใหม่ มัด 18 บอส หลอกลวงเเชร์ลูกโซ่

วันที่ 27 ก.พ.2569 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวนสำนักงานอัยการสูงสุด พร้อมด้วย คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 17/2568 

 

นำโดย ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภคพ.ต.ท.อานนท์ อุนทริจันทร์ ผอ.กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ พ.ต.ท.จักรกฤษณ์ วิเศษเขตการณ์ ผอ.กองคดีการเงินการธนาคารและการฟอกเงิน และพนักงานอัยการ ร่วมประชุมตรวจสอบถึงกลุ่มผู้เสียหายเพิ่มเติมนอกราชอาณาจักรของบริษัท ดิไอคอนฯ ที่ได้ร่วมลงทุนไป มีจำนวนทั้งสิ้น 30 ราย (จาก 13 ประเทศ) พบมูลค่าความเสียหาย9.44 ล้านบาท และคดีพิเศษที่ 18/2568 ซึ่งดำเนินการสอบสวนปากคำพยานผู้เสียหายของบริษัท ดิไอคอนฯ เพิ่มเติมที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เสียหายที่ตกค้างยังไม่ได้ถูกสอบปากคำในสำนวนคดีหลักก่อนหน้านี้ มีผู้เสียหายเพิ่มเติม จำนวน 2,505 ราย พบมูลค่าความเสียหาย 677 ล้านบาท เพื่อแจ้งดำเนินคดีเพิ่มเติมแก่ผู้กระทำผิด

นายวัชรินทร์ เปิดเผยหลังการประชุมว่า สืบเนื่องจากอัยการสูงสุด มีคำสั่งให้คดี ดิไอคอน แยกเป็น 2 ส่วน คือ ความผิดในราชอาณาจักร ซึ่งมีการสั่งฟ้องไปแล้ว แต่มีผู้ต้องหา 2 ราย นายยุรนันท์ ภมรมนตรี หรือ "บอสแซม" และน.ส.พีชญา วัฒนามนตรี หรือ "บอสมิน" อาจมีความเห็นไม่ตรงกัน คณะพนักงานอัยการคดีพิเศษสั่งไม่ฟ้อง และอธิบดีดีเอสไอ ได้ทำความเห็นแย้งส่งอัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาดลงมาแล้วว่าให้ฟ้อง "บอสมิน-บอสแซม" รวมผู้ต้องหาทั้งหมด 19 ราย บุคคล 18 ราย นิติบุคคล 1 ราย

นายวัชรินทร์ เผยว่า ส่วนในวันนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับนอกราชอาณาจักร มีผู้เสียหายอยู่ต่างประเทศ มีการโอนเงินจากต่างประเทศหรือความผิดเกี่ยวพันทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งต้องมีอัยการมาร่วมสอบสวน จึงมอบหมายอัยการสำนักงานการสอบสวน โดยมีการหารือวางแนวทางเนื่องจากผู้เสียหายอยู่ต่างประเทศ 13 ประเทศ ทั้งนี้ ผู้เสียหายบางส่วนเคยให้การกับตำรวจแล้ว แต่ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย พ.ร.บ.ความร่วมมือระหว่างประเทศทางอาญา (MLAT) มีอัยการร่วมรับฟังการสอบสวนต่างๆ เช่น ประเทศสวีเดน เป็นต้น และยังต้องรอผลสอบสวนผู้เสียหายจากอีกหลายประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ยังไม่ได้รับการส่งกลับคืนมา อย่างไรก็ตาม ต้องรอผลสอบกลับคืนมาให้ครบทุกประเทศก่อน วางกรอบระยะเวลาถึง พ.ค.นี้

 

"นอกจากนี้ ในที่ประชุมจะมีการเรียกพยานสำคัญ 40 รายที่เคยสอบปากคำแล้ว อาทิ พนักงานบริษัท ตำรวจชุดจับกุม เป็นต้น มาสอบสวนเพิ่มเติมเนื่องจากเป็นอีกคดีใหม่ คดีนอกราชอาณาจักรเพราะคดีมีความต่างกัน คดีในราชอาณาจักร เป็นอำนาจอธิบดีสำนักงานคดีพิเศษ เป็นผู้สั่งฟ้อง ส่วนคดีนอกราชอาณาจักร เป็นอำนาจของอัยการสูงสุดเป็นผู้สั่งฟ้องหรือไม่ จึงต้องทำสำนวนให้รอบคอบรัดกุม จากนั้นจะพิจารณาว่ามีผู้ต้องหาอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ เช่น เป็นแม่ทีมมีความเกี่ยวข้องโดยตรงอีกจำนวนมาก อาจเป็นผู้ชักชวนมาร่วมลงทุนและได้ผลประโยชน์ตอบแทน"

 

นายวัชรินทร์ เผยอีกว่า สำหรับผู้เสียหาย 30 ราย ใน 13 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น สวีเดน ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ อเมริกาฮ่องกง เยอรมัน ฝรั่งเศส ฟิลิปปินส์ อังกฤษ มาเลเซีย ดูไบ นอเวย์ โดยถูกชักชวนผ่านทางสื่อออนไลน์ หลงเชื่อร่วมลงทุน ความเสียหายประมาณเกือบ 10 ล้านบาท ซึ่งมีผู้เสียหายบางรายเคยมาให้การตำรวจสอบสวนกลางตอนทำสำนวนขณะนั้น แต่ต้องมาให้การใหม่เพราะดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ และยังไม่ได้แบ่งว่าเป็นคดีนอกราชอาณาจักรกับคดีในราชอาณาจักร นอกจากนี้ เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานชัดเจนจะแจ้งข้อกล่าวหา 4 ข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน , พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน (แชร์ลูกโซ่) , พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กับผู้ต้องหาทั้ง 19 ราย

 

เมื่อถามว่ากรณี "บอสมิน-บอสแซม" อัยการสูงสุดชี้ขาดนัดหมายเข้ามาพบเมื่อไหร่ นายวัชรินทร์ กล่าวว่า ต้องสอบถามไปยังอัยการสำนักงานคดีพิเศษ โดยมีหลักการสำนักงานอัยการคดีพิเศษจะทำหนังสือไปยังทั้ง "บอสมิน-บอสแซม" ให้มาพบเพื่อนำตัวไปฟ้องศาลอาญา แต่หากไม่มา อัยการสำนักงานคดีพิเศษจะทำหนังสือมายังอธิบดีดีเอสไอ ให้นำตัวมาทั้ง 2 ราย เพื่อสั่งฟ้องต่อไป อย่างไรก็ตาม สำหรับความผิดลักษณะคดีแชร์ลูกโซ่ หรือฉ้อโกงประชาชน ศาลจะลงโทษต่างกรรมต่างวาระ หลอกผู้เสียหาย 1 คนก็ 1 กรรม จึงตัดสินจำคุกเป็นหมื่นปี แต่สุดท้ายจะติดเงื่อนไขประมวลกฎหมายอาญา ลงโทษจำคุกได้ไม่เกิน 20 ปี