svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

"สรวงศ์" ย้ำนโยบายเพื่อไทย ชูหวยเกษียณ-เรียนได้งบจบได้งาน-ดันกัญชากลับเป็นยาเสพติด

21 ม.ค. 2569

"สรวงศ์" ย้ำนโยบายเพื่อไทย ชูหวยเกษียณ-เรียนได้งบจบได้งาน-ดันกัญชากลับเป็นยาเสพติด พร้อม แก้หนี้-เติมทุน-หนุนท่องเที่ยว พลิกฟื้นภาคตะวันออก

21 มกราคม 2569 ที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เนชั่นกรุ๊ป ได้จัดเวทีดีเบต NATION ELECTION 2569 จุดเปลี่ยนประเทศไทย : เวทีภาคตะวันออก 

โดย นายสรวงศ์ เทียนทอง ผู้สมัคร สส.สระแก้ว พรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนพรรคเพื่อไทย ตอบคำถามแรก ว่า พรรคเพื่อไทยเน้นย้ำทุกนโยบายต้องทำได้จริง และเป็นพรรคการเมืองหนึ่งที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้ว ว่าอะไรที่เราสัญญากับประชาชนไว้ตั้งแต่เป็นไทยรักไทย พลังประชาชน จนถึงเพื่อไทย เราทำได้หมด วันนี้มายืนอยู่ที่พัทยา ซึ่งเศรษฐกิจและท่องเที่ยวเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องผลักดัน ตอนที่เกิดปัญหาโควิดนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน มีนโยบายการทำวีซ่าฟรี แต่มาถึงปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่าการทำวีซ่าฟรีมันได้จำนวนแต่ไม่ได้คุณภาพ วันนี้มาใหม่มาในนโยบายการท่องเที่ยว ที่จะปลูกกระแสเปิดตลาดใหม่ให้กับผู้ที่สามารถใช้จ่ายเงินได้มากขึ้น 


ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเน้นย้ำการยืนได้ของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตร ภาคธุรกิจ และเรื่องหนี้สิน เรามีนโยบายการแก้หนี้ พักหนี้เกษตรกร และการตั้งตัวได้กับเรื่องหวยเกษียณ มีการออกรางวัลทุกสัปดาห์ ถ้าไม่ได้รับรางวัลก็จะเป็นเงินออม เมื่ออายุ 60 ปีสามารถเบิกจ่ายใช้ได้ แต่ถ้าอายุ 60 ปีแล้วก็นับไปอีก 5 ปี 

 

 

ดันกัญชากลับเป็นยาเสพติด

 

ส่วนเรื่องสังคม ยาเสพติดเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อไทยประกาศสงครามกับยาเสพติดมาแล้วหลายครั้ง วันนี้จะขอประกาศอีกครั้งว่าถ้ามีเพื่อไทย ยาเสพติดต้องหมดไป สแกมเมอร์ต้องหมดไป การที่เรากลับมาเป็นรัฐบาลประกาศชัดเจน จะเอากระท่อม กัญชา กลับไปอยู่ในบัญชียาเสพติดอีกครั้ง เพื่อออกกฎหมายลูก ให้ใช้ในเรื่องการแพทย์เท่านั้น 

 

ส่วนเรื่องแรงงาน จ.ชลบุรี มีเรื่องของอุตสาหกรรม ปัญหาใหญ่ของอุตสาหกรรมคือแรงงาน ตอนนี้นักศึกษาจบมาไม่มีงานทำเยอะ เรามีนโยบายเรียนได้งบจบได้งาน 1 ล้านทุนต่อปี  ดังนั้น 4 ปี เราจะผลิตบุคลากร นักทำหรือนักปฏิบัติ ออกมาอีก 4 ล้านคน

 

 

 

 

คำถาม สมาคม อบต. แห่งประเทศไทย ที่ถามว่า พรรคมีนโยบายหรือแนวทางที่จะทำให้ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นจริงตาม พ.ร.บ.ปี 2542 อย่างไร

 


นายสรวงศ์ ตอบว่า การเป็น สส.เขต รู้เรื่องของการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณ ที่ผ่านมามีการยกระดับ อบต. เป็นเทศบาลเยอะมาก แต่ประเด็นคือเมื่อยกระดับ แต่กรอบงาน งบประมาณ และบุคลากร ไม่ได้ไปตาม ซึ่งพรรคเพื่อไทยอยากกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างจริงจัง 

