ประชามติรัฐธรรมนูญ: สัญญาณซ้อนของสังคมไทย
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจจากต่างชาติคือการจัดประชามติร่างรัฐธรรมนูญควบคู่กับการเลือกตั้ง ผลเบื้องต้นที่ประชาชนราว 60% เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ ถูกตีความว่าเป็น “สัญญาณซ้อน” กล่าวคือ ประชาชนเลือกพรรคฝ่ายอนุรักษนิยมเป็นรัฐบาล แต่ก็ต้องการกติกาทางการเมืองใหม่ที่ยุติธรรมกว่าเดิม นักวิชาการบางคนมองว่านี่สะท้อนความต้องการผู้นำที่เข้มแข็งควบคู่กับระบบการเมืองที่เป็นธรรมมากขึ้น
เศรษฐกิจมีเสถียรภาพระยะสั้น-ความเสี่ยงระยะยาว และมิติภูมิรัฐศาสตร์ ไทย vs มหาอำนาจ
ในเชิงเศรษฐกิจ สื่อการเงินต่างประเทศอย่าง Nikkei Asia และ DBS วิเคราะห์ว่าผลเลือกตั้งที่ชัดเจนช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองในระยะสั้น ค่าเงินบาทตอบรับเชิงบวกทันทีหลังทราบผล อย่างไรก็ตาม โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเปราะบาง ทั้งการเติบโต GDP ต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง และภาวะเงินฝืด ซึ่งอาจกลายเป็นความท้าทายใหญ่ของรัฐบาลใหม่ นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบประชานิยมอาจกระทบวินัยการคลังหากใช้อย่างรุนแรงเกินไป
ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ ผลเลือกตั้งไทยยังถูกเชื่อมโยงกับแนวโน้มการเมืองโลกที่หันไปสู่กระแสอนุรักษนิยมมากขึ้น สื่อต่างชาติหลายแห่งชี้ว่ารัฐบาลไทยชุดใหม่อาจมีท่าทีแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ มากขึ้น โดยเฉพาะภายใต้นโยบายกำแพงภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะเดียวกันจีนอาจกลายเป็นผู้ได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
เสถียรภาพจริงหรือความสงบก่อนพายุ
แม้ผลเลือกตั้งจะสร้างภาพเสถียรภาพทางการเมืองในระยะสั้น แต่สื่อต่างประเทศจำนวนไม่น้อยเตือนว่านี่อาจเป็นเพียง “ความสงบก่อนพายุ” ปัจจัยเสี่ยงยังมีทั้งความแตกแยกทางการเมืองที่ฝังลึก ปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข และความท้าทายจากกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หากประเด็นเหล่านี้ถูกจัดการไม่ดี ก็อาจกลายเป็นชนวนความขัดแย้งรอบใหม่ในอนาคต
...
โดยสรุป ในสายตาสื่อต่างชาติ การเลือกตั้งไทยปี 2569 คือภาพสะท้อนของประเทศที่กำลังพยายามรักษาสมดุลระหว่างอำนาจการเมืองแบบดั้งเดิมกับความต้องการการเปลี่ยนแปลงของสังคมสมัยใหม่
รัฐบาลแนวอนุรักษนิยมที่ “ทันสมัยขึ้น” อาจสร้างเสถียรภาพได้ช่วงหนึ่ง แต่คำถามสำคัญที่โลกยังจับตาคือ เสถียรภาพนั้นจะยั่งยืนเพียงใดในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และความคาดหวังของประชาชนไทยจะถูกตอบสนองได้จริงหรือไม่