ทั้งนี้ รัฐบาลหรือสภาสมัยที่แล้ว มีการทำงานร่วมกับหลายพรรคการเมือง ในการลดอายุ และกรอบหรือสมัยที่ดำรงได้ ซึ่งการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเป็นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นในประเทศไทยนานแล้ว แต่ด้วยศักยภาพของแต่ละท้องถิ่นมันไม่เอื้อ การที่มีนโยบายจากส่วนกลางลงไปสู่ท้องถิ่นแล้วปฏิบัติไม่ได้ เหมือนเป็นการทิ้งเปล่า เพราะฉะนั้นการที่บอกว่าจะให้อำนาจกับท้องถิ่น หรือกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ต้องทำโดยภาพรวม

 

โดยเฉพาะผู้แทนราษฎรให้อำนาจ ซึ่งส่วนกลางอาจจะมีการจัดสรรงบประมาณลงไป แต่เรื่องของแผนอยากให้ท้องถิ่นสามารถตัดสินใจได้เอง อย่างกองทุนหมู่บ้านก็เป็นจุดเริ่มต้นของการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

เพราะเราเชื่อว่าการแก้ปัญหา ต้องให้คนรู้ปัญหา หรือคนที่อยู่ในพื้นที่จริงๆ เพราะฉะนั้นการออกกฎหมายต่างๆ ซึ่ง สส. ในสภาทุกคนพร้อมใจกันอยู่แล้วที่จะกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นจริง แต่เราต้องคุมให้อยู่ว่าสิ่งที่รัฐบาลมอบหมายงานไป เกิดประโยชน์กับประชาชนสูงสุดจริงๆ

 

 

ส่วนจะทำสำเร็จต้องใช้เวลาถึงเมื่อไหร่นั้น

 

นายสรวงศ์ บอกด้วยว่า ที่ผ่านมามันไม่เคยมีความยั่งยืนของสภาผู้แทนราษฎร ปี 2544 ปีเดียวที่รัฐบาลอยู่ครบ 4 ปี นอกเหนือจากนั้นไม่เคยมี อย่าง 2 ปีที่ผ่านมาก็เปลี่ยนนายกฯ ไป 3 คนแล้ว แต่ถ้าอยู่ต่อเนื่องก็ทำได้แน่
 

 

 

นโยบายการขับเคลื่อนอีอีซี ที่ผ่านมาล่าช้า ถ้าได้เป็นรัฐบาลจะดำเนินงานต่ออย่างไร ให้มีความต่อเนื่องเป็นรูปธรรม 


นายสรวงศ์ ตอบว่า จริงๆแล้ว อีอีซี หรือ ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก แต่สังเกตหรือไม่ว่า 3 จังหวัด ทั้งชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ไม่มีที่ไหนเป็นระเบียงเลย ซึ่งตนเคยเสนอในสภาผู้แทนราษฎร ในการจะเอาจันทบุรี ตราด สระแก้ว และปราจีนบุรี เข้าไปอยู่ในอีอีซีด้วย 

 

แต่ปัญหาคือ เรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งน้ำคือชีวิต ซึ่ง 3 จังหวัดนี้ มี 12 อ่าง แต่น้ำไม่เพียงพอในการทำอุตสาหกรรม อย่าลืมว่าปีที่ผ่านมา ด้วยการส่งเสริมของรัฐบาล สามารถผลักดันให้นักลงทุนมาลงทุนได้ถึง 650,000 ล้านบาท ถือว่าประสบความสำเร็จแต่ยังไม่เพียงพอก็ขอรอรัฐบาลใหม่เข้าไปผลักดัน

 

 

 

คำถามจากกองบรรณาธิการเนชั่น ถ้าพรรคคุณเก่งจริง ทำไมมลพิษ โรงงานผิดกฎหมาย น้ำเสีย ถึงไม่สามารถแก้ไขได้ มันติดที่กฎหมาย ระบบราชการ หรือไม่กล้าแตะกลุ่มทุน 

 


โดย นายสรวงศ์ ตอบว่า ทุกอย่างอยู่ที่จิตใต้สำนึกของคน โรงงานอุตสาหกรรมหรือภาคการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหารต่างๆ ที่ปล่อยน้ำเสีย ทิ้งขยะ แยกขยะ ทุกอย่างอยู่ที่จิตใต้สำนึก ซึ่งจิตใต้สำนึกมันมาจากการศึกษา นั่นคือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยเน้นมากในการสร้างคน การสร้างจิตสำนึกเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แม้ว่าพ่อแม่จะเป็นคนรุ่นเก่าแต่เด็กรุ่นใหม่สามารถบอกพ่อแม่ได้ กับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

 

พร้อมมองว่ากฎหมายในประเทศไทยมีอยู่แล้ว แต่ขั้นตอนในการขอหรือทำอะไรต่างๆ มันมากเข้าไปทุกวัน เพราะทุกองค์กรต้องการป้องกันตนเอง จึงออกกฎต่างๆมา เมื่อมีข้อแม้ก็มีการต่อรอง จึงเป็นที่มาของการทุจริต เพราะฉะนั้นตั้งแต่รากไปจนถึงข้างบน เราไม่ได้สร้างบรรทัดฐานหรือจิตสำนึกของคนไว้ตั้งแต่ต้น เมื่อไหร่ที่ประเทศไทยมีตู้หนังสือพิมพ์แล้วหยอดเหรียญใส่เพื่อเปิดตู้ แล้วหยิบหนังสือพิมพ์เพียง 1 ฉบับได้ นั่นคือจิตสำนึก 

 

ก็เหมือนกับการแยกขยะ หรือโรงงานปล่อยน้ำเสีย ที่จะทำให้สภาพแวดล้อมเสีย ก็อยู่ที่จิตใต้สำนึก ตนมองว่าการบังคับใช้กฎหมายคือสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น หรือแม้แต่การสร้างบุคลากรมาตรวจสอบเป็นก็เป็นสิ่งสำคัญ แต่เราต้องสร้างบรรทัดฐานและจิตใต้สำนึกของคนให้ดีมากกว่าที่จะไปดูการบังคับใช้กฎหมาย เพราะจิตใต้สำนึกสำคัญที่สุด

 

 

 

เมื่อถามย้ำว่า ต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการพัฒนาจิตสำนึก 

 

นายสรวงศ์ บอกว่า มันต้องเริ่ม ถ้าไม่เริ่มวันนี้ก็ไม่มีทางที่จะพัฒนาได้

 

 

เมื่อถามว่า เพื่อไทยก็เคยเป็นรัฐบาลมาแล้ว

 

นายสรวงศ์ บอกว่า มันไม่มีอะไรที่ต่อเนื่อง พรรคเพื่อไทยดูเหมือนจะเป็นรัฐบาลมานาน แต่เราก็ถูกเว้นไป 10 ปี พร้อมหัวเราะ


 

 

เพื่อไทย ประกาศชัด “เกษตรกรต้องกำไร 30%" ชูนโยบายประกันรายได้ฐานใหม่ ปลดหนี้ 5 แสนบาท—เลิกวงจรขาดทุนซ้ำซาก หวังดึงภาคเกษตรยืนได้ด้วยตัวเอง


นายสรวงศ์ ใช้สิทธิ์พาดพิงเรื่องเกษตร ว่า เกษตรกรต้องยืนด้วยตัวเองให้ได้ก่อน ปัจจุบันหลังจากโควิดทุกคนมีหนี้ เราพักชำระหนี้เกษตรกร รัฐบาลเดิมยอดเงินไม่เกิน 300,000 บาท ถ้าเป็นรัฐบาลอีกครั้งยอดเงิน 500,000 บาท อันนี้คือให้ยืนด้วยตัวเองก่อน 

 

และยังมีเรื่องการประกันกำไรพืชผลทางเกษตร 30% จากนี้ไปถ้าเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลนโยบายนี้จะถูกออกมาใช้ ไม่มีอีกแล้วที่เกษตรกรจะขาดทุน เพราะเราคิดฐานที่ต้นทุน และเกษตรกรต้องกำไร 30% เป็นขั้นต่ำ